Tweatypup’s Nicknacks

July 11, 2008

นัก (อยาก) เขียน

สิ่งที่น่าเบื่อในวงการหนังสือ-สื่อสิ่งพิมพ์สำหรับฉันในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อยู่ในฐานะคนอ่านหรือคนทำงานก็คือทัศนคติของคนที่ทำงานในแวดวงนี้ โดยเฉพาะนักเขียนรุ่นใหม่บางคนที่…ประทานโทษเถอะ ไม่รู้ว่าวันนึงๆ รับประทานยามั่นใจกี่ขวด ถึงได้แสนมั่นกันขนาดนั้น แบบว่า ฉันเขียนอะไรไม่มีผิด ใครอย่า (บังอาจ) มาแก้ มาว่าเชียวนะว่าฉันเขียนผิด

เพื่อนฉันเคยเรียกลูกน้องมาคุยเรื่องที่เขียนข้อมูลไม่ครบไม่ถ้วนออกไปและมีผู้รู้ท้วงติงมา แล้วเพื่อนก็เจอคำตอบว่าในทำนองว่า นี่หนูเอามาจากอินเตอร์เน็ทนะ (แปลความหมายได้ว่า ฉันลอกมาจาก ‘เน็ท มันต้องถูกต้องครบสมบูรณ์ซีวะ แกจะมาว่าฉันเขียนผิดได้ไง) เพื่อนฉันบอกว่า ถ้าพูดอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว

รุ่นพี่อีกคน เจอลูกน้องเขียนงานห่วยชนิดอ่านไม่รู้เรื่อง พอเรียกมาคุยก็เจอคำตอบว่า "อ๋อ พี่คะ นั่นมันสไตล์ของหนู" ฉันฟังแล้วก็เหวอไป 3 วินาที นึกอยากผ่าสมองเด็กคนนั้นออกมาดูจริงๆ ว่าระบบความคิดมันทำงานยังไง แต่ก็กลัวจะเจอว่าที่จริงแล้วมันไม่มีความคิดที่เป็นระบบ หรือเผลอๆ อาจจะไม่มีสมองอยู่ด้วยซ้ำ

จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดของเด็กพวกนี้ก็คือความสะเพร่าและความอ่อนด้อยเรื่องภาษา ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องสำนวนหรือลีลาการเขียนหรอกนะ ของอย่างนี้ ต้องฝึกฝนและอาศัยประสบการณ์จึงจะทำได้ดี แต่พื้นฐานสำคัญที่สุดก็คือต้องใช้คำให้ถูกต้องตามความหมายและเหมาะกับเนื้อความ คนที่มีปัญหาจุดนี้ มักจะเป็นคนที่มีคลังคำในสมองจำกัด คิดอะไรที่หลากหลายไม่ได้ ซึ่งมีสาเหตุที่ชัดเจนที่สุดก็คือเป็นพวกไม่อ่านหนังสือ (ที่เขาเขียนกันมาดีๆ) เออ…แล้วมันมาอยากเป็นนักเขียนกันได้ไงนี่?

ปัญหาอีกอย่างที่ฉันเจอก็คือพวกที่มีความรู้รอบตัวน้อย ก็เลยเรียกขานอะไรไม่ถูกสักอย่าง ฉันเคยเจอการเขียนแบบนี้ในงานที่ต้องตรวจแก้ชิ้นหนึ่ง นักเขียนเขียนบรรยายการตกแต่งสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ประมาณว่าเต็มไปด้วยภาพเขียนเก่า เก้าอี้เก่า บ่อน้ำโบราณ รูปปั้นย้อนยุค ฯลฯ

ที่จริงแล้ว ภาพเขียนที่เห็นในรูปนั้นเป็นภาพพิมพ์เลียนแบบของเก่า แล้วก็เป็นภาพวาดที่โด่งดังของไมเคิลแองเจโล ส่วนบ่อน้ำโบราณนั้นก็พอไหว เพราะมันดูไม่มียุคสมัยและดูเก่าอย่างเดียว ส่วนรูปปั้นนั้น ที่จริงแล้วเป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กับประติมากรรมนูนต่ำ ขณะที่เก้าอี้นั่นเป็นแบบที่เขาเรียกันว่า "เก้าอี้หลุยส์" ซึ่งหน้าตามันโคตรจะหลุยส์ขนาดที่ฉันซึ่งไม่มีความรู้เรื่องตกแต่งภายในอะไรกับเขาก็ฟันธงได้เลยว่ามันเป็นเก้าอี้หลุยส์แน่ๆ

