<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!-- generator="wordpress/1.5.1-alpha" -->
<rss version="2.0" 
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
>

<channel>
	<title>Tweatypup's Nicknacks</title>
	<link>http://tweatypup.blogsome.com</link>
	<description>Life and such. Just grumbling along the journey to the end...</description>
	<pubDate>Sat, 30 May 2009 18:23:08 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=1.5.1-alpha</generator>
	<language>en</language>

		<item>
		<title>วงดนตรีที่ทำให้ฉันกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง</title>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2009/05/30/p116/</link>
		<comments>http://tweatypup.blogsome.com/2009/05/30/p116/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 30 May 2009 18:07:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tweatypup</dc:creator>
		
	<category>Heard</category>
		<guid>http://tweatypup.blogsome.com/2009/05/30/p116/</guid>
		<description><![CDATA[	เป็นเรื่องปกติสำหรับคนเชื่องช้า ไม่ทันโลก อย่างฉันที่จะนึก &quot;เครซี่&quot; อะไรสักอย่างหลังจากที่ชาวบ้านเขาเลิกเห่อไปนานแล้ว
	เรื่องของเรื่องก็คือฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นแฟนเพลงของซิลลี่ฟูลส์ อาจจะไม่ถึงขั้นแฟนพันธุ์แท้ แต่มันก็เกินคำว่าชอบเฉยๆ ไปแล้วล่ะนะ

เมื่อก่อน ซิลลี่ฟูลส์ ไม่ใช่วงที่ฉันติดอกติดใจเป็นพิเศษ แต่ฉันก็ชอบเพลงของพวกเขา สำหรับฉัน พวกเขาเป็นวงร็อคสัญชาติไทยที่น่าภูมิใจนะคะ เพราะความเป็นวงที่ดี ทำเพลงได้ดี เพียงแต่ฉันมีปัญหากับนักร้องนำคนเก่าของวง เนื่องจากรสนิยมส่วนตัวของฉัน กล่าวคือฟังเพลงของ ซิลลี่ฟูลส์ (สมัยก่อน) เกินสองเที่ยวเมื่อไหร่เป็นต้องปวดหัวเพราะเสียงร้องทำให้ฉันรู้สึกเครียด
	ถ้าจะถามว่างานนี้เป็นความผิดของใคร ก็ต้องบอกว่าฉันคนเดียวนี่แหละที่ผิดเต็มๆ เพราะคุณโต-อดีตนักร้องนำวงนี้เป็นนักร้องที่เก่งมากนะคะ ช่วงเสียงกว้างมากด้วย แต่บังเอิญว่าฉันไม่ชอบเสียงแบบนี้ ในทำนองเดียวกับที่ฉันไม่ชอบ เซลีน ดิออน ร้องเพลง ทั้งที่เธอเป็นสุดยอดนักร้องหญิงของยุคนี้ แถมยังเป็นคนนิสัยดี (ฉันเคยดูโอปราห์ วินฟรีย์สัมภาษณ์เธอ ปรากฏว่า เซลีน เป็นคนน่ารักและมีอารมณ์ขันมาก)
	ตอนที่ได้อัลบั้ม The One มา แล้วเปิดฟังเพลงแรก ได้ยินเสียงกีตาร์ของพี่ต้นก็รู้สึกว่า &quot;ใช่เลย&quot;&nbsp;ซิลลี่ฟูลส์ก็ต้องประมาณนี้ เสียงเบส์ของพี่หรั่งก็ใช่ เสียงกลองของพี่ต่อก็ใช่ แล้วเสียงร้อง&#8230;อ้อ นักร้องใหม่ ชื่อเบนจามิน&#8230;โอเค เสียงไม่เลวเลย 
	นั่นคือการฟังเพลงซิลลี่ฟูลส์ชุดใหม่ที่มีนักร้องใหม่เที่ยวแรกของฉัน ซึ่งแค่รับรู้ได้ว่าเพลงดี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าน่าตื่นเต้นนะคะ เพราะเปิดออกลำโพงคอมพิวเตอร์เห่ยๆ ซึ่งไม่ได้ให้รายละเอียดของเสียงได้ดีเท่าไหร่ 
	แต่เมื่อมาฟังแบบใช้หูฟังแบบดีๆ หน่อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>เป็นเรื่องปกติสำหรับคนเชื่องช้า ไม่ทันโลก อย่างฉันที่จะนึก &quot;เครซี่&quot; อะไรสักอย่างหลังจากที่ชาวบ้านเขาเลิกเห่อไปนานแล้ว</p>
	<p>เรื่องของเรื่องก็คือฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นแฟนเพลงของซิลลี่ฟูลส์ อาจจะไม่ถึงขั้นแฟนพันธุ์แท้ แต่มันก็เกินคำว่าชอบเฉยๆ ไปแล้วล่ะนะ</p>
<a href="http://tweatypup.blogsome.com/go.php?u=http%3A%2F%2Fsmg.photobucket.com%2Falbums%2Fv622%2Ftweaty%2Fblogsome%2F%3Faction%3Dview%26current%3DSillyFools_1.jpg&amp;i=0&amp;c=8c3dc092a022b60ec0964745a3e387a342a34bb1" target="_blank"><img height="439" alt="Silly Fools" src="http://img.photobucket.com/albums/v622/tweaty/blogsome/SillyFools_1.jpg" width="404" border="0" /></a>
<p>เมื่อก่อน ซิลลี่ฟูลส์ ไม่ใช่วงที่ฉันติดอกติดใจเป็นพิเศษ แต่ฉันก็ชอบเพลงของพวกเขา สำหรับฉัน พวกเขาเป็นวงร็อคสัญชาติไทยที่น่าภูมิใจนะคะ เพราะความเป็นวงที่ดี ทำเพลงได้ดี เพียงแต่ฉันมีปัญหากับนักร้องนำคนเก่าของวง เนื่องจากรสนิยมส่วนตัวของฉัน กล่าวคือฟังเพลงของ ซิลลี่ฟูลส์ (สมัยก่อน) เกินสองเที่ยวเมื่อไหร่เป็นต้องปวดหัวเพราะเสียงร้องทำให้ฉันรู้สึกเครียด</p>
