Tweatypup’s Nicknacks

June 7, 2008

สบายใจ หลวงพระบาง

Filed under: Seen

สะบายดี หลวงพระบางคือหนังที่ฉันเลือกดูเมื่อวันก่อนกับรุ่นพี่แทน Sex and the City และ The Other Boleyn Girl

และนี่คือเหตุผลของฉัน

sabaidee1

พี่สาวที่ไปด้วยกำลังพยายามทำแฮตทริคหนังของน้องอนันดา เพราะก่อนหน้านี้เธอได้ดู “เมโมรี่ รัก…หลอน” และ The Leap Years ไปแล้ว เรื่องของเรื่องคือพี่เขาต้องทำงาน ต้องเขียนคอลัมน์วิจารณ์หนังแถมยังจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับหนังกับเพลง จึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดู (ดูหนังนะ ไม่ใช่ดูน้องอนันดา แม้ว่าน้องจะน่าดูจริงๆ)

สะบายดี หลวงพระบางเป็นหนังลาวนะคะ ถึงจะมีอนันดาเป็นพระเอก แต่น้องเขาก็เป็นลูกครึ่งลาวที่มาโตเมืองไทยและได้เป็นดาราดังของไทย จากหนัง 3 เรื่องของอนันดาที่ออกมาในตอนนี้ พี่สาวทำท่าพอใจเรื่องนี้ที่สุด บอกว่าน้องเล่นดีกว่าเรื่องอื่น อาจจะเป็นเพราะเล่นเป็นตัวเองที่สุด (ตกลงชมหรือเปล่าคะพี่?) ฉันว่าน้องเขาก็พยายามอยู่นะ อย่างฉากที่พระเอกไปเจอบ้านปู่บ้านย่าแล้วตัวเองก็นั่งน้ำตาคลอกกลางพิธีบายศรีสู่ขวัญ ที่จริงแล้วบทมันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นเท่าไหร่ ฉันก็ได้แต่เพลินกับขนตายาวๆ และนิ้วเรียวสวยของน้องไปเรื่อย

ฉันรู้สึกว่าบทหนังทั้งเรื่องหลวมและรวบรัดไปหน่อย แม้จะพยายามมีปมนั้นปมนี้ให้คอยตาม แต่พอถึงตอนท้ายก็ทิ้งไปซะดื้อๆ (ฉันยังข้องใจนิดหน่อยว่าตกลง พระเอกจะพัฒนาการถ่ายภาพที่ไม่ “ลึก” ของตัวเองได้ไหม?) แล้วก็ให้เวลากับการนำเที่ยวมากไป แต่โดยรวมๆ แล้วหนังก็น่ารัก น่าเอ็นดู ไม่หวือหวา เหมือนดูสารคดีนำเที่ยวและเยี่ยมชมวัฒนธรรมลาวแบบมีพระเอกนางเอก แล้วความใสซื่อของผู้คนกับธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่มากทำให้ดูไปได้เรื่อยๆ (แอบรู้สึกอิจฉานิดหน่อยที่เห็นรถทัวร์ที่ลาวหน้าตาดีกว่าของเราเยอะ) ยังมีเจ้าเด็กขายของตัวแสบที่ขโมยซีนได้ทั้งเรื่อง แล้วก็ทำให้คนดูไม่เบื่อ ส่วนน้องคำลี่ที่เล่นเป็นนางเอกก็น่ารัก หน้าตาสวยใสกำลังดี แล้วก็ดูมีเสน่ห์แบบเป็นธรรมชาติ เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไม่เชยหรือเปรี้ยวจนเกินไป ฉันยังคิดอยู่ว่าฉากที่ให้น้องคำลี่ “แต่งสวย” จนพระเอกตะลึงนั้นมันมากเกินไป ทั้งเสื้อสีแดงแล้วก็การแต่งหน้าแต่งตาเข้ม แต่ก็อนุโลมให้ล่ะ เพราะในบทบอกว่ากำลังจะไปงานเลี้ยง

sabaidee2 

หนังหักมุมเล็กน้อยตอนจบ แต่ก็เป็นมุกที่น่ารัก ฉันชอบฉากที่พระเอกไปยืนทำหน้าเด๋ออยู่หน้ากระจกชั่ววินาทีก่อนจะรู้ตัวว่าสาวเจ้าก็มีใจให้ ดูแล้วขำกว่าตอนที่น้องเขาไป (พยายาม) เต้นท่าบัดสลบในงานแต่งงานของเพื่อนนางเอกเสียอีก