เมื่อเลยอารมณ์ปรี๊ดแตกที่ต้องแก้งานห่วยๆ อย่างนี้ไปแล้ว ฉันก็อดคิดถึงเรื่องขำขันสมัยเก่าที่ใช้อำพวกไกด์ไม่ได้ว่า เวลาพาฝรั่งไปเที่ยววัดพระแก้ว ก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่บอกว่า This is an old thing. That is an old thing and those are the old things, too.

ในงานชิ้นเดียวกันนี้ คนเขียนยังพูดถึงชื่อของสถานบันเทิงแห่งนั้น บอกว่าชื่อร้านมาจากภาษาสเปน มีคำแปลสวยหรู แต่ฉันดูแล้วทะแม่งๆ ถึงจะเรียนภาษาสเปนมาไม่มาก แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะใช่ ในชื่อร้านนั้นมีตัวอักษร K อยู่ และคำสเปนแท้จะไม่ใช้ตัว k สะกด ถ้ามี k เมื่อไหร่ แสดงว่าเป็นคำยืมมาจากภาษาอื่น ฉันลองถามอาจารย์ที่เคยสอนภาษาสเปนมา อาจารย์ท่านก็จนปัญญา เพราะมันไม่ใช่ภาษาสเปน ก็เลยไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี

สุดท้ายฉันก็ต้องตัดท่อนที่เป็นคำแปลออกไป เพราะถ้าเขียนออกไปผิดๆ คนอ่านก็จำไปผิดๆ เป็นความรู้แบบผิดๆ แล้วใครจะรับผิดชอบ?

จริงๆ ฉันก็ไม่อยากจะว่าคนเขียนเท่าไหร่นัก เพราะถ้าไม่รู้ภาษาสเปนแล้วก็คงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดพลาดตรงนี้ เรียกว่าพลาดเพราะความไม่รู้และพาซื่อ เชื่อคำพูดหรือเอกสารของฝ่ายพีอาร์สถานที่มากไป

ฉันว่านักเขียนที่ดีก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าว่างานเขียนที่ดีต้องใส่ใจในรายละเอียดเท่าที่เวลาและเงื่อนไขต่างๆ จะอำนวยให้ได้ ต่อให้เป็นคอลัมน์เล็กน้อยก็จะมาทำชุ่ยๆ ไม่ได้ ก่อนเขียนก็ต้องหาข้อมูลทำการบ้าน เขียนไปแล้วก็ต้องตรวจต้องเช็คความถูกต้อง และถ้าพบภายหลังว่ามีข้อผิดพลาดก็ต้องรู้จักแก้ไขและขออภัยคนอ่าน เพราะเราทำหนังสือออกไปขาย คนต้องเสียสตางค์ซื้องานเราไปอ่าน เอาไว้คุณเขียนหนังสือแจกฟรีในงานศพตัวเองเมื่อไหร่ ค่อยเขียนตามใจชอบ ถ้ายังคิดรับผิดชอบการทำงานของตัวเองแบบนี้ไม่ได้ ก็คงเป็นได้แค่นัก (อยาก) เขียน

สิ่งที่ฉันรู้สึกสงสัยอย่างมากก็คือ คูณหนูผู้ไม่รู้จริงแต่เขียนหนังสือราวกับว่าฉันรู้จริง รู้แน่และกล้าฟันธงเหล่านี้ พวกเขาเอาความมั่นใจมาจากไหน? (หรือยามั่นใจมันจะมีขายจริงๆ วะ?)

