<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress/1.5.1-alpha" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>Tweatypup's Nicknacks</title>
	<link>http://tweatypup.blogsome.com</link>
	<description>Life and such. Just grumbling along the journey to the end...</description>
	<lastBuildDate>Sat, 30 May 2009 18:23:08 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>

	<item>
		<title>วงดนตรีที่ทำให้ฉันกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง</title>
		<description>	เป็นเรื่องปกติสำหรับคนเชื่องช้า ไม่ทันโลก อย่างฉันที่จะนึก &quot;เครซี่&quot; อะไรสักอย่างหลังจากที่ชาวบ้านเขาเลิกเห่อไปนานแล้ว
	เรื่องของเรื่องก็คือฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นแฟนเพลงของซิลลี่ฟูลส์ อาจจะไม่ถึงขั้นแฟนพันธุ์แท้ แต่มันก็เกินคำว่าชอบเฉยๆ ไปแล้วล่ะนะ

เมื่อก่อน ซิลลี่ฟูลส์ ไม่ใช่วงที่ฉันติดอกติดใจเป็นพิเศษ แต่ฉันก็ชอบเพลงของพวกเขา สำหรับฉัน พวกเขาเป็นวงร็อคสัญชาติไทยที่น่าภูมิใจนะคะ เพราะความเป็นวงที่ดี ทำเพลงได้ดี เพียงแต่ฉันมีปัญหากับนักร้องนำคนเก่าของวง เนื่องจากรสนิยมส่วนตัวของฉัน กล่าวคือฟังเพลงของ ซิลลี่ฟูลส์ (สมัยก่อน) เกินสองเที่ยวเมื่อไหร่เป็นต้องปวดหัวเพราะเสียงร้องทำให้ฉันรู้สึกเครียด
	ถ้าจะถามว่างานนี้เป็นความผิดของใคร ก็ต้องบอกว่าฉันคนเดียวนี่แหละที่ผิดเต็มๆ เพราะคุณโต-อดีตนักร้องนำวงนี้เป็นนักร้องที่เก่งมากนะคะ ช่วงเสียงกว้างมากด้วย แต่บังเอิญว่าฉันไม่ชอบเสียงแบบนี้ ในทำนองเดียวกับที่ฉันไม่ชอบ เซลีน ดิออน ร้องเพลง ทั้งที่เธอเป็นสุดยอดนักร้องหญิงของยุคนี้ แถมยังเป็นคนนิสัยดี (ฉันเคยดูโอปราห์ วินฟรีย์สัมภาษณ์เธอ ปรากฏว่า เซลีน เป็นคนน่ารักและมีอารมณ์ขันมาก)
	ตอนที่ได้อัลบั้ม The One มา แล้วเปิดฟังเพลงแรก ได้ยินเสียงกีตาร์ของพี่ต้นก็รู้สึกว่า &quot;ใช่เลย&quot;&nbsp;ซิลลี่ฟูลส์ก็ต้องประมาณนี้ เสียงเบส์ของพี่หรั่งก็ใช่ เสียงกลองของพี่ต่อก็ใช่ แล้วเสียงร้อง&#8230;อ้อ นักร้องใหม่ ชื่อเบนจามิน&#8230;โอเค เสียงไม่เลวเลย 
	นั่นคือการฟังเพลงซิลลี่ฟูลส์ชุดใหม่ที่มีนักร้องใหม่เที่ยวแรกของฉัน ซึ่งแค่รับรู้ได้ว่าเพลงดี ...</description>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2009/05/30/p116/</link>
	</item>
	<item>
		<title>คิดจากความตาย</title>
		<description>	วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง
	เพื่อนตายตั้งแต่วันพุธที่แล้ว เป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยพบกันแบบตัวเป็นๆ และตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว
	ฉันกับ ทริเชีย เจอกันในโลกไซเบอร์&#8230;บนเว็บบอร์ดที่พูดคุยกันถึงดาราคนโปรดของเรา &quot;แก๊ง&quot; ของเรามีสมาชิกจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสาวอเมริกันและแคนาดา
	ทริเชีย อายุมากกว่าฉันนิดหน่อย เป็นคุณแม่ลูกสอง (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นสาวอเมริกันทางใต้ที่ขี้เล่นและฉลาด เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง&nbsp;(เธอหย่าจากสามีโดยเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกฝ่าย) เป็นสาวติสท์ตัวจริง เธอทำงานด้านออกแบบและงานเธอสวยงามต้องรสนิยมฉันมาก ตอนหลังฉันถึงพบว่าเรามีศิลปินคนโปรดคนเดียวกันคือ แอร์เต้ (Erte) 
	ทริเชีย ยังเป็นนักเขียนที่เก่ง นิยายที่เธอเขียนโดยใช้บุคลิกของดาราขวัญใจของเราเป็นต้นแบบของบุคลิกพระเอกนั้นน่าทึ่ง ฉันอ่านไปก็นึกภาพออกเลยว่า &quot;พี่จอห์น&quot; ของพวกเราต้องพูดแบบนี้ในสถานการณ์อย่างนี้แน่ๆ คงไม่ต้องบอกว่าเพื่อนฝูงในแก๊งจะติด &quot;นิยาย&quot; ของ&nbsp;ทริเชีย&nbsp;กันงอมแงมขนาดไหน&nbsp;
	หลังๆ เราไม่ค่อยได้คุยกันนักเพราะฉันมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานและชีวิต จะมีทักทายกันผ่านบล็อกเป็นครั้งคราวหรือคุยกันเมื่อ &quot;พี่จอห์น&quot; มีหนังใหม่เข้าฉายในโรง แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวที่น่าตกใจขนาดนี้จากเพื่อนในโลกไซเบอร์อีกคนหนึ่งที่อยู่ในแก๊งเดียวกัน
	แน่นอนว่าฉันเสียใจที่ ทริเชีย ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร และนึกโกรธที่ลูกๆ ของเธอสูญเสียแม่อย่างไม่ยุติธรรม เพราะทริเชียล้ม หัวฟาดพื้นในระหว่างทำงาน แต่ออฟฟิศของเธอปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ 
	ทว่า การตายของ ทริเชีย ก็ทำให้ฉันกลับมาคิดถึงความหมายชีวิตและการใช้ชีวิตอีกครั้ง
	คิด&#8230;ว่าเราควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่อย่างไร คิด&#8230;ว่าเราไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไปล้ว คิด&#8230;ว่าเราไม่ควรละเลยการบอกรักคนที่เรารักและบอกขอบคุณคนที่มีน้ำใจกับเรา เพราะใครจะไปรู้ว่าวันสุดท้ายของแต่ละคนนั้นคือวันไหน?
	ชีวิตคนเรานี้ช่างเปราะบางและแสนสั้นจริงๆ
 </description>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/22/p115/</link>
	</item>
	<item>
		<title>เรื่องของหมาถูกทิ้ง</title>
		<description>	เมื่อไม่กี่วันก่อน แม่บ้านเล่าให้ฟังว่ามีคนเอาลูกหมามาปล่อยที่สวนอีกแล้ว ตอนนี้กำลังประกาศหาคนรับเลี้ยงอยู่
	&quot;สวน&quot; ที่ว่านั้นคือสวนสาธารณะใกล้บ้าน มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตพอสมควรและเป็นที่อยู่ของหมาไร้เจ้าของหลายตัว มีกลุ่มคุณลุงคุณป้าที่อยู่แถวนั้นคอยให้ข้าว โดยมีผู้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์หลายราย
	ชะรอย คนคงเห็นว่าหมาข้างถนนที่นี่กินดีอยู่ดี ก็เลยนิยมเอาหมามาปล่อยให้ช่วยเลี้ยงอยู่บ่อยๆ บางตัวโชคดีก็มีคนถูกชะตา รับไปอุปการะ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังต้องพึ่งความเมตตาของคนแถวนั้น