	<p>ถ้าจะถามว่างานนี้เป็นความผิดของใคร ก็ต้องบอกว่าฉันคนเดียวนี่แหละที่ผิดเต็มๆ เพราะคุณโต-อดีตนักร้องนำวงนี้เป็นนักร้องที่เก่งมากนะคะ ช่วงเสียงกว้างมากด้วย แต่บังเอิญว่าฉันไม่ชอบเสียงแบบนี้ ในทำนองเดียวกับที่ฉันไม่ชอบ เซลีน ดิออน ร้องเพลง ทั้งที่เธอเป็นสุดยอดนักร้องหญิงของยุคนี้ แถมยังเป็นคนนิสัยดี (ฉันเคยดูโอปราห์ วินฟรีย์สัมภาษณ์เธอ ปรากฏว่า เซลีน เป็นคนน่ารักและมีอารมณ์ขันมาก)</p>
	<p>ตอนที่ได้อัลบั้ม The One มา แล้วเปิดฟังเพลงแรก ได้ยินเสียงกีตาร์ของพี่ต้นก็รู้สึกว่า &quot;ใช่เลย&quot;&nbsp;ซิลลี่ฟูลส์ก็ต้องประมาณนี้ เสียงเบส์ของพี่หรั่งก็ใช่ เสียงกลองของพี่ต่อก็ใช่ แล้วเสียงร้อง&#8230;อ้อ นักร้องใหม่ ชื่อเบนจามิน&#8230;โอเค เสียงไม่เลวเลย </p>
	<p>นั่นคือการฟังเพลงซิลลี่ฟูลส์ชุดใหม่ที่มีนักร้องใหม่เที่ยวแรกของฉัน ซึ่งแค่รับรู้ได้ว่าเพลงดี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าน่าตื่นเต้นนะคะ เพราะเปิดออกลำโพงคอมพิวเตอร์เห่ยๆ ซึ่งไม่ได้ให้รายละเอียดของเสียงได้ดีเท่าไหร่ </p>
	<p>แต่เมื่อมาฟังแบบใช้หูฟังแบบดีๆ หน่อย ถึงได้ยินรายละเอียดของเสียง ฉันก็คิดว่า โอ้โห เขามิกซ์เสียงดีจังนะ แล้วฉันก็รู้สึกว่านักร้องคนนี้เสียงเพราะจังเลย ถึงจะแอบขำนิดหน่อยที่เธอร้องไม่ชัดเป็นบางคำ ก็พี่เบนไม่ใช่คนไทยนี่นะ ร้องได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว เผลอๆ จะร้องชัดกว่านักร้องไทยบางคนเสียอีก&nbsp;แล้วฉันก็ว่าภาษาไทยที่แปร่งนิดๆ ของเธอนั้นน่าเอ็นดูออก ชวนอมยิ้มเหมือนเวลาฉันได้ยินคนสเปนหรืออเมริกาใต้พูดภาษาอังกฤษ&nbsp;ซึ่งฉันคิดว่าภาษาอังกฤษสำเนียงละตินนั้น น่ารักจะตายไป</p>
	<p>ฉันเกิดอาการ &quot;หลงเสียงนาย&quot; โดยที่ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตาของพี่เบนเลยว่าจะประมาณไหน เรียกว่าเสียงถูกโฉลกอย่างแรง ยิ่งตอนหลังได้เห็นมือสวยๆ ของเธอ ยิ่งทวีความชอบเข้าไปใหญ่เพราะฉันเป็นมนุษย์โรคจิต ชอบดูผู้ชายมือสวย (ขอโทษนะคะพี่หรั่ง ตอนแรก(มือของ)พี่เป็นเบอร์หนึ่งของเรา แต่ตอนนี้ต้องยกให้พี่เบนแล้วล่ะค่ะ <img title="emoticon" alt="emoticon" src="http://tweatypup.blogsome.com/wp-content/plugins/Wysi-Wordpress/plugins/emotions/images/tongue.gif" border="0" />)&nbsp;</p>
	<p>พี่คนหนึ่งบอกว่าเสียงพี่เบนนั้น &quot;ต้องอีกนิดนึง&quot; ก็อาจจะใช่น่ะนะ ถ้าพี่เบนเสียงแหบและ &quot;แรง&quot; กว่านี้เหมือน เดวิด คุก เพลงก็คงมันสะใจกว่านี้ แต่ฉันก็ไม่ลืมหรอกว่าบางครั้งเวลาฟังเสียงพี่ชาด&nbsp; (Chad) วง Nickelblack หรือพี่สก็อต วง Creed มากๆ เข้าก็รู้สึกเหนื่อยหูได้เหมือนกัน</p>
	<p>ที่สำคัญคือฉันรู้สึกว่าพี่เบนร้องเพลงแบบคนที่รักการร้องเพลงนะคะ ฉันหมายถึงว่าเธอมีอารมณ์อยู่ในเสียงร้องให้คนฟังรู้สึก ไม่ใช่คิดแต่จะโชว์พลังเสียง โชว์ลูกคออย่างเดียว การร้องเพลงถูกโน้ตเป๊ะๆ แต่ไร้อารมณ์น่ะ น่าเบื่อจะตาย ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้ร้องเพลงดี เสียงดีอย่างไรก็ไม่มีความหมาย</p>
	<p>และแล้วโดยไม่รู้ตัว ฉันก็เริ่มฮัมเพลงตามเสียงพี่เบน ในที่สุดก็เป็นการร้องออกมาดังๆ แล้วไม่ใช่แต่กับเพลงของซิลลี่ฟูลส์เท่านั้นหรอกนะ แต่เป็นเพลงของทุกคนที่ฉันเปิดฟังแล้วชอบ ฉันไม่ได้ร้องเพลงดังๆ มานานแล้ว นานจนเกือบจะลืมไปแล้วว่าการทำแบบนั้นทำให้ฉันรู้สึกดี&nbsp; ทั้งที่ตอนเด็กๆ ทำเป็นประจำ แล้วพอโตขึ้นก็เลิกไปด้วยเหตุผลโง่ๆ ที่คิดไปเอง อย่างเช่น คิดว่าตัวเองร้องเพลงห่วย กลัวจะอายเวลาคนอื่นว่าว่าร้องไม่เพราะ ฯลฯ&nbsp;ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เห็นจะเป็นเรื่องสำคัญ เรามีความสุขกับการร้องเพลง&#8211;ความสำคัญอยู่ตรงนั้นต่างหากเล่า</p>
	<p>ขอบคุณซิลลี่ฟูลส์ ขอบคุณพี่เบน ที่ทำให้ฉันได้ความสุขของชีวิตคืนมาอีกอย่างหนึ่งค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://tweatypup.blogsome.com/2009/05/30/p116/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
		<item>
		<title>คิดจากความตาย</title>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/22/p115/</link>