March 12, 2008

ภาษาไทยของคนไทยวันนี้

สถานการณ์ของภาษาไทยเราเข้าขั้นวิกฤตมานานแล้ว แต่ฉันไม่อยากจะเชื่อเท่านั้นเอง

วันนี้ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีการแก้งานที่ฉันแก้ไปแล้วด้วยคำที่ฉันรู้สึกว่าไม่ค่อยจะตรงกับความหมายเดิมเท่าไหร่นัก อย่างน้อยก็ไม่ตรงในแง่ของอารมณ์

วลีนั้นเป็นวลีที่นักอ่านนิยายจีนคุ้นเคยกันดี ใช้บรรยายบุคลิกของคน ก็ "ชืดชาต่อชื่อเสียงลาภยศ" ยังไงล่ะ

คำว่า "ชืดชา" ที่เขียนไปตอนแรกถูกแก้เป็น "เย็นชา" ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าใครแก้ แล้วก็ไม่สนใจด้วย รู้แต่ว่ามันไม่เข้าท่า ถ้าจะแก้ใหม่ ก็น่าจะใช้คำว่า "เฉยชา" น่าจะตรงกับความหมายและอารมณ์มากกว่า

แล้วฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า นั่นแสดงว่า คนแก้ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "ชืดชา" หรือเปล่า? คำๆ นี้กลายเป็นของยากเกินความเข้าใจของคนสมัยนี้หรืออย่างไร?

ฉันวิ่งไล่ถามชาวบ้านว่ารู้จักคำว่า "ชืดชา" หรือเปล่า? ปรากฏว่าชาวบ้านรุ่นอายุไม่ถึง 30 พร้อมใจกันบอกว่าไม่รู้จักเลย ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันหมายความว่าอย่างไร

ปรารภให้รุ่นพี่คนหนึ่งฟัง เธอไม่แปลกใจที่เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักคำว่า "ชืดชา" แต่ทำหน้าไม่ "เก็ท" ว่าทำไมถึงแยกคำว่า "ชืด" กับ "ชา" ออกมาแล้วเดาๆ จากความหมาย(ที่แสนจะง่าย)ของแต่ละคำไม่ได้?

แม้ว่าน้องๆ เหล่านั้นจะสารภาพว่าไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือ แต่ฉันก็คิดว่าที่โรงเรียนก็น่าจะเคยสอนอะไรที่ช่วยในการวิเคราะห์หรือเดาความหมายของคำได้บ้าง แต่ถ้าผลออกมาแบบนี้ ฉันก็ไม่อยากคิดเลยว่าประสิทธิภาพการเรียนการสอนภาษาไทยในบ้านเราย่ำแย่ขนาดไหน…

โอเค จะบอกว่าคนที่ฉันถามไม่ใช่คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือโดยตรง ความรู้ทางภาษาก็อาจจะย่อหย่อนไปบ้าง ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก

แต่เราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร–เรื่องที่เมื่อคืนนี้ฉันอ่านนิตยสารแนวแต่งบ้านชื่อดัง แล้วเจอคำบรรยายภาพ "ที่กั้นหนังสือ" (Bookends) เป็น "ที่คั่นหนังสือ" (Bookmark) แถมยังเจอสำนวน "Play Save" (ที่ควรจะเป็น Play Safe) ในบทความเกี่ยวกับแฟชั่นและการแต่งกาย

นานมาแล้ว ในนิตยสารชื่อเดียวกันนี่แหละ ฉันเคยเห็นคำบรรยายภาพสินค้าประเภทเชิงเทียนว่า "ที่ใส่เทียน"

ก็ถ้าคนที่ทำงานกับตัวหนังสือยังเขียนอะไรแบบนี้ได้ เราจะไปหวังอะไรกับชาวบ้านทั่วๆ ไปล่ะ

มันน่าคิดเหมือนกันว่าเพราะอะไร คนสมัยนี้ช่างรู้ศัพท์แสงที่ใช้เรียกสิ่งของต่างๆ น้อยเหลือเกิน? แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกหน่อยเรามิต้องเขียนถึง "เก้าอี้" ว่า "ที่สำหรับนั่ง" เขียนถึง "เตียง" ว่า "ที่สำหรับนอน" เรียก "จาน" ว่า "ที่ใส่อาหาร" เรียก "แก้ว" ว่า "ที่ใส่น้ำ" หรอกหรือ?