ฉันไม่แน่ใจนักว่าคนไทยจะชอบหนังเรื่องนี้ไหม เพราะเป็นหนังใสๆ ซื่อๆ เหมือนนิทานเด็ก แถมยังเป็นหนังรักที่ไม่มีบทรักเลย ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพระเอกเคยจับมือนางเอกหรือเปล่า (น้องคนหนึ่งถามว่า ตกลงมันไปรักกันตอนไหน?) แต่อาจจะเป็นเพราะอย่างนี้กระมังที่ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ เพราะนานๆ จะได้ดูหนังที่ “สะอาด” ขนาดนี้ แล้วก็ไม่ต้องมีใครต่อใครมายืนดูดปากกันหรือไล่ฟัดกันนัวเนียเพื่อแสดงว่า “เรารักกัน”

ในยุคสมัยที่ละครทีวีมีแต่พระเอกหื่น จ้องแต่จะปล้ำนางเอกกันอุตลุด แล้วก็มีสิ่งพิมพ์ขายนมขายก้นดาราเต็มแผงหนังสือไปหมด การได้พักสมองจากสิ่งที่ส่อนัยทางเพศที่แวดล้อมตัวเราอย่างหนาแน่นอย่างทุกวันนี้จึงเหมือนการพักผ่อนที่แสนดี.

http://www.sabaideemovie.com/

September 7, 2007

โรคจิต

Filed under: Seen

ฉันมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลากลับบ้านดึกๆ ถ้าไม่รีบตัดใจอาบน้ำแล้วเข้านอน ก็จะลงเอยด้วยการนั่งแปะอยู่หน้าทีวี มือกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อย และเมื่อใดที่เจอ “หนังแหวะ” เช่น หนังผี หนังโรคจิตโหดๆ ที่ฆ่ากันตายเกลื่อนเรื่อง เป็นต้องนั่งดูจนจบแทบทุกครั้ง แต่ฉันไม่ค่อยดูหนังพวกนี้ในโรงเพราะบรรยากาศน่ากลัวกว่าและเสียดายตังค์ อีกทั้งไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงยอมไปดูด้วย

จะบอกว่านี่คืออารมณ์แบบ Guilty Pleasure ที่ฝรั่งว่าก็ไม่น่าใช่ เพราะฉันไม่ได้รู้สึกสนุกนักหนาไปด้วย แต่เป็นอารมณ์อยากจะดูให้ถึงที่สุดว่า มัน (หนัง) จะแถกไปได้ถึงไหน ฉันไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทนดูหนังพวกนี้ได้ยังไง หรือว่าฉันเองคงจะโรคจิตไม่เบา ถึงดูอะไร sick-sick แบบนี้ได้ ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าหนังแนวนี้มักจะเน้นความน่าแหวะกันทั้งเรื่อง ขายความสยองเป็นหลัก ขายความเซ็กซี่ของดาราสาวๆ เป็นรอง (ถ้ามี และนี่เห็นเหตุผลที่พวกเธอต้องวิ่งหนีผี/ฆาตกรจนผ้าผ่อนแหว่งวิ่นเป็นประจำ) ส่วนใหญ่พล็อตเรื่องอ่อนสุดขีด ฉากห่วย เอฟเฟ็คต์ก็ห่วย บางเรื่องห่วยจัดถึงขั้นน่าขำมากกว่าน่ากลัว แล้วไม่ต้องไปหวังมากเรื่องบทสนทนาหรือการกระทำของตัวละครที่ไม่ค่อยมีเหตุผล บ่อยครั้งที่ฉันดูไปด่าไป ประมาณว่า "อีฟายเอ๊ย มัวแต่ยืดยาดแบบนี้ก็สมควรตาย" แต่ก็ยังทู่ซี้ดูอยู่ได้ พิลึกไหมล่ะ?

