Tweatypup’s Nicknacks

October 17, 2008

หนึ่งเดือนกับเด็กหญิงไม่ซื้อ

ฉันมีนิสัยเสียคือชอบอ่านหนังสือทีละหลายๆ เล่ม และในบรรดาหนังสือที่กำลังอ่านค้างคา ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะอ่านเล่มนี้จบก่อน เพราะยังมีเล่มอื่นๆ ที่ฉัน(คิดว่า)อยากอ่านมากกว่า แต่เมื่อต้องรอเพื่อนนานเกินคาดในเย็นวันหนึ่ง หนังสือเล่มนี้จึงถูกฉันพิชิตถึงหน้าสุดท้ายจนได้

Buy Nothing Month cover

Buy Nothing Month หรือ "หนึ่งเดือนกับเด็กหญิงไม่ซื้อ" คือชื่อของหนังสือน่ารักเล่มนี้ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่านี่จะเป็นหนังสือที่มีประเด็นเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะรูปเล่มน่ารัก ถูกใจทั้งวัยรุ่นและวัยไม่รุ่น ซึ่งฉันว่าดีแล้ว เพราะจะได้ดึงดูดใจคนอ่านในวัยที่ยังมีแรงและเวลามากพอจะทำอะไรๆ ให้โลกใบนี้ได้อีกเยอะ ฉันว่ามูลนิธิโลกสีเขียวที่เป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เดินมาถูกทางแล้วล่ะ เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำหนังสือแนวนี้ให้เรียบร้อยเคร่งขรึม ชวนให้วางทิ้งไว้บนหิ้งมากกว่าจะหยิบลงมาอ่าน หรือแค่เห็นหน้าปกก็หาวสามครั้งติดกันเสียแล้ว

"ออย" คือสาวน้อยที่รับบทเป็นหนูทดลองต่อต้านลัทธิบริโภคนิยมเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม (ถ้าอยากรู้ว่าลัทธินี้มีผลต่อสภาพแวดล้อมของโลกอย่างไร ต้องไปอ่านดู) ออยไม่ใช่ฮีโร่ เป็นแค่เด็กผู้หญิงที่อยากลองดูว่า เด็กวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งจะสามารถช่วยโลกนี้ได้บ้างหรือไม่ เรื่องราวของออยไม่ใช่การผจญภัย ลับสมองกับปริศนายากๆ หรือต้องสืบสวนล้วงลึกไปถึงไหน แต่เป็นแค่บันทึกชีวิตประจำวันของวัยรุ่นที่เราสามารถอ่านไป ขำไปกับความจริงใจของคนเขียน และที่สำคัญ ออยช่วยทำให้ฉันมองเห็นว่าโลกของวัยรุ่นวันนี้เป็นอย่างไร และเข้าใจพวกเขามากขึ้น

ฉันนั้นเลยวัยแรกรุ่นมานาน แล้วสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น บ้านเมืองก็ไม่มีแสงสีเสียงล่อตาล่อใจทุกห้าก้าวเหมือนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ แต่ฉันก็ยังจำได้ว่าความอยากได้อยากมีตามประสาเด็กนั้นเป็นอย่างไร และการข่มความอยากแบบเด็กๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ออยเองก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่อย่างน้อย ออยก็พยายามล่ะนะ

ไปๆ มาๆ ฉันว่าคนที่เป็นพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์น่าจะลองอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วย เพราะอย่างที่ฉันบอกไว้ว่าหนูออยช่วยสะท้อนภาพชีวิตของวัยรุ่นในยุคบริโภคนิยมให้เราได้เห็น ได้เข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้ว เราก็จะสอนเขาได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้เขาคิดได้ถูกทาง ไม่ใช่แค่สั่งให้ทำตามกับท่องจำเท่านั้น.