ที่จริงแล้ว ฉันไม่แน่ใจนักว่าระหว่างการมีคลังคำในสมองเพียงน้อยนิดของกับการประดิษฐ์ศัพท์แสงอุจาดพิสดาร (เช่น กระแตนมระเบิด มาช่าฉีกทุเรียน โอเด็ตแหวกเต้า เป้ยอึ๋มทะลักสุดซี้ด ฯลฯ) ของนักเขียน/นักข่าวสมัยนี้ อย่างไหนจะน่ากลุ้มใจกว่ากัน?

January 12, 2008

วิบากกรรมของฟรีแลนซ์ : ลูกค้าอีโก้จัด (2)

มาว่ากันต่อเรื่องลูกค้าอีโก้จัด แต่คราวนี้เป็นอีโก้ของ "ลูกค้าของลูกค้า"

ลูกค้าอีกรายหนึ่งโทรมา ต้องการให้ฉันแปลงานสั้นๆ สักสองชิ้น จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ไอ้ฉันก็ชุ่ยเอง (หรืออาจจะเบลอในตอนนั้น) คิดว่าเป็นแค่งานแปลแบบสรุปไอเดียเพื่อให้ลูกค้านำไปเสนอ "คุณลูกค้าของลูกค้า" ว่าได้เขียนอะไรไปบ้าง เพราะคุณลูกค้าของลูกค้าไม่ใช่คนไทย ก็เลยรับปาก

กลายเป็นว่า ลูกค้าต้องการให้ฉันแปลงานให้ออกมาสวยงาม เร้าอารมณ์ ใช้ออกงานสาธารณะ เป็นหน้าเป็นตาของบริษัทผู้ว่าจ้างได้ด้วย

ฉันนึกในใจว่าซวยแล้ว แล้วก็เขกหัวตัวเองที่ไม่รู้จักเคลียร์ให้ชัดตั้งแต่แรก งานอย่างนี้ฉันไม่ค่อยอยากรับทำ เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะมีปัญญาทำให้ดีได้ แต่ก็รับงานมาแล้ว ยังไงก็ต้องกัดฟันทำให้เสร็จ

ชิ้นแรก ฉันแปลให้ไปสองรอบ มีการแก้ไขบ้าง แล้วก็ผ่านไปด้วยดี แต่พอมาชิ้นที่ 2 ดูเหมือนว่าคุณลูกค้าของลูกค้าจะไม่พอใจอย่างมาก เพราะหลังจากส่งงานที่แก้รอบสองไป ลูกค้าก็โทรบอกฉันว่า คุณลูกค้าของลูกค้าได้ตัดสินใจจะไม่ใช้งานที่ฉันแปลไป แต่เขียนขึ้นเองใหม่หมด ปัญหาก็คือ คุณลูกค้าของลูกค้าเองก็ไม่มั่นใจเรื่องไวยากรณ์นัก (เพราะไม่ใช่ฝรั่ง) จึงอยากให้ลูกค้าหาคนมาช่วยเช็คให้หน่อย ลูกค้าของฉันน่ารักมาก ย้ำว่าไม่ต้องห่วงเรื่องค่าจ้าง ยังไงก็ต้องจ่าย เพราะถือว่าเราทำงานไปแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเอาไปใช้เอง

ตอนแรกที่ฉันเห็นโน้ตแสดงความเห็นของคุณลูกค้าของลูกค้า ฉันตกใจมาก เพราะน้ำเสียงที่ตำหนินั้นรุนแรงทีเดียว หลักๆ คือบอกว่างานไม่ดี ใช้ศัพท์และไวยากรณ์ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้ฉันใจฝ่อและเสียความมั่นใจไปเลย

ฉันจึงดาวน์โหลดไฟล์งานที่ลูกค้าบอกว่าคุณลูกค้าของลูกค้าได้เขียนมาใหม่หมด และเตรียมกดโทรศัพท์หาเพื่อนรุ่นน้องที่เชี่ยวชำนาญการด้านภาษาอังกฤษมากกว่าฉัน เพราะเธอทั้งเรียนทั้งทำงานอยู่ต่างแดนในสหรัฐฯ ตั้งหลายปี แถมตอนนี้ก็ทำงานให้แมกกาซีนภาษาอังกฤษด้วย

โหลดไฟล์เสร็จแล้ว เปิดออกอ่าน ฉันเกือบหัวเราะ มันเป็นความรู้สึกทั้งขำทั้งโมโหปนกับอ่อนใจ เพราะงานที่ฉันได้รับการบอกกล่าวมาว่าเป็นการเขียนใหม่นั้นไม่ได้ใหม่เลย เป็นการหยิบงานที่ฉันแปลให้มาตัดทอนบางส่วนออก สลับคำและประโยค แถมยังไปจิ๊กเอาคำในงานแปลรอบแรกกลับมาใช้ด้วย

ฉันนึกในใจว่า "ไหนมรึงว่างานกรูไม่ดี แต่เจือกเอามาใช้ทำไมเนี่ย?"