คืนหนึ่ง ฉันกลับถึงบ้าน มือกดรีโมทไปเจอช่องหนึ่งกำลังฉายหนังเรื่อง Hostel ถึงจะได้ดูแค่ประมาณ 30 นาทีสุดท้ายของเรื่อง แต่ก็เป็นช่วงเข้มข้นพอดี คือทุกคนเริ่มฆ่ากันแบบไม่มีการถามไถ่ ดูไปไม่เกิน 10 นาที ฉันก็จับเค้าเรื่องได้ (เป็นข้อดีของหนังประเภทนี้คือไม่ต้องดูตั้งแต่ต้นก็รู้เรื่อง) ว่า พระเอกของเราเป็นหนุ่มอเมริกันไปเที่ยวแถวๆ ยุโรปตะวันออก แล้วก็โดนอีสาวเจ้าถิ่นหลอกไปขายให้ขบวนการจัดหามนุษย์มาเป็นเหยื่อให้ลูกค้าโรคจิตที่อยากลิ้มรสการฆ่า การทรมานมนุษย์ด้วยกัน แถมยังเลือกได้ด้วยว่าจะเอาชาติพันธุ์ไหน โดยเหยื่อที่เป็นอเมริกันจะมีค่าตัวแพงที่สุด (เป็นมุขที่ทำให้ฉันรู้สึกขำได้หน่อยนึง)

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีการฆ่ากันกระจาย เลือดสาดท่วมจอ ด้วยอาวุธนานาชนิด เพราะพระเอกของเราติดอยู่ในห้องเชือดที่มีอุปกรณ์เพียบ ทั้งขวาน ดาบ ตะขอ เลื่อยไฟฟ้า ฯลฯ พี่พระเอกฮึดสู้จนรอดมาได้โดยนิ้วกุดไป 2-3 นิ้ว หนำซ้ำยังช่วยเพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นที่ตาโบ๋ไปข้างหนึ่งออกมาได้ด้วย

หลังจากทั้งสองคนขโมยรถขับหนีออกมาได้ ก็บังเอิญไปจ๊ะเอ๋กับอีสาวตัวแสบและกลุ่มเพื่อนที่หลอกต้มตัวเอง พี่พระเอกก็เลยเหยียบคันเร่งจนมิด บังคับรถพุ่งชนจนตายยกแก๊ง และหลังจากหนีขึ้นรถไฟข้ามแดนเข้าสู่เยอรมันได้แล้ว (เพื่อนสาวโดดให้รถไฟทับตายไปเสียก่อน เพราะรับสภาพตัวเองไม่ได้) ก็ให้บังเอิญไปเจอตาแก่ไฮโซฯ ที่น่าจะเป็นคน “ชักนำเข้าสู่วงการ” อยู่บนขบวนเดียวกัน พระเอกของเราจึงแอบตามตาลุงนั่นไปจนถึงห้องน้ำสาธารณะแล้วทำการแก้แค้นโดยการเชือดลุงตัวแสบตายคาโถส้วม แล้วก็ขึ้นรถไฟขบวนต่อไป เป็นอันจบเรื่อง (ไม่มีประโยชน์ที่จะตั้งคำถามว่าตอนหนีข้ามแดนมา ทำไมไม่มีการตรวจพาสปอร์ตหรือพระเอกไปซื้อตั๋วรถไฟตั้งแต่เมื่อไหร่)

ขนาดจับได้ว่ามีการตัดฉากหวาดเสียวเกินควรออกไป เพราะหนัง “โดด” เป็นบางช่วง แต่ก็นับว่าหนังเรื่องนี้สยดสยองใช้ได้ และขอโทษเถอะ คืนนั้นฉันไม่มีอาการนอนไม่หลับเพราะภาพสยองติดตาหรือเครียดเพราะดูหนังเรื่องนี้เลย

