นัก (อยาก) เขียน
สิ่งที่น่าเบื่อในวงการหนังสือ-สื่อสิ่งพิมพ์สำหรับฉันในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อยู่ในฐานะคนอ่านหรือคนทำงานก็คือทัศนคติของคนที่ทำงานในแวดวงนี้ โดยเฉพาะนักเขียนรุ่นใหม่บางคนที่…ประทานโทษเถอะ ไม่รู้ว่าวันนึงๆ รับประทานยามั่นใจกี่ขวด ถึงได้แสนมั่นกันขนาดนั้น แบบว่า ฉันเขียนอะไรไม่มีผิด ใครอย่า (บังอาจ) มาแก้ มาว่าเชียวนะว่าฉันเขียนผิด
เพื่อนฉันเคยเรียกลูกน้องมาคุยเรื่องที่เขียนข้อมูลไม่ครบไม่ถ้วนออกไปและมีผู้รู้ท้วงติงมา แล้วเพื่อนก็เจอคำตอบว่าในทำนองว่า นี่หนูเอามาจากอินเตอร์เน็ทนะ (แปลความหมายได้ว่า ฉันลอกมาจาก ‘เน็ท มันต้องถูกต้องครบสมบูรณ์ซีวะ แกจะมาว่าฉันเขียนผิดได้ไง) เพื่อนฉันบอกว่า ถ้าพูดอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว
รุ่นพี่อีกคน เจอลูกน้องเขียนงานห่วยชนิดอ่านไม่รู้เรื่อง พอเรียกมาคุยก็เจอคำตอบว่า "อ๋อ พี่คะ นั่นมันสไตล์ของหนู" ฉันฟังแล้วก็เหวอไป 3 วินาที นึกอยากผ่าสมองเด็กคนนั้นออกมาดูจริงๆ ว่าระบบความคิดมันทำงานยังไง แต่ก็กลัวจะเจอว่าที่จริงแล้วมันไม่มีความคิดที่เป็นระบบ หรือเผลอๆ อาจจะไม่มีสมองอยู่ด้วยซ้ำ
จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดของเด็กพวกนี้ก็คือความสะเพร่าและความอ่อนด้อยเรื่องภาษา ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องสำนวนหรือลีลาการเขียนหรอกนะ ของอย่างนี้ ต้องฝึกฝนและอาศัยประสบการณ์จึงจะทำได้ดี แต่พื้นฐานสำคัญที่สุดก็คือต้องใช้คำให้ถูกต้องตามความหมายและเหมาะกับเนื้อความ คนที่มีปัญหาจุดนี้ มักจะเป็นคนที่มีคลังคำในสมองจำกัด คิดอะไรที่หลากหลายไม่ได้ ซึ่งมีสาเหตุที่ชัดเจนที่สุดก็คือเป็นพวกไม่อ่านหนังสือ (ที่เขาเขียนกันมาดีๆ) เออ…แล้วมันมาอยากเป็นนักเขียนกันได้ไงนี่?
ปัญหาอีกอย่างที่ฉันเจอก็คือพวกที่มีความรู้รอบตัวน้อย ก็เลยเรียกขานอะไรไม่ถูกสักอย่าง ฉันเคยเจอการเขียนแบบนี้ในงานที่ต้องตรวจแก้ชิ้นหนึ่ง นักเขียนเขียนบรรยายการตกแต่งสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ประมาณว่าเต็มไปด้วยภาพเขียนเก่า เก้าอี้เก่า บ่อน้ำโบราณ รูปปั้นย้อนยุค ฯลฯ
ที่จริงแล้ว ภาพเขียนที่เห็นในรูปนั้นเป็นภาพพิมพ์เลียนแบบของเก่า แล้วก็เป็นภาพวาดที่โด่งดังของไมเคิลแองเจโล ส่วนบ่อน้ำโบราณนั้นก็พอไหว เพราะมันดูไม่มียุคสมัยและดูเก่าอย่างเดียว ส่วนรูปปั้นนั้น ที่จริงแล้วเป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กับประติมากรรมนูนต่ำ ขณะที่เก้าอี้นั่นเป็นแบบที่เขาเรียกันว่า "เก้าอี้หลุยส์" ซึ่งหน้าตามันโคตรจะหลุยส์ขนาดที่ฉันซึ่งไม่มีความรู้เรื่องตกแต่งภายในอะไรกับเขาก็ฟันธงได้เลยว่ามันเป็นเก้าอี้หลุยส์แน่ๆ
เมื่อเลยอารมณ์ปรี๊ดแตกที่ต้องแก้งานห่วยๆ อย่างนี้ไปแล้ว ฉันก็อดคิดถึงเรื่องขำขันสมัยเก่าที่ใช้อำพวกไกด์ไม่ได้ว่า เวลาพาฝรั่งไปเที่ยววัดพระแก้ว ก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่บอกว่า This is an old thing. That is an old thing and those are the old things, too.