ฉันอ่านดูคร่าวๆ กะได้ว่ามีการเพิ่มศัพท์ใหม่มาแค่ 2-3 คำ ซึ่งฉันต้องบอกว่าทำให้งานออกมาดูพิลึกกึกกือหนักเข้าไปอีก เพราะถึงแม้รูปประโยคจะถูกไวยากรณ์เป๊ะ แต่คำที่คุณลูกค้าของลูกค้าเลือกใช้นั้น เป็นคำที่ชาวบ้านเขาไม่พูดกัน พูดง่ายๆ ว่ามันไม่ใช่ภาษาคน แต่เป็นภาษาที่เหมือนคนเปิดดิคฯ สองภาษาแล้วหยิบเอามาเขียน เหมือนเวลามีคนแปลเมนู "ไข่กวน/ไข่คน" ว่า "Stired Egg" แทนที่จะเป็น "Scrambled Egg" อะไรทำนองนั้น

ฉันโทรหาเพื่อนรุ่นน้อง อ่านบางประโยคที่คิดว่าควรแก้ให้เธอฟังเพื่อขอคำแนะนำ น้องฟังแล้วก็ทำเสียงอ่อนใจก่อนจะไล่แก้ให้ทีละประโยค หลังจากนั้นฉันก็ส่งงานกลับไปโดยแอบกระซิบฝากไปกับงานด้วยว่า "จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของมรึง"

แล้วอีกงานก็ผ่านไปอย่างไม่แฮปปี้นัก แต่ฉันว่ามันก็เป็นบทเรียนที่ดี อย่างแรกเลยคืออย่าตื่นตูมไปกับคำตำหนิของลูกค้า และอย่าคิดว่าลูกค้ารู้ทุกอย่าง (นั่นสินะ ถ้าอีเก่งขนาดนั้น ทำไมอีไม่ทำเองซะตั้งแต่แรก?)

อีกอย่างหนึ่งที่ฉันอยากเตือนคนที่อยากเป็นฟรีแลนซ์ทั้งหลายก็คือ คำตำหนิอย่างนี้ บางทีก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมของลูกค้าขี้โกง คือทำเป็นไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ทำให้เราคิดว่าขายงานแล้วไม่ผ่าน เราจึงไม่ได้สตางค์ แต่หลังจากนั้น ก็เอาไอเดีย เอาสิ่งที่เราทำให้ไปใช้อย่างหน้าตาเฉย มันเป็นความเฮงซวยของระบบการจ้างงานฟรีแลนซ์ในบ้านเราที่มักเป็นการว่าจ้างแบบปากเปล่า ไม่มีการเซ็นสัญญาเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้เราถูกโกงได้ง่ายมาก ดังนั้น เวลารับงานก็ต้องดูความน่าเชื่อถือของลูกค้าด้วย และถ้าเป็นไปได้ พยายามเก็บหลักฐานการติดต่องานไว้ ไม่ว่าจะเป็นแฟกซ์หรืออี-เมล เผื่อว่าจะมีการ "เบี้ยว" เกิดขึ้น

นี่แหละชีวิตฟรีแลนซ์ ใครอยากเป็นก็เผื่อใจไว้ด้วย.