Buy Nothing Month/ ออย เขียน/ มูลนิธิโลกสีเขียวจัดพิมพ์/ 168 หน้า/ 180 บาท

June 4, 2008

The Secret of the Secret

Filed under: Read

ฉันเพิ่งอ่านหนังสือจบไปหนึ่งเล่มชื่อ The Secret of the Secret ซึ่งเป็นงานเขียนอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากหนังสือดังเรื่อง The Secret

หนังสือเล่มนี้น่าอ่านไหม? ถ้าพูดถึงเนื้อหา บอกได้ว่าน่าอ่านทีเดียว แต่ฉันคงต้องเตือนกันก่อนตามตรงว่า ฉบับแปลของหนังสือเล่มนี้อ่านยาก กว่าครึ่งของตัวหนังสือบนหน้ากระดาษทำให้ฉันมึนได้บ่อยๆ เพราะต้องอ่านแบบแปลไทยเป็นไทย ฉันไม่อยากว่าคนแปลหรอกนะ เพราะนี่เป็นหนังสือที่แปลยากทีเดียว แม้จะไม่ใช่หนังสือวิชาการเต็มตัว แต่ก็เต็มไปด้วยการอ้างอิงคำพูดและแนวคิดของคนมากมายที่เราไม่รู้จัก อย่าว่าแต่จะเข้าใจงานของเขาเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งเลย งานแปลอย่างนี้ต้องอาศัยการค้นคว้าเยอะและบก.ของเล่มก็ต้องช่วยนักแปลด้วย

ฉันเคยอ่าน The Secret เหมือนกัน แต่อ่านไม่จบ ไม่ครบถ้วนทุกหน้าเพราะไม่มีความอดทนและมองไม่เห็นว่าทำไมตัวเองจะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันยังรู้สึก "ไม่เก็ท" สิ่งที่หนังสือพยายามจะบอก ไม่รู้สินะ อาจจะเป็นเพราะฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยศรัทธาอะไรง่ายๆ และไม่ศรัทธาการได้อะไรมาแบบง่ายๆ หรือบางทีฉันอาจจะโง่เกินไป ดื้อเกินไป ขี้สงสัยเกินไปและมองโลกในแง่ร้ายเกินไป หนังสือที่ใครๆ เป็นปลื้มกันนักหนาทั้งคนดังและไม่ดังจึงถูกฉันเมินไปเสียเฉยๆ

อาจจะเป็นด้วยเหตุผลทั้งหมดนั้นที่ the Secret of the Secret ดึงดูดฉัน อือม์…หรือมันจะเป็นไปตามกฎแห่งการดึงดูดใน The Secret ที่บอกว่าสิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดซึ่งกันและกัน เพราะฉันไม่เชื่อสิ่งที่ The Secret กำลังพร่ำบอก เช่นเดียวกับที่ The Secret of the Secret บอกเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรคิดให้ดีก่อนจะเชื่อสิ่งที่หนังสือเล่มนั้นกำลังบอก

แต่ฉันก็เข้าใจนะว่าทำไมคนมากมายถึงปลื้มกับหนังสือ The Secret (ได้ข่าวว่ามีคนสั่งดีวีดีเข้ามาขายแล้วด้วย) เพราะหนังสือพูดถึงสิ่งที่เราส่วนใหญ่ปรารถนาจะได้มาและมีคำตอบในแบบที่เราอยากฟังและไม่ยากเกินความเข้าใจ

ถึงอย่างไร ฉันว่า คนที่ชอบ The Secret มากๆ ก็น่าจะลองอ่าน The Secret of the Secret ดูนะ จะได้ลองดูความคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง เป็นการรับรู้ข้อมูลหลายๆ ด้าน เผื่อว่าเราจะได้เห็นสิ่งที่อาจมองข้ามไป หรืออาจจะได้มุมมองใหม่เอี่ยมไปเลยก็ได้

สำหรับฉันในตอนนี้ หมอนและที่นอนกำลังดึงดูดใจฉันมากๆ จนคิดว่าน่าจะทำตามแรงดึงดูดนั้นดีกว่า.