แต่ถึงอย่างไร เช้าวันต่อมา ฉันก็สะโหลสะเหลไปทำงานเพราะนอนไม่พอ แล้วก็เผลอด่าตัวเองให้สหายคนเถื่อนฟังว่า กรูไม่น่าดูหนังเรื่องนี้เลย ทำให้นอนดึกโดยใช่เหตุ จนมึนๆ เพลียๆ มาตั้งกะลืมตาตื่น

“หนังเรื่องอะไรล่ะ” เพื่อนถาม ฉันอุบอิบบอกชื่อเรื่องไป

"โธ่เอ๊ย" เพื่อนทำเสียงแบบที่ฉันฟังแล้วก็แอบทำคอย่น ใจนึกไปว่าเดี๋ยวต้องโดนมันเทศน์แน่ๆ โทษฐานดันทุรังดูหนังอุบาทว์จนสังขารเสื่อม แต่แล้วฉันก็ได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ เหมือนคนค้นของ แล้วก็มีกล่องใส่ดีวีดียื่นมาตรงหน้าพร้อมกับเสียงเพื่อนบอกว่า “เอ้า นี่ไง ฉันมีดีวีดี”

เวร…ฉันควรจะดีใจไหมวะเนี่ย ที่มีเพื่อนโรคจิตเหมือนกัน?

August 30, 2007

ทดลองแปะลิงค์วิดีโอ

Filed under: Seen

ลองดูหน่อยซิว่าจะจิ๊กลิงค์มาได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิกหรือเปล่า…

คลิปนี้ได้มาจาก www.dailymotion.com เป็นคลิป จากรายการ So You Think You Can Dance ปี 2 ฉันชอบรายการนี้มากๆ ดูสนุกกว่าเรียลตี้โชว์แบบไทยๆ เยอะ เพราะความมุ่งมั่นกับพลังของคนเข้าแข่งมันต่างกันแบบฟ้ากับเหว

ที่เอามาแปะนี่เป็นการเต้นที่ฉันประทับใจมาก เพราะทำให้คนที่ไม่ชอบคอมเทมโพรารี แดนซ์และสยองเพลงของ เซลีน ดิออน เข้าไส้อย่างฉัน ชอบทั้งสองอย่างได้ในการแสดงคราวนี้

SYTYCD travis and Heidi
Uploaded by BoiAss69

ชื่อเพลงคือ Calling You ของป้าเซลีน และนักเต้นทั้งคู่คือ ไฮดี้ (หญิง) กับ ทราวิส (ชาย) คนออกแบบท่าเต้นคือ มีอา ไมเคิลส์ เธอเป็นคนออกแบบท่าเต้นให้กับโชว์ของ เซลีน ที่ลาสเวกัสด้วย

ใครยังดูไม่ได้ลองเข้า permanant Link ที่นี่จ้า

http://www.dailymotion.com/video/xr8h7_sytycd-travis-and-heidi_fun

July 16, 2007

ฉันเปลี่ยน

Filed under: Seen

ฉันเพิ่งได้ดูหนัง Tokyo Drift ทางทีวี นับว่าเป็นเรื่องประหลาดมากที่สามารถดูจนจบได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องทน เพราะแต่ไหนแต่ไร ฉันไม่เคยชอบหรือสนใจหนังหรืออะไรๆ เกี่ยวกับรถหรือแข่งรถเลย (ยกเว้นหนังเรื่อง “เต่าทองมหาสนุก”) ขับรถก็ไม่เป็นอีกต่างหาก

ฉันเคยไปดูหนังเรื่อง Local Hero ที่สยามเซ็นเตอร์ สมัยที่ยังมีมินิเธียเตอร์อยู่ข้างหลัง แล้วด้วยความที่โรงหนังประเภทนี้มีคุณภาพดีกว่าลานฉายหนังกลางแปลงหน่อยเดียว ฉันจึงต้องทนฟังเสียงเบิ้ลเครื่องของรถแข่งจากหนังที่ฉายอยู่ในโรงข้างๆ ชื่อ Day Of Thunder ซึ่งดังลอดเข้ามาเป็นช่วงๆ