January 11, 2008

วิบากกรรมของฟรีแลนซ์ : ลูกค้าอีโก้จัด (1)

เพิ่งเจอความงี่เง่าของ "ลูกค้า" รายล่าสุดมา จึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเล่าสู่กันฟังถึงพฤติกรรมกวน teen ของบรรดาคุณลูกค้า เผื่อว่าใครที่อยากยึดอาชีพฟรีแลนซ์จะได้รู้ว่าตัวเองต้องเจอกับอะไรบ้าง

"ลูกค้า" คือคนที่มาว่าจ้างเราให้ทำงาน เป็นคนสำคัญเพราะเราจะได้สตางค์จากเขาหลังจากที่เราทำงานให้เขาเสร็จ

ลูกค้าที่ชวนปวดหัวและปวดใจที่สุดสำหรับฟรีแลนซ์ก็คือพวกโง่ อีโก้จัดและขี้เหนียว เพราะพวกนี้จะคิดแต่ว่าเป็นผู้ถือเงินเสียอย่าง จะจิกใช้ เร่งงานเราหรือพูดจายังไงก็ได้ โดยลืมไปว่าเขาเลิกทาสไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว แต่ทีเวลาจ่ายเงินล่ะก็ยืดยาดยิ่งกว่าหนังสติ๊ก

ลูกค้าแบบนี้ ถ้ารู้ฤทธิ์กันมาก่อน ฉันมักจะบอกผ่านถ้าไม่ตกยาก อดข้าวอดน้ำจริงๆ ซึ่งบางรายนั้น พอเจอการตอบกลับในทำนองไม่แคร์จากคนที่ตัวเองกำลังจะว่าจ้าง ก็ถึงกับเกิดอาการเหวอรับประทาน ทำอะไรไม่ถูก เพราะคิดไม่ถึงว่าในโลกนี้ยังมีคนที่ไม่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินอยู่ด้วย

ลูกค้ารายหนึ่งรับงานทำคู่มือของบริษัทใหญ่ จึงมาว่าจ้างฉันให้แปลเอกสารพร้อมมีตัวอย่างงานมาให้เสร็จสรรพ ฉันยังนึกชมในใจว่ารอบคอบ แต่หลังจากส่งงานไป คุณลูกค้าก็โทรมาด่าเอาๆ ว่าฉันไปแปลแบบรวบคำ ไม่ได้แปลตรงตามตัว (Literary) แถมยังใช้คำผิดๆ เรียกว่าภาษาไทยอ่อนด้อย ฯลฯ ยังดีที่ไม่ได้พูดจาหยาบคาย ไม่งั้น ฉันคงบอกศาลา หรืออาจจะไปดักตบแถมให้อีกด้วย

ที่จริงแล้ว ตัวอย่างของที่ "ลูกค้าของลูกค้า" ต้องการนั้น ใช้การแปลแบบรวบคำทั้งหมด เพราะเป็นคู่มือการใช้วัสดุที่ต้องรวบทุกอย่างให้อยู่ในกระดาษหนึ่งแผ่นสองหน้าให้ได้ และจะมีภาษาช่างที่ดูประหลาดพิลึกในสายตาคนที่ไม่รู้เรื่องทางเทคนิค แต่ก็จำจะต้องใช้ เพราะเป็นภาษาของช่างที่เขารู้เรื่องกัน

ฉันพยายามชี้แจงว่าแปลและใช้คำตามตัวอย่างที่ได้มา แต่เธอก็ไม่ยอมหยุดฟัง กระทั่งฉันขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด เพราะเริ่มจับได้แล้วว่าลูกค้าคนนี้ "อีโก้" หรือ "อัตตา" แรงไม่น้อย ขืนเถียงไปก็เท่านั้น จะมีน้ำโหกันเปล่าๆ ฉันก็เลยกลั้นใจขอโทษขอโพยไป และบอกว่างานส่วนที่เหลือจะแปลให้ตรงตัวเป๊ะๆ อย่างที่เธออยากได้

ปรากฏว่าไม่กี่วันต่อมา เธอก็โทรมาบอกให้แก้งานใหม่ตามตัวอย่างลูกค้า โดยรวบความหมายและใช้ศัพท์ตามที่เห็นในนั้น

ฉันนึกในใจว่า "ไหมล่ะ กรูบอกมรึงแล้ว เจือกไม่ดู ไม่ฟังเอง" แต่ปากก็รับคำไป ไม่ได้ต่อว่าอะไร ฉันรอดูว่าเธอจะขอโทษที่ต่อว่าฉันในคราวที่แล้วบ้างไหม ปรากฏว่า ไม่มีการเอ่ยปากถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่แอะเดียว เธอทำเหมือนไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น