November 9, 2007

Blognapped from นวพล

Filed under: Read

ที่จริงว่าจะเขียนเรื่อง Blackle ต่อสักหน่อย แต่บังเอิญแวะไปเยี่ยมบล็อกของ นวพล และพบเรื่องสุดยอดเซอร์เรียลของประเทศนี้เข้า เลยขอลอกมาหน่อยนึง

"คุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดกิจกรรมร่วมใจร้องเพลงพ่อแห่งแผ่นดิน ภายใต้ชื่อ "80 ชั่วโมงร่วมด้วยช่วยร้องเพลงพ่อแห่งแผ่นดิน" ว่า กิจกรรมดังกล่าวเริ่มจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พ.ย.นี้ บริเวณสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือ หัวลำโพง ซึ่งเป็นการร้องเพลงมาราธอนยาวนานถึง 80 ชั่วโมงไม่มีการหยุดพัก ตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 12 พ.ย. นี้ เป็นเวลา 3 วัน 18 ชั่วโมง รวม 1,400 รอบ"

เอ่อ…

October 5, 2007

ทำไมต้องฉีกทุเรียน?

ข่าวในหน้าบันเทิงของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งผ่านตาไป เนื้อหาพูดถึงเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลงใหม่จากอัลบั้มใหม่ของมาช่าในทำนองว่า นักร้องสาวเปลี่ยนลุคใหม่เปรี้ยวจี๊ดและเซ็กซี่ พร้อมด้วยท่าเต้นยั่วยวน มีทีเด็ดอยู่ที่ท่า "ฉีกทุเรียน" แถมยังบอกว่าเป็นทุเรียนผลใหญ่เสียด้วย

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ฉันอ่านแล้วสะดุ้ง รีบพลิกดูหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ เพราะนึกว่าไปหยิบหนังสือประเภทเม้าดารา เน้นถ่ายนม ถ่ายก้น ถ่ายขนจั๊กกะแร้คนดังเป็นหลักมาอ่าน เอ…ก็ไม่ใช่นี่หว่า แม้จะเป็นหนังสือพิมพ์หัวสีที่ชาวบ้านชอบอ่าน (ฉันก็ชอบ) แต่มันก็คือหนังสือพิมพ์ธรรมดาๆ ที่เสนอข่าวหลายประเภททั่วๆ ไป ซึ่งฉันไม่เคยนึก ไม่เคยฝันเลยว่าจะกล้าใช้คำที่เป็นภาษาปากระดับล่างขนาดนี้ได้

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตัดสินใจเลือกใช้คำนี้ในการเขียนข่าว แต่ไม่ว่าจะเป็นพีอาร์ที่ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ไปตามสื่อต่างๆ หรือเป็นตัวนักข่าวเอง ก็ต้องบอกว่าเป็นรสนิยมที่แย่มาก แล้วอย่ามาอ้างว่าไม่รู้ว่าความหายแฝงของวลีนี้คืออะไร ซึ่งฉันคิดว่าก็เพราะไอ้ความหมายแฝงนี่แหละ ถึงได้นำวลีนี้มาใช้กับท่าเต้นเจ้าปัญหานั่น ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการย่อตัวลงไปจนเกือบๆ จะเป็นการนั่ง แล้วก็มีการฉีกต้นขาออกจากกัน เป็นท่าที่เราเห็นบ่อยในมิวสิควิดีโอเพลงฝรั่งที่ขายความเซ็กซี่ของนักร้องหรือแดนเซอร์ 

ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เห็นถึงปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของคนเขียนหนังสือสมัยนี้ นอกจากรสนิยมจะไม่ค่อยดีแล้ว ยังแยก "ชั้น" ของคำไม่ออก หลายครั้งที่เขาหรือเธอไม่รู้ว่าควรจะใช้คำอย่างไรจึงจะเหมาะสม ดูไม่ "ต่ำ" หรือ "ถ่อย" จนเกินงาม