	บ้านฉันก็เคยเก็บหมาถูกทิ้งมาเลี้ยง เป็นหมาชิสุแก่ๆ ที่ถูกเจ้าของเอามาปล่อยทิ้งไว้ในซอย มันเดินวนเวียนอยู่แถวบ้านฉันหลายวันโดยมีคนในซอยผลัดกันให้ข้าวให้น้ำ และมีบ้านข้างๆ บ้านฉันที่ใจดีพอจะไม่ไล่ตะเพิดมันออกไปเมื่อมันแอบมุดรั้วมา &quot;ขอนอน&quot; ในตอนกลางคืน
	ตอนนั้นเป็นหน้าฝน เป็นเวลาหลายวันที่ฉันทนเห็นมันเดินตากฝนไปมา ชะเง้อคอมองหาเจ้าของและหูผึ่งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงส้นสูงกระทบพื้น กว่าฉันจะตัดสินใจอุ้มมันเข้าบ้าน
	ตอนแรกฉันไม่อยากรับเลี้ยงเลยเพราะที่บ้านก็มีหมาแสบๆ อยู่ตั้ง 7 ตัวแล้ว แต่คิดไปคิดมา มันก็เป็นแค่หมาตัวเล็กๆ เลี้ยงอีกสักตัวก็ใช่ว่าจะสิ้นเปลืองนักหนา
	&quot;ป้ากี้&quot; เป็นชื่อที่คนในบ้านเรียก เพราะมันเป็นตัวเมียและแก่มาก อีกทั้งหลังจากเรียกชื่อนั้นชื่อนี้อยู่หลายรอบ เราก็เริ่มสังเกตได้ว่ามันจะหันมามองทุกครั้งที่เราเรียกชื่ออะไรก็ตามที่ลงท้ายว่า &quot;กี้&quot;
	เลี้ยงมันไปไม่นาน ฉันก็รู้ว่าทำไมมันถึงถูกทิ้ง ทั้งที่ป้ากี้เป็นหมามารยาทงาม เรียบร้อยกว่าหมาทะโมนในบ้านฉันหลายขุม ไม่เคยเห่าเสียงดัง ไม่เคยนั่งน้ำลายยืดใส่คนในบ้านเพื่อขอขนม เวลากินข้าวก็ค่อยๆ เล็มและไม่เคยทำข้าวหกนอกจานเลย
	แต่ยายป้ากี้ก็เป็นหมาที่อั้นฉี่ไม่ได้ นอนอยู่ดีๆ ก็ปล่อยฉี่นองพื้นซะงั้น ต้องตามเช็ดกันบ่อยๆ แต่ยังไม่ทันไปจับไปหาหมอเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จากไปอย่างสงบ
	ป้ากี้อยู่กับเราไม่นาน แค่ 7-8 เดือนเท่านั้นเอง ฉันรู้สึกเศร้านิดหน่อยตอนที่มันตาย แต่ก็ดีใจที่มันไม่ต้องตายอยู่ข้างถนน ...</description>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/06/p114/</link>
	</item>
	<item>
		<title>Don&#8217;t waste your time not loving.</title>
		<description>	ฉันเคยบอกเพื่อนคนหนึ่งในโลกไซเบอร์ไปอย่างนั้น เพื่อนคนนี้เป็นสาวฝรั่งที่เชื่อมั่นในความรักของพระเจ้าอย่างเหลือแสน แม้เคยเจอกันเพียงผ่านใยแก้วนำแสง ฉันก็รู้สึกได้ว่าเธอเป็นสาวช่างอ่อนไหวและมีความรักมากมายอยู่ในตัว 
	เราพูดกันถึงโลกวันนี้ที่มีแต่ความหยาบกระด้าง ความละเอียดอ่อนในจิตใจหายไป เรามีแต่คนเกลียดกัน ทะเลาะกัน ทำร้ายกันทั้งทางกาย วาจาและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศของเธอหรือของฉัน ก็ดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
	ช่างเป็นการใช้เวลาที่ไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย
	ฉันเคยดูซีรี่ส์เรื่อง House ถึงไม่ใช่แฟนประจำ แต่เมื่อไหร่ที่เห็นคุณหมอตาสีฟ้าจอมกวนปรากฏตัวในจอ ก็อดจะติดตามดูไม่ได้ ในละครตอนนั้นมีตัวละครตัวหนึ่งตาย แล้วไปปรากฏในฝันแฟนตาซีของคุณหมอเฮ้าส์ ตัวละครตัวนี้ออกปากให้อภัยคนที่ทำให้เธอตายก่อนจะสิ้นลม เธอนั่งคุยกับคุณหมอเฮ้าส์ลแล้วบอกว่าที่ทำอย่างนั้นเพราะไม่อยากตายไปพร้อมกับความโกรธและเกลียด เธอกึ่งๆ ถามหมอเฮ้าส์ (และคนดู) ว่า What is the last thing you want to feel?