หลังจากเสร็จงานนี้ รับเงินแล้ว ส่งของคืนแล้ว ฉันก็ลบอีเมล เบอร์โทรศัพท์และเอาชื่อคุณลูกค้ารายนี้ออกจากลิสต์ MSN ของฉันด้วย และตั้งใจว่าจะไม่รับงานจากเธอคนนี้อีก

ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจะใช่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดหรือเปล่า แต่ฉันแค่อยากบอกว่านี่คือสิ่งที่เราชาวฟรีแลนซ์ทำได้ เลือกได้ เมื่อเจอลูกค้าห่วยๆ แล้วจำต้องทำงานนั้นจนเสร็จ พยายามคิดว่างานมันต้องมีวันจบ แล้วเมื่อถึงวันนั้น เราก็เลือกได้ว่าจะไม่ต้องการพบคนแบบนี้อีก (อย่าลืมเก็บตังค์ค่าจ้างให้ได้ก่อนนะ)

พรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันอีกเคสนึง.

December 29, 2007

การยศาสตร์ไม่ใช่สรีรศาสตร์และ Trepiuno ไม่ได้แปลว่า “หนู”

ขอบ่นส่งท้ายปีเสียหน่อยจะได้ไม่พกอารมณ์เน่าๆ ติดตัวเดินหน้าไปหาปีใหม่ด้วย

เรื่องแรกออกไปทางน่ารำคาญแค่นิดหน่อย กล่าวคือ "การบ้าน" ที่ฉันต้องตรวจนั้น มีหัวข้อที่ต้องเขียนถึงการออกแบบวัสดุอุปกรณ์ทุกๆ เล่ม และคำที่นักเขียน/นักแปลมักเขียนมาผิดๆ ด้วยความเข้าใจผิดก็คือคำที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า "ergonomics" โดยมักจะเขียนหรือแปลมาผิดๆ ว่า "ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์"

ที่จริง Ergonomics (หรืออาจเรียกอีกอย่างว่า Human Factors) ทางราชบัณฑิตยสถานท่านบัญญัติศัพท์เอาไว้ว่าคือ "การยศาสตร์" (ศาสตร์ของการทำงาน = Work Science) ในเว็บของนิตยสารสารคดีอธิบายไว้ว่าเป็น "ศาสตร์ที่ว่าด้วยการออกแบบเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน และ สรีระของผู้ใช้ผู้ปฏิบัติการ เพื่อทำให้การปฏิบัติงานสะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของผู้ใช้ด้วย"

ส่วนสรีรศาสตร์หรือสรีรวิทยานั้น ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Physiology ตามที่ค้นๆ อ่านๆ มา พอจะสรุปได้ว่าเป็นศาสตร์ของการศึกษาหน้าที่การทำงานของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตทุกชนิด (เช่น อวัยวะ, ระบบการทำงานในร่างกาย) ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ เดี๋ยวนี้ลงลึกไปถึงระดับเซลล์ด้วยซ้ำ ซึ่งเรียกกันว่า สรีรวิทยาระดับเซลล์ (Cell Physiology) 

การยศาตร์เกี่ยวกับข้องกับสรีรศาสตร์ตรงที่ผู้เรียนวิชานี้ต้องรู้เรื่องสรีรศาสตร์ด้วย รวมถึงกายวิภาคศาสตร์และจิตศาสตร์ เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบ…ช่วยจำๆ กันไว้ด้วย ขอร้องล่ะ

มาถึงคิวของ trepiuno กันบ้าง

เรื่องของเรื่องก็คือในคอลัมน์หนึ่งของนิตยสาร ท่านผู้เขียนได้เขียนถึงรถยี่ห้อหนึ่งซึ่งมีชื่อรุ่นเป็นภาษาอิตาเลี่ยนว่า Trepiuno แล้วท่านก็อุตส่าห์แปลคำนี้มา โดยบอกว่าหมายถึง "หนู" (mouse)