		<comments>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/22/p115/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Mar 2009 17:30:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tweatypup</dc:creator>
		
	<category>บ่นชีวิต</category>
	<category>Learned</category>
		<guid>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/22/p115/</guid>
		<description><![CDATA[	วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง
	เพื่อนตายตั้งแต่วันพุธที่แล้ว เป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยพบกันแบบตัวเป็นๆ และตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว
	ฉันกับ ทริเชีย เจอกันในโลกไซเบอร์&#8230;บนเว็บบอร์ดที่พูดคุยกันถึงดาราคนโปรดของเรา &quot;แก๊ง&quot; ของเรามีสมาชิกจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสาวอเมริกันและแคนาดา
	ทริเชีย อายุมากกว่าฉันนิดหน่อย เป็นคุณแม่ลูกสอง (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นสาวอเมริกันทางใต้ที่ขี้เล่นและฉลาด เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง&nbsp;(เธอหย่าจากสามีโดยเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกฝ่าย) เป็นสาวติสท์ตัวจริง เธอทำงานด้านออกแบบและงานเธอสวยงามต้องรสนิยมฉันมาก ตอนหลังฉันถึงพบว่าเรามีศิลปินคนโปรดคนเดียวกันคือ แอร์เต้ (Erte) 
	ทริเชีย ยังเป็นนักเขียนที่เก่ง นิยายที่เธอเขียนโดยใช้บุคลิกของดาราขวัญใจของเราเป็นต้นแบบของบุคลิกพระเอกนั้นน่าทึ่ง ฉันอ่านไปก็นึกภาพออกเลยว่า &quot;พี่จอห์น&quot; ของพวกเราต้องพูดแบบนี้ในสถานการณ์อย่างนี้แน่ๆ คงไม่ต้องบอกว่าเพื่อนฝูงในแก๊งจะติด &quot;นิยาย&quot; ของ&nbsp;ทริเชีย&nbsp;กันงอมแงมขนาดไหน&nbsp;
	หลังๆ เราไม่ค่อยได้คุยกันนักเพราะฉันมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานและชีวิต จะมีทักทายกันผ่านบล็อกเป็นครั้งคราวหรือคุยกันเมื่อ &quot;พี่จอห์น&quot; มีหนังใหม่เข้าฉายในโรง แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวที่น่าตกใจขนาดนี้จากเพื่อนในโลกไซเบอร์อีกคนหนึ่งที่อยู่ในแก๊งเดียวกัน
	แน่นอนว่าฉันเสียใจที่ ทริเชีย ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร และนึกโกรธที่ลูกๆ ของเธอสูญเสียแม่อย่างไม่ยุติธรรม เพราะทริเชียล้ม หัวฟาดพื้นในระหว่างทำงาน แต่ออฟฟิศของเธอปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ 
	ทว่า การตายของ ทริเชีย ก็ทำให้ฉันกลับมาคิดถึงความหมายชีวิตและการใช้ชีวิตอีกครั้ง
	คิด&#8230;ว่าเราควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่อย่างไร คิด&#8230;ว่าเราไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไปล้ว คิด&#8230;ว่าเราไม่ควรละเลยการบอกรักคนที่เรารักและบอกขอบคุณคนที่มีน้ำใจกับเรา เพราะใครจะไปรู้ว่าวันสุดท้ายของแต่ละคนนั้นคือวันไหน?
	ชีวิตคนเรานี้ช่างเปราะบางและแสนสั้นจริงๆ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง</p>
	<p>เพื่อนตายตั้งแต่วันพุธที่แล้ว เป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยพบกันแบบตัวเป็นๆ และตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว</p>
	<p>ฉันกับ ทริเชีย เจอกันในโลกไซเบอร์&#8230;บนเว็บบอร์ดที่พูดคุยกันถึงดาราคนโปรดของเรา &quot;แก๊ง&quot; ของเรามีสมาชิกจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสาวอเมริกันและแคนาดา</p>
	<p>ทริเชีย อายุมากกว่าฉันนิดหน่อย เป็นคุณแม่ลูกสอง (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นสาวอเมริกันทางใต้ที่ขี้เล่นและฉลาด เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง&nbsp;(เธอหย่าจากสามีโดยเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกฝ่าย) เป็นสาวติสท์ตัวจริง เธอทำงานด้านออกแบบและงานเธอสวยงามต้องรสนิยมฉันมาก ตอนหลังฉันถึงพบว่าเรามีศิลปินคนโปรดคนเดียวกันคือ แอร์เต้ (Erte) </p>
	<p>ทริเชีย ยังเป็นนักเขียนที่เก่ง นิยายที่เธอเขียนโดยใช้บุคลิกของดาราขวัญใจของเราเป็นต้นแบบของบุคลิกพระเอกนั้นน่าทึ่ง ฉันอ่านไปก็นึกภาพออกเลยว่า &quot;พี่จอห์น&quot; ของพวกเราต้องพูดแบบนี้ในสถานการณ์อย่างนี้แน่ๆ คงไม่ต้องบอกว่าเพื่อนฝูงในแก๊งจะติด &quot;นิยาย&quot; ของ&nbsp;ทริเชีย&nbsp;กันงอมแงมขนาดไหน&nbsp;</p>