	ประโยคนี้ทำให้ฉันคิดมากไปหลายวัน นั่นสินะ ก่อนหมดลมหายใจสุดท้าย คุณอยากคิดอะไร? รู้สึกอะไร? ควรจะเป็นความคิดดีๆ ความรู้สึกดีๆ อย่างความรัก ความสงบ หรือเป็นความโกรธ เกลียดและเจ็บปวด?
	แล้วฉันก็ค่อยๆ มองเห็นว่าตัวเองมีความโกรธมากเกินไป ไม่พอใจมากเกินไป สนใจแต่จะ &quot;ไม่รัก&quot; คนนี้คนนั้นหรือสิ่งนี้สิ่งนั้น แทนที่จะมองหาที่เราอยากจะรัก หรือพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ...</description>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2009/01/04/dont-waste-your-time-not-loving/</link>
	</item>
	<item>
		<title>It takes two to tango.</title>
		<description>	It takes two to tango. โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าน่าจะพ้องกับสำนวน &quot;ตบมือข้างเดียวไม่ดัง&quot; (ยกเว้นมีมือตบ) ประโยคนี้ฉันเคยได้ยินมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนที่ได้มีโอกาสได้หัดเต้นแทงโก้ 
	
	อันที่จริงแล้ว การเต้นลีลาศทุกอย่างก็ต้องใช้คู่กันทั้งนั้น สำหรับคนที่ยังเต้นไม่เก่งอย่างฉัน บางเวลาที่ต้องเต้นคนเดียว (เพราะในชั้นเรียนมีคู่ไม่พอ ต้องผลัดกันเข้าคู่) นอกจากจะไม่สนุกแล้ว ยังอาจจะหลงสเต็ปได้ง่ายๆ อีกด้วย
	เดือนที่แล้วฉันเรียนจังหวะวอลซ์ ถึงจะไม่ใช่เวียนนิส วอลซ์หรือควิกวอลซ์ แต่ก็ยากพอสมควร เพราะเมื่อเลยสเต็ปเบสิคไปแล้ว คือเรียกว่ามีฟิเกอร์ ก็จะมีการหมุนตัวเปลี่ยนทิศ&nbsp;การย่อขาและยืดตัวเพื่อให้เกิดจังหวะขึ้นและลงที่สวยงามตามแบบการเต้นวอลซ์ที่ดี แล้วฉันก็พบว่าถ้าเราได้คู่ที่เก่งและสามารถนำเราได้บนฟลอร์ เราจะเต้นได้ง่ายมากและสนุกด้วย
	ระหว่างพัก ฉันคุยกับเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเริ่มท้อเพราะหัดเท่าไหร่ก็เต้นไม่ได้เนื่องจากเธอหลงทิศตลอด ฉันบอกให้เธอลองเต้นคู่ดูสิ เผื่อว่าจะง่ายขึ้น ลองปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนำแล้วเราตาม มันจะง่ายกว่าจริงๆ
	คุณพี่ผู้ชายคนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างแย้งขึ้นมาทันควันด้วยเสียเข้มว่า &quot;คิดอย่างนั้นไม่ได้! เราต้องเต้นเองให้ได้!&quot; 
	ฉันหันไปมองหน้าแบบงงๆ แล้วก็พยายามอธิบายว่า ฉันหมายถึงว่า ถ้าผู้ชายนำเราได้ เราจะเต้นได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าควรจะทำตัวไม่มีสมอง เต้นตามเขาไปเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ทำไม่ได้ด้วย เพราะถ้าจะตามผู้ชายให้ได้ ผู้หญิงก็ต้องรู้สเต็ป ไม่งั้นก็เหยียบเท้ากันอุตลุดแน่นอน 
	&quot;คิดอย่างนั้นไม่ได้!&quot; ...</description>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2008/10/26/it-takes-two-to-tango/</link>
	</item>
</channel>
</rss>