แวบแรกที่ฉันรู้สึกเอะใจก็คือ ทำไมคำว่า "หนู" ในภาษาอิตาเลี่ยนถึงได้เขียนยาวเฟื้อยขนาดนี้ และตามหน้าที่ ฉันต้องเช็คทุกอย่างอยู่แล้ว ก็เลยลองค้นในพจนานุกรมภาษาอิตาเลี่ยนฉบับออนไลน์ ก็ปรากฏว่าไม่มีคำแปล

เอ๊ะ ยังไง? ไอ้คำง่ายๆ พรรค์นี้ มันไม่น่าจะหายากนี่นา…

ฉันตระเวณไปตามดิคฯ ออนไลน์ต่างๆ รวมทั้ง Google translate page และ Alta Vista translate page ทำอย่างไรก็แปลไม่ได้ เอาละ ไหนลองหาในทางกลับกันซิ ว่าแล้วฉันก็พิมพ์คำว่า mouse ลงในหน้า Google translate แล้วเลือกให้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาอิตาเลี่ยน…โป๊ะเชะ ได้คำว่า "topo" ออกมา

แต่ปัญหาก็คือมันไม่ใช่คำว่า Trepiuno ทุกข์ของฉันจึงยังไม่หมดไป ว่าแล้วก็ต้องอาศัยบรมครู Google ช่วยหาให้ สุดท้ายได้ความหมายมาว่า "Three plus one" หรือ "สามบวกหนึ่ง" เพราะรถรุ่นนี้เป็นรถเล็ก ผู้ใหญ่นั่งได้ประมาณ 3 คนและเหลือที่ว่างอีกนิดพอให้เด็กนั่งได้อีกคนหนึ่ง ฉันเสิร์ชหากี่เว็บๆ ก็ได้แต่คำแปลนี้ รวมทั้งเว็บไซต์ทางการของรถยี่ห้อนั้นด้วย จึงตัดสินใจแก้ไปตามนั้นว่า Trepiuno แปลว่า สามบวกหนึ่ง

ปรากฏว่า ต่อมาวันหนึ่ง ระหว่างนั่งคุยเล่นกับน้องเลขาฯ เธอก็บอกฉันว่าท่านนักเขียนโทรมาและบอกประมาณว่ามีคนทักท้วงมาทางท่าน (หรืออาจจะเป้ฯตัวท่านเองที่ทักท้วง คุณน้องเธอจำไม่ได้เพราะเป็นโรคความจำสั้น) ว่าทางนิตยสารไปแก้งานของท่านให้ผิด เธอบอก (อีกที) ว่าจำรายละเอียดไม่ได้ แต่เกี่ยวกับคำว่า "หนูๆ อะไรนี่แหละ พี่"

ฉันเดาออกเลยว่าต้องเป็นไอ้คำเจ้ากรรมนั่น และทั้งที่ฉันไม่เชื่อว่าตัวเองจะผิด แต่เพื่อความชัวร์ จึงไปทิ้งคำถามไว้ที่เพื่อนบล็อกเกอร์ชาวอิตาเลี่ยนและไปโพสต์ถามในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ผู้ตอบจากทั้งสองที่ต่างก็ยืนยันว่าคำว่า Trepiuno แปลว่าสามบวกหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจจะแปลว่า "หนู" ไปได้ คนที่ตอบคำถามของฉันในเว็บไซต์นั้นน่ารักมาก อุตส่าห์อธิบายด้วยว่า เคยมีรถรุ่นก่อนหน้านี้ชื่อ Topolino ซึ่งคำนี้แปลได้ประมาณว่า "เจ้าหนูน้อย" (รู้สึกว่าจะเป็นคำที่คนอิตาเลี่ยนใช้เรียกมิคกี้เมาส์ด้วย) ซึ่งนักเขียนท่านนี้หรือคนที่ท้วงมาอาจจะจำสับสน

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ป่านนี้ นักเขียนท่านนั้นจะหายสับสนหรือยัง หรือคนที่ทักท้วงกับท่านมานั้น จะรู้หรือยังว่าตัวเองเข้าใจอะไรผิดๆ แต่ยังไงเสีย มันก็ไม่ใช่ปัญหาของฉันแล้ว 

เรื่องเล่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจะเถียงเรื่องภาษาอิตาเลี่ยน ก็ควรจะรู้ภาษาอิตาเลี่ยนด้วย.






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M