	<p>หลังๆ เราไม่ค่อยได้คุยกันนักเพราะฉันมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานและชีวิต จะมีทักทายกันผ่านบล็อกเป็นครั้งคราวหรือคุยกันเมื่อ &quot;พี่จอห์น&quot; มีหนังใหม่เข้าฉายในโรง แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวที่น่าตกใจขนาดนี้จากเพื่อนในโลกไซเบอร์อีกคนหนึ่งที่อยู่ในแก๊งเดียวกัน</p>
	<p>แน่นอนว่าฉันเสียใจที่ ทริเชีย ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร และนึกโกรธที่ลูกๆ ของเธอสูญเสียแม่อย่างไม่ยุติธรรม เพราะทริเชียล้ม หัวฟาดพื้นในระหว่างทำงาน แต่ออฟฟิศของเธอปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ </p>
	<p>ทว่า การตายของ ทริเชีย ก็ทำให้ฉันกลับมาคิดถึงความหมายชีวิตและการใช้ชีวิตอีกครั้ง</p>
	<p>คิด&#8230;ว่าเราควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่อย่างไร คิด&#8230;ว่าเราไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไปล้ว คิด&#8230;ว่าเราไม่ควรละเลยการบอกรักคนที่เรารักและบอกขอบคุณคนที่มีน้ำใจกับเรา เพราะใครจะไปรู้ว่าวันสุดท้ายของแต่ละคนนั้นคือวันไหน?</p>
	<p>ชีวิตคนเรานี้ช่างเปราะบางและแสนสั้นจริงๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/22/p115/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องของหมาถูกทิ้ง</title>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/06/p114/</link>
		<comments>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/06/p114/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2009 17:35:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tweatypup</dc:creator>
		
	<category>บ่นชีวิต</category>
		<guid>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/06/p114/</guid>
		<description><![CDATA[	เมื่อไม่กี่วันก่อน แม่บ้านเล่าให้ฟังว่ามีคนเอาลูกหมามาปล่อยที่สวนอีกแล้ว ตอนนี้กำลังประกาศหาคนรับเลี้ยงอยู่
	&quot;สวน&quot; ที่ว่านั้นคือสวนสาธารณะใกล้บ้าน มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตพอสมควรและเป็นที่อยู่ของหมาไร้เจ้าของหลายตัว มีกลุ่มคุณลุงคุณป้าที่อยู่แถวนั้นคอยให้ข้าว โดยมีผู้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์หลายราย
	ชะรอย คนคงเห็นว่าหมาข้างถนนที่นี่กินดีอยู่ดี ก็เลยนิยมเอาหมามาปล่อยให้ช่วยเลี้ยงอยู่บ่อยๆ บางตัวโชคดีก็มีคนถูกชะตา รับไปอุปการะ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังต้องพึ่งความเมตตาของคนแถวนั้น
	บ้านฉันก็เคยเก็บหมาถูกทิ้งมาเลี้ยง เป็นหมาชิสุแก่ๆ ที่ถูกเจ้าของเอามาปล่อยทิ้งไว้ในซอย มันเดินวนเวียนอยู่แถวบ้านฉันหลายวันโดยมีคนในซอยผลัดกันให้ข้าวให้น้ำ และมีบ้านข้างๆ บ้านฉันที่ใจดีพอจะไม่ไล่ตะเพิดมันออกไปเมื่อมันแอบมุดรั้วมา &quot;ขอนอน&quot; ในตอนกลางคืน
	ตอนนั้นเป็นหน้าฝน เป็นเวลาหลายวันที่ฉันทนเห็นมันเดินตากฝนไปมา ชะเง้อคอมองหาเจ้าของและหูผึ่งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงส้นสูงกระทบพื้น กว่าฉันจะตัดสินใจอุ้มมันเข้าบ้าน
	ตอนแรกฉันไม่อยากรับเลี้ยงเลยเพราะที่บ้านก็มีหมาแสบๆ อยู่ตั้ง 7 ตัวแล้ว แต่คิดไปคิดมา มันก็เป็นแค่หมาตัวเล็กๆ เลี้ยงอีกสักตัวก็ใช่ว่าจะสิ้นเปลืองนักหนา
	&quot;ป้ากี้&quot; เป็นชื่อที่คนในบ้านเรียก เพราะมันเป็นตัวเมียและแก่มาก อีกทั้งหลังจากเรียกชื่อนั้นชื่อนี้อยู่หลายรอบ เราก็เริ่มสังเกตได้ว่ามันจะหันมามองทุกครั้งที่เราเรียกชื่ออะไรก็ตามที่ลงท้ายว่า &quot;กี้&quot;
	เลี้ยงมันไปไม่นาน ฉันก็รู้ว่าทำไมมันถึงถูกทิ้ง ทั้งที่ป้ากี้เป็นหมามารยาทงาม เรียบร้อยกว่าหมาทะโมนในบ้านฉันหลายขุม ไม่เคยเห่าเสียงดัง ไม่เคยนั่งน้ำลายยืดใส่คนในบ้านเพื่อขอขนม เวลากินข้าวก็ค่อยๆ เล็มและไม่เคยทำข้าวหกนอกจานเลย
	แต่ยายป้ากี้ก็เป็นหมาที่อั้นฉี่ไม่ได้ นอนอยู่ดีๆ ก็ปล่อยฉี่นองพื้นซะงั้น ต้องตามเช็ดกันบ่อยๆ แต่ยังไม่ทันไปจับไปหาหมอเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จากไปอย่างสงบ
	ป้ากี้อยู่กับเราไม่นาน แค่ 7-8 เดือนเท่านั้นเอง ฉันรู้สึกเศร้านิดหน่อยตอนที่มันตาย แต่ก็ดีใจที่มันไม่ต้องตายอยู่ข้างถนน แต่ตายอยู่ในบ้านที่มีคนรักและดูแลมัน
	บางทีฉันก็นึกอยากรู้ว่าคนที่เอาป้ากี้มาปล่อยนั้น เขาจะคิดถึงมันบ้างหรือเปล่า?
