It takes two to tango. โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าน่าจะพ้องกับสำนวน "ตบมือข้างเดียวไม่ดัง" (ยกเว้นมีมือตบ) ประโยคนี้ฉันเคยได้ยินมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนที่ได้มีโอกาสได้หัดเต้นแทงโก้

อันที่จริงแล้ว การเต้นลีลาศทุกอย่างก็ต้องใช้คู่กันทั้งนั้น สำหรับคนที่ยังเต้นไม่เก่งอย่างฉัน บางเวลาที่ต้องเต้นคนเดียว (เพราะในชั้นเรียนมีคู่ไม่พอ ต้องผลัดกันเข้าคู่) นอกจากจะไม่สนุกแล้ว ยังอาจจะหลงสเต็ปได้ง่ายๆ อีกด้วย
เดือนที่แล้วฉันเรียนจังหวะวอลซ์ ถึงจะไม่ใช่เวียนนิส วอลซ์หรือควิกวอลซ์ แต่ก็ยากพอสมควร เพราะเมื่อเลยสเต็ปเบสิคไปแล้ว คือเรียกว่ามีฟิเกอร์ ก็จะมีการหมุนตัวเปลี่ยนทิศ การย่อขาและยืดตัวเพื่อให้เกิดจังหวะขึ้นและลงที่สวยงามตามแบบการเต้นวอลซ์ที่ดี แล้วฉันก็พบว่าถ้าเราได้คู่ที่เก่งและสามารถนำเราได้บนฟลอร์ เราจะเต้นได้ง่ายมากและสนุกด้วย
ระหว่างพัก ฉันคุยกับเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเริ่มท้อเพราะหัดเท่าไหร่ก็เต้นไม่ได้เนื่องจากเธอหลงทิศตลอด ฉันบอกให้เธอลองเต้นคู่ดูสิ เผื่อว่าจะง่ายขึ้น ลองปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนำแล้วเราตาม มันจะง่ายกว่าจริงๆ
คุณพี่ผู้ชายคนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างแย้งขึ้นมาทันควันด้วยเสียเข้มว่า "คิดอย่างนั้นไม่ได้! เราต้องเต้นเองให้ได้!"
ฉันหันไปมองหน้าแบบงงๆ แล้วก็พยายามอธิบายว่า ฉันหมายถึงว่า ถ้าผู้ชายนำเราได้ เราจะเต้นได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าควรจะทำตัวไม่มีสมอง เต้นตามเขาไปเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ทำไม่ได้ด้วย เพราะถ้าจะตามผู้ชายให้ได้ ผู้หญิงก็ต้องรู้สเต็ป ไม่งั้นก็เหยียบเท้ากันอุตลุดแน่นอน
"คิดอย่างนั้นไม่ได้!" พี่เขายังย้ำประโยคเดิม แถมเสียงเข้มกว่าเดิม "ถ้าผู้ชายนำเราไม่ได้ เราก็ต้องนำเขาให้ได้!"
อ้าว ไปกันใหญ่…ฉันนึกในใจ…นี่ไม่ฟังกรูเลยนี่หว่า…ถึงยังไงมันนำไม่ได้หรอกค่ะ คุณพี่ เพราะต่อให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายนำจริงๆ แล้วผู้ชายก็ตามไปแบบเบลอๆ ไม่รู้ว่าควรจะก้าวเท้าไหน อย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะถูลู่ถูกังกันไปได้รอบฟลอร์แน่นอน เขาถึงได้บอกว่า เวลาเต้น (แทงโก้) มันต้องใช้คนสองคนไงล่ะ ไม่งั้นมันก็เต้นไม่ได้ ไปไม่ออก
ระหว่างที่ฉันนึกในใจอย่างยาวเหยียด คุณพี่ท่านนั้นก็ยังทำหน้าขึงขังพลางพยักหน้าหงึกหงักแสดงความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่ ฉันก็เลยตัดสินใจหุบปาก ไม่พูดสิ่งที่คิดออกมาแล้วหันไปหาเพื่อนและเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะรู้สึกว่าถ้าพูดต่ออาจจะมีการเปลี่ยนจากคลาสส์ลีลาศเป็นคลาสส์มวยไทยได้
คุณพี่ที่ไม่ยอมฟังใครคนนี้ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า เพราะบ้านเมืองเรามีแต่คนที่ไม่ยอมฟังใครแบบนี้มากเกินไปหรือเปล่า มันถึงได้วุ่นวายขายปลาช่อนกันอย่างทุกวันนี้
แล้วฉันก็นึกเล่นๆ ว่า การที่คุณพี่เขาแสดงความเห็นและบีบบังคับให้คนอื่น "ต้องเชื่อ" จนเกือบจะเป็นชนวนชวนทะเลาะกันนั้น มันก็เหมือนกับการที่พี่เขาเริ่มต้นเป็นผู้นำในการเต้นแทงโก้หรือเต้นลีลาศจังหวะอื่นๆ นั่นแหละ ถ้าเราไม่เต้นตามเขา คือไม่ยอมต่อปากต่อคำด้วย การเต้นหรือการทะเลาะก็คงจะไม่บังเกิด แต่ถ้าเราเอาด้วย ไปเต้นกับเขา ต่อปากต่อคำกับเขา ก็คงมีการเต้น (หรือมีมวย) เกิดขึ้น
บ้านเมืองของเราตอนนี้ก็คล้ายๆ กัน ในเมื่อมีฝ่ายหนึ่งเริ่มต้นนำ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งตาม มันก็ต้องเต้นเถิดเทิงเลอะเทอะกันไปไม่รู้จบเป็นธรรมดา ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนิ่งเฉยหรือยอมหยุดสักที สเต็ปการเต้นหรือความวุ่นวายก็คงน้อยลงและน่าจะหมดไปในที่สุด แต่นี่ไม่มีใครยอมหยุดกันเลย จนฉันนึกสงสัยว่านี่เขารักชาติบ้านเมืองกันจริงๆ หรือ? ถ้ารักจริงแล้วทำไมถึงมองไม่เห็นว่าประเทศของเราบอบช้ำไปถึงไหนแล้ว? อย่างคนที่ตัวไปอยู่ไกลแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องแหย่รังแตนเป็นระยะๆ อย่างนี้ก็อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลยว่ารักบ้านรักเมือง ต่อให้อมพระประธานในโบสถ์มาพูด ฉันก็ไม่เชื่อ
ความรู้สึกของฉันในตอนนี้คือไม่ว่าใครจะพูดให้ตัวเองสวยหรูดูดีอย่างไร สุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็คิดถึงแต่ตัวเองและความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ของตัวเองทั้งนั้น ดึงดันจะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างใจตัว ไม่มีใครคิดถึงว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยอยากได้อะไร อยากมีอะไร หรืออยากเป็นอะไร
ช่างเห็นแก่ตัวกันเหลือเกิน.