แล้วอย่ามาบอกเลยว่า ทีหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ขายข่าวคาวของดาราเขาก็ใช้กันเยอะแยะ ไม่เห็นมีใครด่า (แน่ใจ?) ฉันว่ามันคนละอย่างกัน เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันหยิบหนังสือแบบนั้น ฉันก็ต้องรู้ว่าจะเจอข้อเขียนแบบไหน ใช้ถ้อยคำบ่งบอกรสนิยมและสติปัญญาประมาณใด

ฉันไม่ได้ซีเรียสขนาดเขียนคำหยาบระดับอ่อนๆ ลงหนังสือไม่ได้ ตราบเท่าที่มันมีบริบทที่เหมาะสมหรือมีความจำเป็น เช่น เป็นบทสนทนาของตัวละคร หรือเป็นการยกหรืออ้างคำพูดที่เกิดขึ้นจริง พอให้นึกภาพสถานการณ์ออก และฉันก็พอจะเข้าใจ ว่าในหน้าบันเทิง มันก็ต้องทำให้หวือหวามีสีสัน แต่ต้องไม่ลืมภาพรวมของหนังสือตัวเองด้วย 

อีกอย่างก็คือ คนเขาก็ต้องจ่ายสตางค์ซื้อหาหนังสือของคุณเพื่อมาอ่าน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบให้มีถ้อยคำไร้ความสุนทรีย์มาปรากฏต่อสายตาและสมองของเขาโดยไม่ทันตั้งตัวและไม่มีเหตุอันควร

เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของฉันพูดประชดว่า ก็ลงถ้าเขียนได้ขนาดนั้น ทำไมไม่เขียนไปเสียเลยล่ะว่า ท่าเต้น "แหวก-อย(สัตว์น้ำชนิดหนึ่งมีเปลือกแข็งหุ้ม ไม่มีกระดูกสันหลัง)" จะได้ถ่อยเถื่อนสะใจกันไปข้างนึง

ส่วนฉันคิดในใจว่า ถ้าวันไหน สื่อสิ่งพิมพ์บ้านเราเขียนหนังสืออย่างนี้กันหมด ฉันคงต้องขอไปอ่านหนังสือภาษาอื่นดีกว่า

November 30, 2006

The Ballad of the Columnist และสิ่งที่ฉันไม่ชอบ

Filed under: Read

หนังสือเล่มนี้ฉันอ่านจบนานแล้ว…นานมากๆ ด้วย

The Ballad of the Columnist เป็นหนังสือที่ฉันชอบ ใช่-อาจเป็นเพราะฉันมองเห็นบางเสี้ยวของชีวิตตัวเองในนั้น รายละเอียดของชีวิตของคนที่พยายามทำมาหากินด้วยการขายตัวหนังสือหรือทำงานที่เกี่ยวข้องโดยไม่สังกัดค่ายใดแบบนี้ ไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก หนังสือเล่มนี้ช่วยให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นบ้างของอาชีพที่ใครหลายคนอาจจะคิดว่าเท่ ซึ่งพอเอาเข้าจริงแล้ว มันออกไปทาง ‘เท่…แต่ไม่พอรับประทาน’ เสียมากกว่า

ทีนี้ ฉันจะพูดถึงสิ่งที่ฉันไม่ชอบบ้าง ซึ่งคงไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือหรอก

ฉันไม่ชอบคำโปรย(โฆษณา)บนปกว่าเป็น ‘คู่มือแหกคอก!’ ไม่ชอบเลยจริงๆ

ฉันไม่ค่อยเข้าใจนักว่า คนสมัยนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นวัวเป็นควายมากๆ เลยหรืออย่างไร จึงต้องพยายาม "แหกคอก" ให้ใด้ตลอดเวลา ทั้งที่พอเอาเข้าจริงแล้ว คอกที่รู้สึกว่าล้อมรอบตัวอยู่นั้น หน้าตาเป็นอย่างไร ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