	ฉันไม่ค่อยเข้าใจคนที่เอาหมาที่เลี้ยงมากับมือไปปล่อยทิ้งข้างถนนเท่าไหร่นัก ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงใจดำกันได้ขนาดนี้ แต่ก็อาจจะมีคนแย้งว่า กับคนด้วยกันยังทำได้มากกว่านี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>เมื่อไม่กี่วันก่อน แม่บ้านเล่าให้ฟังว่ามีคนเอาลูกหมามาปล่อยที่สวนอีกแล้ว ตอนนี้กำลังประกาศหาคนรับเลี้ยงอยู่</p>
	<p>&quot;สวน&quot; ที่ว่านั้นคือสวนสาธารณะใกล้บ้าน มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตพอสมควรและเป็นที่อยู่ของหมาไร้เจ้าของหลายตัว มีกลุ่มคุณลุงคุณป้าที่อยู่แถวนั้นคอยให้ข้าว โดยมีผู้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์หลายราย</p>
	<p>ชะรอย คนคงเห็นว่าหมาข้างถนนที่นี่กินดีอยู่ดี ก็เลยนิยมเอาหมามาปล่อยให้ช่วยเลี้ยงอยู่บ่อยๆ บางตัวโชคดีก็มีคนถูกชะตา รับไปอุปการะ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังต้องพึ่งความเมตตาของคนแถวนั้น</p>
	<p>บ้านฉันก็เคยเก็บหมาถูกทิ้งมาเลี้ยง เป็นหมาชิสุแก่ๆ ที่ถูกเจ้าของเอามาปล่อยทิ้งไว้ในซอย มันเดินวนเวียนอยู่แถวบ้านฉันหลายวันโดยมีคนในซอยผลัดกันให้ข้าวให้น้ำ และมีบ้านข้างๆ บ้านฉันที่ใจดีพอจะไม่ไล่ตะเพิดมันออกไปเมื่อมันแอบมุดรั้วมา &quot;ขอนอน&quot; ในตอนกลางคืน</p>
	<p>ตอนนั้นเป็นหน้าฝน เป็นเวลาหลายวันที่ฉันทนเห็นมันเดินตากฝนไปมา ชะเง้อคอมองหาเจ้าของและหูผึ่งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงส้นสูงกระทบพื้น กว่าฉันจะตัดสินใจอุ้มมันเข้าบ้าน</p>
	<p>ตอนแรกฉันไม่อยากรับเลี้ยงเลยเพราะที่บ้านก็มีหมาแสบๆ อยู่ตั้ง 7 ตัวแล้ว แต่คิดไปคิดมา มันก็เป็นแค่หมาตัวเล็กๆ เลี้ยงอีกสักตัวก็ใช่ว่าจะสิ้นเปลืองนักหนา</p>
	<p>&quot;ป้ากี้&quot; เป็นชื่อที่คนในบ้านเรียก เพราะมันเป็นตัวเมียและแก่มาก อีกทั้งหลังจากเรียกชื่อนั้นชื่อนี้อยู่หลายรอบ เราก็เริ่มสังเกตได้ว่ามันจะหันมามองทุกครั้งที่เราเรียกชื่ออะไรก็ตามที่ลงท้ายว่า &quot;กี้&quot;</p>
	<p>เลี้ยงมันไปไม่นาน ฉันก็รู้ว่าทำไมมันถึงถูกทิ้ง ทั้งที่ป้ากี้เป็นหมามารยาทงาม เรียบร้อยกว่าหมาทะโมนในบ้านฉันหลายขุม ไม่เคยเห่าเสียงดัง ไม่เคยนั่งน้ำลายยืดใส่คนในบ้านเพื่อขอขนม เวลากินข้าวก็ค่อยๆ เล็มและไม่เคยทำข้าวหกนอกจานเลย</p>
	<p>แต่ยายป้ากี้ก็เป็นหมาที่อั้นฉี่ไม่ได้ นอนอยู่ดีๆ ก็ปล่อยฉี่นองพื้นซะงั้น ต้องตามเช็ดกันบ่อยๆ แต่ยังไม่ทันไปจับไปหาหมอเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จากไปอย่างสงบ</p>
	<p>ป้ากี้อยู่กับเราไม่นาน แค่ 7-8 เดือนเท่านั้นเอง ฉันรู้สึกเศร้านิดหน่อยตอนที่มันตาย แต่ก็ดีใจที่มันไม่ต้องตายอยู่ข้างถนน แต่ตายอยู่ในบ้านที่มีคนรักและดูแลมัน</p>
	<p>บางทีฉันก็นึกอยากรู้ว่าคนที่เอาป้ากี้มาปล่อยนั้น เขาจะคิดถึงมันบ้างหรือเปล่า?</p>
	<p>ฉันไม่ค่อยเข้าใจคนที่เอาหมาที่เลี้ยงมากับมือไปปล่อยทิ้งข้างถนนเท่าไหร่นัก ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงใจดำกันได้ขนาดนี้ แต่ก็อาจจะมีคนแย้งว่า กับคนด้วยกันยังทำได้มากกว่านี้ แล้วนี่แค่หมา&#8230;ทำไมจะทำไม่ได้? </p>
	<p>ไม่รู้สินะ ฉันก็แค่สงสัยว่าคนทิ้งหมาพวกนี้เขาไม่สงสารมันบ้างหรือไง? หมาบ้านนั้นไม่ใช่หมาข้างถนนตั้งแต่เกิด มันจะมีปัญญาเอาตัวรอดกับชีวิตที่ไม่มีคนให้ข้าวให้น้ำได้อย่างไร? ลองนึกดูว่าถ้าเป็นตัวเรา เคยกินอยู่สุขสบาย แล้วจู่ๆ ก็มีคนไล่ออกจากบ้าน สตางค์แดงเดียวก็ไม่ให้ติดตัวมา ต้องไปตายเอาดาบหน้าอย่างเดียว&#8230;เราจะลำบากขนาดไหน?</p>
	<p>ฉันเคยอ่านเจอและบริจาคให้กลุ่มคนที่ทำงานช่วยเหลือสัตว์ข้างถนนเป็นประจำ สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจก็คือ นับวันภาระของคนเหล่านี้มีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มในทำนองนี้ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร? คนที่ช่วยก็ช่วยแทบตาย แทบหมดเนื้อหมดตัวก็ว่าได้ ส่วนคนทิ้งก็ยังคงทิ้งต่อไป ไม่มีสำนึกรับผิดชอบกันต่อไป เห็นแก่ตัวกันต่อไป</p>
	<p>การเลี้ยงสัตว์ต้องอาศัยความรับผิดชอบไม่แพ้การเลี้ยงลูกหรอกนะคะ เพราะสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ตุ๊กตาที่พอนึกเบื่อก็โยนทิ้งไป ไม่มีใครเดือดร้อน ถ้าคุณทิ้งหมาหรือสัตว์เลี้ยงสักตัว นั่นคือคุณทิ้งชีวิตไปชีวิตหนึ่ง คุณอาจจะคิดว่า &quot;ก็แค่หมา&quot; แต่หมาก็มีหัวใจ มีความรู้สึกเหมือนคนนี่แหละ</p>
	<p>หมายังเป็นสัตว์ที่ให้ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข คุณให้ความรักแก่หมาสักตัว มันจะรักคุณตอบแทนโดยไม่สนใจหรอกว่าคุณจะสวยหรือไม่สวย อ้วน ผอม สาว แก่ เป็นคนปกติหรือพิกลพิการ </p>
	<p>คนบางคนยังทำไม่ได้แบบนี้เลย.</p>
	<p>**********</p>
	<p>โครงการเพื่อนข้างถนน (ข้อมูลจากนิตยสารสกุลไทย)</p>
	<p>บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโชคชัยสี่</p>