ในงานชิ้นเดียวกันนี้ คนเขียนยังพูดถึงชื่อของสถานบันเทิงแห่งนั้น บอกว่าชื่อร้านมาจากภาษาสเปน มีคำแปลสวยหรู แต่ฉันดูแล้วทะแม่งๆ ถึงจะเรียนภาษาสเปนมาไม่มาก แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะใช่ ในชื่อร้านนั้นมีตัวอักษร K อยู่ และคำสเปนแท้จะไม่ใช้ตัว k สะกด ถ้ามี k เมื่อไหร่ แสดงว่าเป็นคำยืมมาจากภาษาอื่น ฉันลองถามอาจารย์ที่เคยสอนภาษาสเปนมา อาจารย์ท่านก็จนปัญญา เพราะมันไม่ใช่ภาษาสเปน ก็เลยไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี
สุดท้ายฉันก็ต้องตัดท่อนที่เป็นคำแปลออกไป เพราะถ้าเขียนออกไปผิดๆ คนอ่านก็จำไปผิดๆ เป็นความรู้แบบผิดๆ แล้วใครจะรับผิดชอบ?
จริงๆ ฉันก็ไม่อยากจะว่าคนเขียนเท่าไหร่นัก เพราะถ้าไม่รู้ภาษาสเปนแล้วก็คงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดพลาดตรงนี้ เรียกว่าพลาดเพราะความไม่รู้และพาซื่อ เชื่อคำพูดหรือเอกสารของฝ่ายพีอาร์สถานที่มากไป
ฉันว่านักเขียนที่ดีก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าว่างานเขียนที่ดีต้องใส่ใจในรายละเอียดเท่าที่เวลาและเงื่อนไขต่างๆ จะอำนวยให้ได้ ต่อให้เป็นคอลัมน์เล็กน้อยก็จะมาทำชุ่ยๆ ไม่ได้ ก่อนเขียนก็ต้องหาข้อมูลทำการบ้าน เขียนไปแล้วก็ต้องตรวจต้องเช็คความถูกต้อง และถ้าพบภายหลังว่ามีข้อผิดพลาดก็ต้องรู้จักแก้ไขและขออภัยคนอ่าน เพราะเราทำหนังสือออกไปขาย คนต้องเสียสตางค์ซื้องานเราไปอ่าน เอาไว้คุณเขียนหนังสือแจกฟรีในงานศพตัวเองเมื่อไหร่ ค่อยเขียนตามใจชอบ ถ้ายังคิดรับผิดชอบการทำงานของตัวเองแบบนี้ไม่ได้ ก็คงเป็นได้แค่นัก (อยาก) เขียน
สิ่งที่ฉันรู้สึกสงสัยอย่างมากก็คือ คูณหนูผู้ไม่รู้จริงแต่เขียนหนังสือราวกับว่าฉันรู้จริง รู้แน่และกล้าฟันธงเหล่านี้ พวกเขาเอาความมั่นใจมาจากไหน? (หรือยามั่นใจมันจะมีขายจริงๆ วะ?)
