สบายใจ หลวงพระบาง
สะบายดี หลวงพระบางคือหนังที่ฉันเลือกดูเมื่อวันก่อนกับรุ่นพี่แทน Sex and the City และ The Other Boleyn Girl
และนี่คือเหตุผลของฉัน
พี่สาวที่ไปด้วยกำลังพยายามทำแฮตทริคหนังของน้องอนันดา เพราะก่อนหน้านี้เธอได้ดู “เมโมรี่ รัก…หลอน” และ The Leap Years ไปแล้ว เรื่องของเรื่องคือพี่เขาต้องทำงาน ต้องเขียนคอลัมน์วิจารณ์หนังแถมยังจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับหนังกับเพลง จึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดู (ดูหนังนะ ไม่ใช่ดูน้องอนันดา แม้ว่าน้องจะน่าดูจริงๆ)
สะบายดี หลวงพระบางเป็นหนังลาวนะคะ ถึงจะมีอนันดาเป็นพระเอก แต่น้องเขาก็เป็นลูกครึ่งลาวที่มาโตเมืองไทยและได้เป็นดาราดังของไทย จากหนัง 3 เรื่องของอนันดาที่ออกมาในตอนนี้ พี่สาวทำท่าพอใจเรื่องนี้ที่สุด บอกว่าน้องเล่นดีกว่าเรื่องอื่น อาจจะเป็นเพราะเล่นเป็นตัวเองที่สุด (ตกลงชมหรือเปล่าคะพี่?) ฉันว่าน้องเขาก็พยายามอยู่นะ อย่างฉากที่พระเอกไปเจอบ้านปู่บ้านย่าแล้วตัวเองก็นั่งน้ำตาคลอกกลางพิธีบายศรีสู่ขวัญ ที่จริงแล้วบทมันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นเท่าไหร่ ฉันก็ได้แต่เพลินกับขนตายาวๆ และนิ้วเรียวสวยของน้องไปเรื่อย
ฉันรู้สึกว่าบทหนังทั้งเรื่องหลวมและรวบรัดไปหน่อย แม้จะพยายามมีปมนั้นปมนี้ให้คอยตาม แต่พอถึงตอนท้ายก็ทิ้งไปซะดื้อๆ (ฉันยังข้องใจนิดหน่อยว่าตกลง พระเอกจะพัฒนาการถ่ายภาพที่ไม่ “ลึก” ของตัวเองได้ไหม?) แล้วก็ให้เวลากับการนำเที่ยวมากไป แต่โดยรวมๆ แล้วหนังก็น่ารัก น่าเอ็นดู ไม่หวือหวา เหมือนดูสารคดีนำเที่ยวและเยี่ยมชมวัฒนธรรมลาวแบบมีพระเอกนางเอก แล้วความใสซื่อของผู้คนกับธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่มากทำให้ดูไปได้เรื่อยๆ (แอบรู้สึกอิจฉานิดหน่อยที่เห็นรถทัวร์ที่ลาวหน้าตาดีกว่าของเราเยอะ) ยังมีเจ้าเด็กขายของตัวแสบที่ขโมยซีนได้ทั้งเรื่อง แล้วก็ทำให้คนดูไม่เบื่อ ส่วนน้องคำลี่ที่เล่นเป็นนางเอกก็น่ารัก หน้าตาสวยใสกำลังดี แล้วก็ดูมีเสน่ห์แบบเป็นธรรมชาติ เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไม่เชยหรือเปรี้ยวจนเกินไป ฉันยังคิดอยู่ว่าฉากที่ให้น้องคำลี่ “แต่งสวย” จนพระเอกตะลึงนั้นมันมากเกินไป ทั้งเสื้อสีแดงแล้วก็การแต่งหน้าแต่งตาเข้ม แต่ก็อนุโลมให้ล่ะ เพราะในบทบอกว่ากำลังจะไปงานเลี้ยง
หนังหักมุมเล็กน้อยตอนจบ แต่ก็เป็นมุกที่น่ารัก ฉันชอบฉากที่พระเอกไปยืนทำหน้าเด๋ออยู่หน้ากระจกชั่ววินาทีก่อนจะรู้ตัวว่าสาวเจ้าก็มีใจให้ ดูแล้วขำกว่าตอนที่น้องเขาไป (พยายาม) เต้นท่าบัดสลบในงานแต่งงานของเพื่อนนางเอกเสียอีก
ฉันไม่แน่ใจนักว่าคนไทยจะชอบหนังเรื่องนี้ไหม เพราะเป็นหนังใสๆ ซื่อๆ เหมือนนิทานเด็ก แถมยังเป็นหนังรักที่ไม่มีบทรักเลย ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพระเอกเคยจับมือนางเอกหรือเปล่า (น้องคนหนึ่งถามว่า ตกลงมันไปรักกันตอนไหน?) แต่อาจจะเป็นเพราะอย่างนี้กระมังที่ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ เพราะนานๆ จะได้ดูหนังที่ “สะอาด” ขนาดนี้ แล้วก็ไม่ต้องมีใครต่อใครมายืนดูดปากกันหรือไล่ฟัดกันนัวเนียเพื่อแสดงว่า “เรารักกัน”
ในยุคสมัยที่ละครทีวีมีแต่พระเอกหื่น จ้องแต่จะปล้ำนางเอกกันอุตลุด แล้วก็มีสิ่งพิมพ์ขายนมขายก้นดาราเต็มแผงหนังสือไปหมด การได้พักสมองจากสิ่งที่ส่อนัยทางเพศที่แวดล้อมตัวเราอย่างหนาแน่นอย่างทุกวันนี้จึงเหมือนการพักผ่อนที่แสนดี.
http://www.sabaideemovie.com/