	<p>ชื่อกรรณิการ์ มีพันธ์และธาริณี วิภูชนิน</p>
	<p>เลขที่ 127-230557-5</p>
	<p>ติดต่อเพื่อบริจาคอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์เพื่อสัตว์ป่วยได้ที่ <a href="mailto:nongthee9@gmail.com">nongthee9@gmail.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://tweatypup.blogsome.com/2009/03/06/p114/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
		<item>
		<title>Don&#8217;t waste your time not loving.</title>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2009/01/04/dont-waste-your-time-not-loving/</link>
		<comments>http://tweatypup.blogsome.com/2009/01/04/dont-waste-your-time-not-loving/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Jan 2009 17:24:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tweatypup</dc:creator>
		
	<category>บ่นชีวิต</category>
		<guid>http://tweatypup.blogsome.com/2009/01/04/dont-waste-your-time-not-loving/</guid>
		<description><![CDATA[	ฉันเคยบอกเพื่อนคนหนึ่งในโลกไซเบอร์ไปอย่างนั้น เพื่อนคนนี้เป็นสาวฝรั่งที่เชื่อมั่นในความรักของพระเจ้าอย่างเหลือแสน แม้เคยเจอกันเพียงผ่านใยแก้วนำแสง ฉันก็รู้สึกได้ว่าเธอเป็นสาวช่างอ่อนไหวและมีความรักมากมายอยู่ในตัว 
	เราพูดกันถึงโลกวันนี้ที่มีแต่ความหยาบกระด้าง ความละเอียดอ่อนในจิตใจหายไป เรามีแต่คนเกลียดกัน ทะเลาะกัน ทำร้ายกันทั้งทางกาย วาจาและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศของเธอหรือของฉัน ก็ดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
	ช่างเป็นการใช้เวลาที่ไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย
	ฉันเคยดูซีรี่ส์เรื่อง House ถึงไม่ใช่แฟนประจำ แต่เมื่อไหร่ที่เห็นคุณหมอตาสีฟ้าจอมกวนปรากฏตัวในจอ ก็อดจะติดตามดูไม่ได้ ในละครตอนนั้นมีตัวละครตัวหนึ่งตาย แล้วไปปรากฏในฝันแฟนตาซีของคุณหมอเฮ้าส์ ตัวละครตัวนี้ออกปากให้อภัยคนที่ทำให้เธอตายก่อนจะสิ้นลม เธอนั่งคุยกับคุณหมอเฮ้าส์ลแล้วบอกว่าที่ทำอย่างนั้นเพราะไม่อยากตายไปพร้อมกับความโกรธและเกลียด เธอกึ่งๆ ถามหมอเฮ้าส์ (และคนดู) ว่า What is the last thing you want to feel?
	ประโยคนี้ทำให้ฉันคิดมากไปหลายวัน นั่นสินะ ก่อนหมดลมหายใจสุดท้าย คุณอยากคิดอะไร? รู้สึกอะไร? ควรจะเป็นความคิดดีๆ ความรู้สึกดีๆ อย่างความรัก ความสงบ หรือเป็นความโกรธ เกลียดและเจ็บปวด?
	แล้วฉันก็ค่อยๆ มองเห็นว่าตัวเองมีความโกรธมากเกินไป ไม่พอใจมากเกินไป สนใจแต่จะ &quot;ไม่รัก&quot; คนนี้คนนั้นหรือสิ่งนี้สิ่งนั้น แทนที่จะมองหาที่เราอยากจะรัก หรือพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ แล้วบอกตัวเองว่าแม้มีน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย 
	ท่ามกลางความหยาบและดิบเถื่อนในสังคม ฉันเริ่มมองหาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่ทำให้หัวใจของเราอ่อนโยนลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>ฉันเคยบอกเพื่อนคนหนึ่งในโลกไซเบอร์ไปอย่างนั้น เพื่อนคนนี้เป็นสาวฝรั่งที่เชื่อมั่นในความรักของพระเจ้าอย่างเหลือแสน แม้เคยเจอกันเพียงผ่านใยแก้วนำแสง ฉันก็รู้สึกได้ว่าเธอเป็นสาวช่างอ่อนไหวและมีความรักมากมายอยู่ในตัว </p>
	<p>เราพูดกันถึงโลกวันนี้ที่มีแต่ความหยาบกระด้าง ความละเอียดอ่อนในจิตใจหายไป เรามีแต่คนเกลียดกัน ทะเลาะกัน ทำร้ายกันทั้งทางกาย วาจาและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศของเธอหรือของฉัน ก็ดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก</p>
	<p>ช่างเป็นการใช้เวลาที่ไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย</p>
	<p>ฉันเคยดูซีรี่ส์เรื่อง House ถึงไม่ใช่แฟนประจำ แต่เมื่อไหร่ที่เห็นคุณหมอตาสีฟ้าจอมกวนปรากฏตัวในจอ ก็อดจะติดตามดูไม่ได้ ในละครตอนนั้นมีตัวละครตัวหนึ่งตาย แล้วไปปรากฏในฝันแฟนตาซีของคุณหมอเฮ้าส์ ตัวละครตัวนี้ออกปากให้อภัยคนที่ทำให้เธอตายก่อนจะสิ้นลม เธอนั่งคุยกับคุณหมอเฮ้าส์ลแล้วบอกว่าที่ทำอย่างนั้นเพราะไม่อยากตายไปพร้อมกับความโกรธและเกลียด เธอกึ่งๆ ถามหมอเฮ้าส์ (และคนดู) ว่า What is the last thing you want to feel?</p>
	<p>ประโยคนี้ทำให้ฉันคิดมากไปหลายวัน นั่นสินะ ก่อนหมดลมหายใจสุดท้าย คุณอยากคิดอะไร? รู้สึกอะไร? ควรจะเป็นความคิดดีๆ ความรู้สึกดีๆ อย่างความรัก ความสงบ หรือเป็นความโกรธ เกลียดและเจ็บปวด?</p>
	<p>แล้วฉันก็ค่อยๆ มองเห็นว่าตัวเองมีความโกรธมากเกินไป ไม่พอใจมากเกินไป สนใจแต่จะ &quot;ไม่รัก&quot; คนนี้คนนั้นหรือสิ่งนี้สิ่งนั้น แทนที่จะมองหาที่เราอยากจะรัก หรือพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ แล้วบอกตัวเองว่าแม้มีน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย </p>