จำได้ว่าแอบด่า “ไอ้เตี้ยทอม ครูซกับไอ้หนังรถแข่งโคตรหนวกหู” อยู่ในใจเกือบตลอดเวลาที่ดูหนัง

ฉันเคยเปิดทีวีเจอรายการแข่งรถฟอร์มูลาวันโดยบังเอิญ แล้วก็นั่งดูสักพักด้วยความอยากรู้ว่าทำไมถึงมีคนคิดว่ามันสนุกเร้าใจ ปรากฏว่าเกือบหลับ ถ้าไม่เปลี่ยนไปดูอย่างอื่นเสียก่อน ฉันเพิ่งมารู้ทีหลังว่า นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะที่จริงแล้ว แฟนฟอร์มูลาวันส่วนใหญ่ก็หลับคาทีวีกันแทบทั้งนั้น ก็ใครจะไปทนนั่งดูฝูงรถวิ่งปรู๊ดวนไปวนมาอยู่ในสนามเป็นสิบๆ รอบได้ตลอดล่ะ?

เหตุผลเริ่มต้นที่ทำให้ฉันนั่งดู Tokyo Drift ก็คือความอยากรู้ว่าไอ้อาการ “ดริฟท์” นั้นมันคืออะไร เป็นยังไง ทำกันอีท่าไหน บรรดาตีนผีถึงได้ซี้ดซ้าดกันว่ามันเป็นสุดยอดแห่งการขับรถ

แล้วหนังก็ทำให้ฉันบรรลุทีเดียวว่าความเร้าใจเวลา “ดริฟท์” รถมันเป็นอย่างไร มีฉากขับรถสนุกๆ หลายฉาก (ไม่อยากเชื่อเลย ฉันกำลังบอกว่าฉากซิ่งรถมันสนุก!) นอกจาก The Italian Job กับ Taxi (เวอร์ชันฝรั่งเศส) แล้ว ฉันยังไม่รู้สึกว่าดูฉากซิ่งรถเรื่องไหนจะมันเท่าเรื่องนี้เลย และรู้สึกว่าการซิ่งรถอย่างในหนังเรื่องนี้น่ะ มีทางที่จะเป็นไปได้จริงมากกว่า

หนังยังมีประเด็นอย่างอื่นด้วย ที่จริงแล้วเหมือนมันเป็นทั้งหนังซิ่งรถ หนังวัยรุ่น (ด้านเกือบๆ มืด) กับหนังประเภท Coming of Age จะว่าไปก็เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นแนวนักเรียน-นักเลงหลายเรื่องที่เราเคยอ่านกัน และฉันคงไม่แปลกใจถ้ามีใครมาบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำจากการ์ตูนญี่ปุ่น

เมื่อก่อนฉันชอบรถอย่างเดมเลอร์หรือจากัวร์ เพราะรู้สึกว่ารูปทรงมันสวย ชอบรถออสตินมินิกับโฟล์คเต่าเพราะมันดูน่ารักดี-มีเหตุผลเพียงเท่านั้น ฉันยังเคยคิดว่าเฟอร์รารีรุ่นหลังๆ ทรงแบนแทบจะติดดินนั้น เหมือนแมลงสาบสีแดงวิ่งได้ มันอาจจะสวย แต่ไม่ต้องรสนิยมของฉัน ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องความเร็วกับอัตราเร่งหรอก เพราะฉันไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าคันไหนจะวิ่งเร็วกว่าคันไหน

แต่พอได้เห็นพระเอกควบฟอร์ด มัสแตงเก่าๆ ที่มีแถบคาดสีขาวพาดกลาง “ดริฟท์” ลงเขาในตอนท้ายแล้วรู้สึกว่ามันเป็นรถที่มีเสน่ห์เวลาวิ่ง (ซิ่ง) มากๆ เหมือนจิ๊กโก๋ตัวเล็กที่สู้แบบขาดใจทั้งที่เสียเปรียบศัตรูทุกอย่าง แล้วคนดูก็เชียร์แบบเทหัวใจให้

ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้กำกับฯ เรื่องนี้ทำหนังเก่งหรือฉันเปลี่ยนไป ถึงได้รู้สึกอย่างนั้น

หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะทั้งสองอย่างก็ได้.