และที่แน่ๆ ฉันว่า คนที่หวังจะหาคำตอบสำเร็จรูป และคาดหวังจากหนังสือเล่มนี้มาก คงจะขัดใจ เพราะถ้าอ่านจนจบเล่มแล้ว จะรู้ได้ไม่ยากว่า นี่ไม่ใช่คู่มือหรือมีสูตรอะไรที่จะรับรองผลได้ว่า "ทำตามนี้นะ แล้วคุณจะเป็นนักเขียน(รวยๆ)ได้"

ฉันเคยคุยกับคนใกล้ชิดของคุณอ้วน วิรัตน์-คนเขียนหนังสือเล่มนี้ เธอเล่าให้ฟังว่า เคยมีเด็กนักเรียน/นักศึกษาถามคนเขียนในระหว่างการไป ‘พูด’ ที่ต่างถิ่นว่า ถ้าอ่านเล่มนี้จบแล้วจะเป็นนักเขียนเลยได้ไหม?

ฉันไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นอยากจะกวน teen ใครเล่น หรือแค่ถามซื่อๆ ถามด้วยความอยากรู้จริงๆ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น ฉันว่าไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่แปลกใจนัก เพราะคนสมัยนี้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เวลาจะ "ลงทุน" ทำอะไรสักอย่าง ล้วนคาดหวังว่าจะต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เราและหนุ่มสาวที่ตามหลังเรามากลายเป็นเจนเนอเรชั่นที่อยากรวย-รวย-รวยไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ลองถามดูเถิดว่าจะอยากรวยไปทำไม? มีไม่กี่คนหรอกที่จะให้คำตอบที่เป็นแก่่นสารจริงๆ นอกเสียจากว่าอยากรวย เพราะจะได้ซื้อโน่นซื้อนี่ จะได้ทำอะไรตามใจชอบ หรือเหตุผลที่ตื้นเขินอื่นๆ

นอกจากนี้ บนปกยังมีวงกลมสีแดง ภายในเขียนไว้ว่า ‘Must Read’ ซึ่งครั้งแรกที่เห็น ฉันก็รู้สึกปวดหัวจี๊ด เพราะพาดหัวในทำนองนี้ มันชวนให้มนุษย์ขี้หมั่นไส้จนเข้าเส้นอย่างฉันไม่อยากจะหยิบจับหนังสือเล่มนั้น…อะไรกัน จู่ๆ จะมาสั่งให้เราต้องอ่านนั่นอ่านนี่ ฉันก็เกิดอารมณ์อยากจะลองของขึ้นมาสิ ว่าถ้า(กู)ไม่อ่านแล้วใครจะทำไม? 

บอกตามตรงว่า สำหรับ The Balld of the Columnist นี้ หากไม่มั่นใจว่านักเขียนคนนี้เป็นคนทำงานที่เชื่อมือได้ ฉันก็คงจะแค่พลิกๆ ดูเนื้อในโดยไม่นึกอยากซื้อกลับไปอ่านที่บ้านหรอก เพราะฉะนั้น สิ่งที่ซื้อใจฉันได้และทำให้ฉันยอมจ่ายสตางค์คือชื่อคนเขียนและผลงานของเขา ไม่ใช่เพราะคำ 2 คำในวงกลมสีแดงยิ่งกว่าอั่งเปาวงนั้น ซึ่งฉันไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะคิดอย่างนี้อยู่คนเดียว

ฉันเข้าใจดีว่าทำหนังสือออกมาขายสักเล่ม ก็ต้องหวังอยากให้ขายได้และขายดี การเจาะตลาด-ทำตลาดเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการจัดทำหนังสือให้ดี (หรืออาจจะสำคัญกว่า?) แต่ฉันก็อยากฝากบอกคนที่ทำงานด้านนี้ไว้ด้วยว่า ได้โปรดระมัดระวังวิธีการขายของของคุณด้วย และอย่าเอาการตลาดนำหน้าเสียจนทำให้หนังสือดีๆ ต้องดูด้อยค่าลงไปเลย

เห็นแล้วมันเสียดายน่ะ…นะ…

tweatypup©2006






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M