	<p>ท่ามกลางความหยาบและดิบเถื่อนในสังคม ฉันเริ่มมองหาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่ทำให้หัวใจของเราอ่อนโยนลง มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย หลายสิ่งนั้นเราแทบไม่เคยสังเกต (เพราะมัวแต่สนใจตัวเอง)&nbsp;บางทีก็เป็นแค่รอยยิ้มซื่อๆ ของกระเป๋ารถเมล์เมื่อเราให้เศษเหรียญที่เธอต้องการ หรือคนขับรถสองแถวใจดีที่หยิบยื่นหนังสือพิมพ์เก่าๆ ให้ผู้โดยสารเมื่อต้องลงรถยามฝนตก </p>
	<p>บางครั้งก็เป็นแม่บ้านที่ทำงานไปด้วย ร้องเพลงคริสต์มาสอย่างร่าเริงไปด้วยในห้องน้ำของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง คนขับแท็กซี่สุดเท่ที่แสนสุภาพและใจดี หรือเด็กนักเรียนตัวป้อมที่พนมมือไหว้อย่งน่ารักเมื่อเราลุกให้นั่ง</p>
	<p>ยังมีคนที่บ้านที่กุลีกุจอทำกับข้าวของโปรดให้เรากิน เป็นห่วงเป็นใยเมื่อเราไม่สบาย หัวเราะเรื่องตลกที่เราเล่าให้ฟังและไม่สบายใจเมื่อเห็นเราหงุดหงิด</p>
	<p>สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันยิ้มได้และมองเห็นว่าโลกก็ยังไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก และยังมีความหวังสำหรับการให้และรับความรักอยู่เสมอ</p>
	<p>ปีใหม่แล้วนะคะ อย่ามัวเสียเวลากับการเกลียดชังอยู่เลย.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://tweatypup.blogsome.com/2009/01/04/dont-waste-your-time-not-loving/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
		<item>
		<title>It takes two to tango.</title>
		<link>http://tweatypup.blogsome.com/2008/10/26/it-takes-two-to-tango/</link>
		<comments>http://tweatypup.blogsome.com/2008/10/26/it-takes-two-to-tango/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Oct 2008 17:24:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tweatypup</dc:creator>
		
	<category>บ่นชีวิต</category>
	<category>Learned</category>
		<guid>http://tweatypup.blogsome.com/2008/10/26/it-takes-two-to-tango/</guid>
		<description><![CDATA[	It takes two to tango. โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าน่าจะพ้องกับสำนวน &quot;ตบมือข้างเดียวไม่ดัง&quot; (ยกเว้นมีมือตบ) ประโยคนี้ฉันเคยได้ยินมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนที่ได้มีโอกาสได้หัดเต้นแทงโก้ 
	
	อันที่จริงแล้ว การเต้นลีลาศทุกอย่างก็ต้องใช้คู่กันทั้งนั้น สำหรับคนที่ยังเต้นไม่เก่งอย่างฉัน บางเวลาที่ต้องเต้นคนเดียว (เพราะในชั้นเรียนมีคู่ไม่พอ ต้องผลัดกันเข้าคู่) นอกจากจะไม่สนุกแล้ว ยังอาจจะหลงสเต็ปได้ง่ายๆ อีกด้วย
	เดือนที่แล้วฉันเรียนจังหวะวอลซ์ ถึงจะไม่ใช่เวียนนิส วอลซ์หรือควิกวอลซ์ แต่ก็ยากพอสมควร เพราะเมื่อเลยสเต็ปเบสิคไปแล้ว คือเรียกว่ามีฟิเกอร์ ก็จะมีการหมุนตัวเปลี่ยนทิศ&nbsp;การย่อขาและยืดตัวเพื่อให้เกิดจังหวะขึ้นและลงที่สวยงามตามแบบการเต้นวอลซ์ที่ดี แล้วฉันก็พบว่าถ้าเราได้คู่ที่เก่งและสามารถนำเราได้บนฟลอร์ เราจะเต้นได้ง่ายมากและสนุกด้วย
	ระหว่างพัก ฉันคุยกับเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเริ่มท้อเพราะหัดเท่าไหร่ก็เต้นไม่ได้เนื่องจากเธอหลงทิศตลอด ฉันบอกให้เธอลองเต้นคู่ดูสิ เผื่อว่าจะง่ายขึ้น ลองปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนำแล้วเราตาม มันจะง่ายกว่าจริงๆ
	คุณพี่ผู้ชายคนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างแย้งขึ้นมาทันควันด้วยเสียเข้มว่า &quot;คิดอย่างนั้นไม่ได้! เราต้องเต้นเองให้ได้!&quot; 
	ฉันหันไปมองหน้าแบบงงๆ แล้วก็พยายามอธิบายว่า ฉันหมายถึงว่า ถ้าผู้ชายนำเราได้ เราจะเต้นได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าควรจะทำตัวไม่มีสมอง เต้นตามเขาไปเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ทำไม่ได้ด้วย เพราะถ้าจะตามผู้ชายให้ได้ ผู้หญิงก็ต้องรู้สเต็ป ไม่งั้นก็เหยียบเท้ากันอุตลุดแน่นอน 
	&quot;คิดอย่างนั้นไม่ได้!&quot; พี่เขายังย้ำประโยคเดิม แถมเสียงเข้มกว่าเดิม&nbsp;&quot;ถ้าผู้ชายนำเราไม่ได้ เราก็ต้องนำเขาให้ได้!&quot;
	อ้าว ไปกันใหญ่&#8230;ฉันนึกในใจ&#8230;นี่ไม่ฟังกรูเลยนี่หว่า&#8230;ถึงยังไงมันนำไม่ได้หรอกค่ะ คุณพี่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>It takes two to tango. โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าน่าจะพ้องกับสำนวน &quot;ตบมือข้างเดียวไม่ดัง&quot; (ยกเว้นมีมือตบ) ประโยคนี้ฉันเคยได้ยินมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนที่ได้มีโอกาสได้หัดเต้นแทงโก้ </p>
	<p><img style="width: 350px; height: 263px" height="263" src="http://img.photobucket.com/albums/v622/tweaty/blogsome/tangoII.jpg" width="350" border="0" /></p>