April 22, 2007

Somebody’s June (I wish I could be)

ในช่วงที่มีข่าวบ้านริมน้ำของ จอห์นี่ แคช โดนไฟไหม้ ฉันก็มีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง Walk The Line ทางทีวี

มีคนหลายคนชอบหนังเรื่องนี้ ฉันคิดว่าคงไม่ใช่เพียงเพราะประวัติชีวิตที่มีสีสันของนักร้องที่กลายเป็นตำนานไปแล้วอย่าง จอห์นนี่ แคช หรอก ฉันอยากเรียก Walk The Line ว่าเป็นหนังรัก เพราะสิ่งที่ติดอยู่หัวใจคนดูหลังจากหนังเรื่องนี้จบก็คือความรักของ จอห์นนี่ แคช ที่มีให้ จูน คาร์เตอร์ ภรรยาที่ถือได้ว่าเป็น "คู่ชีวิต" จริงๆ

ตลอดชีวิตแต่งงาน 30 ปี (ประมาณนั้น) พวกเขาไม่เคยแยกจากกันจนกระทั่งวันสุดท้ายบนโลกนี้ของจูน อีก 4 เดือนหลังจากนั้น จอห์นนี่ก็ตามผู้หญิงที่เขารักที่สุดไบยังอีกโลกหนึ่ง

กว่า จอห์นนี่ จะได้แต่งงานกับ จูน อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย เขาแต่งงาน-มีลูกมาแล้วก่อนได้พบกับเธอ นั่นเป็นปัญหาหนึ่ง แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าก็คือเรื่องความประพฤติที่ไม่เป็นโล้เป็นพายและเรื่องติดยาซึ่ง จูน รับไม่ได้เลย

จูน คาร์เตอร์ มีลูกสาวสองคนมาก่อนแล้วเช่นเดียวกับ จอห์นนี่ เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง จริงจังกับชีวิตและมองโลกในแง่ของความเป็นจริงมากๆ เธอรักจอห์นนี่ มาก ไม่ใช่ไม่รัก แต่เธอไม่ยอมรับคำขอแต่งงานของ จอห์นนี่ เพราะมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองร่วมกับเขา

ส่วน จอห์นนี่ นั้น รัก จูนมากอย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับเขา จูน คือหลักยึดเหนี่ยว เธอคือแรงบันดาลใจทำให้เขาพยายามใช้ชีวิตอยู่กับร่องกับรอย เธอช่วยให้เขาเดินไปตามทางที่เหมาะควร ไม่เฉไฉออกนอกลู่นอกทางอีก

จอห์นนี่ ขอ จูน แต่งงานบนเวทีคอนเสิร์ต ฝ่ายหญิงตอบตกลงหลังจากปฏิเสธมาแล้วเป็นสิบๆ ครั้ง ฉันคิดว่าเพราะประโยคที่ จอห์นนี่ บอกว่าเธอคือ "เพื่อนที่ดีที่สุด" ของเขา ทำให้เธอตัดสินใจได้

หนังจบแล้ว ฉันคิดในใจว่า นี่แหละคือความรักจากผู้ชายสักคนที่ฉันอยากได้ ไม่ต้องให้ฉันเป็นโลกทั้งโลกของเขาก็ได้ แต่ฉันอยากเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา เป็นคนที่เขามั่นใจว่า เมื่อมีปัญหา ฉันคือคนที่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เพราะหากมีใครสักคนรักเราได้อย่างนี้ มันไม่ใช่เป็นเพียงความรัก แต่มีทั้งความศรัทธาและไว้เนื้อเชื่อใจกันรวมอยู่ด้วย

ในชีวิตฉัน เห็นคู่แต่งงานหรือคู่รักที่เป็นอย่างนี้น้อยมาก แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย แล้วทุกครั้งที่เห็น ก็ทำให้รู้สึกดีๆ เสมอ

หากสักวันหนึ่ง ฉันได้เป็น "จูน" ของใครสักคน คงต้องถือว่าตัวเองโชคดีนัก.






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M