	<p>อันที่จริงแล้ว การเต้นลีลาศทุกอย่างก็ต้องใช้คู่กันทั้งนั้น สำหรับคนที่ยังเต้นไม่เก่งอย่างฉัน บางเวลาที่ต้องเต้นคนเดียว (เพราะในชั้นเรียนมีคู่ไม่พอ ต้องผลัดกันเข้าคู่) นอกจากจะไม่สนุกแล้ว ยังอาจจะหลงสเต็ปได้ง่ายๆ อีกด้วย</p>
	<p>เดือนที่แล้วฉันเรียนจังหวะวอลซ์ ถึงจะไม่ใช่เวียนนิส วอลซ์หรือควิกวอลซ์ แต่ก็ยากพอสมควร เพราะเมื่อเลยสเต็ปเบสิคไปแล้ว คือเรียกว่ามีฟิเกอร์ ก็จะมีการหมุนตัวเปลี่ยนทิศ&nbsp;การย่อขาและยืดตัวเพื่อให้เกิดจังหวะขึ้นและลงที่สวยงามตามแบบการเต้นวอลซ์ที่ดี แล้วฉันก็พบว่าถ้าเราได้คู่ที่เก่งและสามารถนำเราได้บนฟลอร์ เราจะเต้นได้ง่ายมากและสนุกด้วย</p>
	<p>ระหว่างพัก ฉันคุยกับเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเริ่มท้อเพราะหัดเท่าไหร่ก็เต้นไม่ได้เนื่องจากเธอหลงทิศตลอด ฉันบอกให้เธอลองเต้นคู่ดูสิ เผื่อว่าจะง่ายขึ้น ลองปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนำแล้วเราตาม มันจะง่ายกว่าจริงๆ</p>
	<p>คุณพี่ผู้ชายคนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างแย้งขึ้นมาทันควันด้วยเสียเข้มว่า &quot;คิดอย่างนั้นไม่ได้! เราต้องเต้นเองให้ได้!&quot; </p>
	<p>ฉันหันไปมองหน้าแบบงงๆ แล้วก็พยายามอธิบายว่า ฉันหมายถึงว่า ถ้าผู้ชายนำเราได้ เราจะเต้นได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าควรจะทำตัวไม่มีสมอง เต้นตามเขาไปเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ทำไม่ได้ด้วย เพราะถ้าจะตามผู้ชายให้ได้ ผู้หญิงก็ต้องรู้สเต็ป ไม่งั้นก็เหยียบเท้ากันอุตลุดแน่นอน </p>
	<p>&quot;คิดอย่างนั้นไม่ได้!&quot; พี่เขายังย้ำประโยคเดิม แถมเสียงเข้มกว่าเดิม&nbsp;&quot;ถ้าผู้ชายนำเราไม่ได้ เราก็ต้องนำเขาให้ได้!&quot;</p>
	<p>อ้าว ไปกันใหญ่&#8230;ฉันนึกในใจ&#8230;นี่ไม่ฟังกรูเลยนี่หว่า&#8230;ถึงยังไงมันนำไม่ได้หรอกค่ะ คุณพี่ เพราะต่อให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายนำจริงๆ แล้วผู้ชายก็ตามไปแบบเบลอๆ ไม่รู้ว่าควรจะก้าวเท้าไหน อย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะถูลู่ถูกังกันไปได้รอบฟลอร์แน่นอน เขาถึงได้บอกว่า เวลาเต้น (แทงโก้) มันต้องใช้คนสองคนไงล่ะ ไม่งั้นมันก็เต้นไม่ได้ ไปไม่ออก</p>
	<p>ระหว่างที่ฉันนึกในใจอย่างยาวเหยียด คุณพี่ท่านนั้นก็ยังทำหน้าขึงขังพลางพยักหน้าหงึกหงักแสดงความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่ ฉันก็เลยตัดสินใจหุบปาก ไม่พูดสิ่งที่คิดออกมาแล้วหันไปหาเพื่อนและเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะรู้สึกว่าถ้าพูดต่ออาจจะมีการเปลี่ยนจากคลาสส์ลีลาศเป็นคลาสส์มวยไทยได้</p>
	<p>คุณพี่ที่ไม่ยอมฟังใครคนนี้ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า เพราะบ้านเมืองเรามีแต่คนที่ไม่ยอมฟังใครแบบนี้มากเกินไปหรือเปล่า มันถึงได้วุ่นวายขายปลาช่อนกันอย่างทุกวันนี้</p>
	<p>แล้วฉันก็นึกเล่นๆ ว่า การที่คุณพี่เขาแสดงความเห็นและบีบบังคับให้คนอื่น &quot;ต้องเชื่อ&quot; จนเกือบจะเป็นชนวนชวนทะเลาะกันนั้น มันก็เหมือนกับการที่พี่เขาเริ่มต้นเป็นผู้นำในการเต้นแทงโก้หรือเต้นลีลาศจังหวะอื่นๆ นั่นแหละ ถ้าเราไม่เต้นตามเขา คือไม่ยอมต่อปากต่อคำด้วย การเต้นหรือการทะเลาะก็คงจะไม่บังเกิด แต่ถ้าเราเอาด้วย ไปเต้นกับเขา ต่อปากต่อคำกับเขา ก็คงมีการเต้น (หรือมีมวย) เกิดขึ้น</p>
	<p>บ้านเมืองของเราตอนนี้ก็คล้ายๆ กัน ในเมื่อมีฝ่ายหนึ่งเริ่มต้นนำ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งตาม มันก็ต้องเต้นเถิดเทิงเลอะเทอะกันไปไม่รู้จบเป็นธรรมดา ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนิ่งเฉยหรือยอมหยุดสักที สเต็ปการเต้นหรือความวุ่นวายก็คงน้อยลงและน่าจะหมดไปในที่สุด แต่นี่ไม่มีใครยอมหยุดกันเลย จนฉันนึกสงสัยว่านี่เขารักชาติบ้านเมืองกันจริงๆ หรือ? ถ้ารักจริงแล้วทำไมถึงมองไม่เห็นว่าประเทศของเราบอบช้ำไปถึงไหนแล้ว? อย่างคนที่ตัวไปอยู่ไกลแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องแหย่รังแตนเป็นระยะๆ อย่างนี้ก็อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลยว่ารักบ้านรักเมือง ต่อให้อมพระประธานในโบสถ์มาพูด ฉันก็ไม่เชื่อ </p>
	<p>ความรู้สึกของฉันในตอนนี้คือไม่ว่าใครจะพูดให้ตัวเองสวยหรูดูดีอย่างไร สุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็คิดถึงแต่ตัวเองและความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ของตัวเองทั้งนั้น&nbsp;ดึงดันจะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างใจตัว ไม่มีใครคิดถึงว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยอยากได้อะไร อยากมีอะไร หรืออยากเป็นอะไร</p>
	<p>ช่างเห็นแก่ตัวกันเหลือเกิน.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://tweatypup.blogsome.com/2008/10/26/it-takes-two-to-tango/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
	</channel>
</rss>
