Tweatypup’s Nicknacks

March 22, 2009

คิดจากความตาย

วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง

เพื่อนตายตั้งแต่วันพุธที่แล้ว เป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยพบกันแบบตัวเป็นๆ และตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว

ฉันกับ ทริเชีย เจอกันในโลกไซเบอร์…บนเว็บบอร์ดที่พูดคุยกันถึงดาราคนโปรดของเรา "แก๊ง" ของเรามีสมาชิกจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสาวอเมริกันและแคนาดา

ทริเชีย อายุมากกว่าฉันนิดหน่อย เป็นคุณแม่ลูกสอง (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นสาวอเมริกันทางใต้ที่ขี้เล่นและฉลาด เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง (เธอหย่าจากสามีโดยเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกฝ่าย) เป็นสาวติสท์ตัวจริง เธอทำงานด้านออกแบบและงานเธอสวยงามต้องรสนิยมฉันมาก ตอนหลังฉันถึงพบว่าเรามีศิลปินคนโปรดคนเดียวกันคือ แอร์เต้ (Erte)

ทริเชีย ยังเป็นนักเขียนที่เก่ง นิยายที่เธอเขียนโดยใช้บุคลิกของดาราขวัญใจของเราเป็นต้นแบบของบุคลิกพระเอกนั้นน่าทึ่ง ฉันอ่านไปก็นึกภาพออกเลยว่า "พี่จอห์น" ของพวกเราต้องพูดแบบนี้ในสถานการณ์อย่างนี้แน่ๆ คงไม่ต้องบอกว่าเพื่อนฝูงในแก๊งจะติด "นิยาย" ของ ทริเชีย กันงอมแงมขนาดไหน 

หลังๆ เราไม่ค่อยได้คุยกันนักเพราะฉันมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานและชีวิต จะมีทักทายกันผ่านบล็อกเป็นครั้งคราวหรือคุยกันเมื่อ "พี่จอห์น" มีหนังใหม่เข้าฉายในโรง แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวที่น่าตกใจขนาดนี้จากเพื่อนในโลกไซเบอร์อีกคนหนึ่งที่อยู่ในแก๊งเดียวกัน

แน่นอนว่าฉันเสียใจที่ ทริเชีย ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร และนึกโกรธที่ลูกๆ ของเธอสูญเสียแม่อย่างไม่ยุติธรรม เพราะทริเชียล้ม หัวฟาดพื้นในระหว่างทำงาน แต่ออฟฟิศของเธอปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ

ทว่า การตายของ ทริเชีย ก็ทำให้ฉันกลับมาคิดถึงความหมายชีวิตและการใช้ชีวิตอีกครั้ง

คิด…ว่าเราควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่อย่างไร คิด…ว่าเราไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไปล้ว คิด…ว่าเราไม่ควรละเลยการบอกรักคนที่เรารักและบอกขอบคุณคนที่มีน้ำใจกับเรา เพราะใครจะไปรู้ว่าวันสุดท้ายของแต่ละคนนั้นคือวันไหน?

ชีวิตคนเรานี้ช่างเปราะบางและแสนสั้นจริงๆ

October 26, 2008

It takes two to tango.

It takes two to tango. โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าน่าจะพ้องกับสำนวน "ตบมือข้างเดียวไม่ดัง" (ยกเว้นมีมือตบ) ประโยคนี้ฉันเคยได้ยินมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนที่ได้มีโอกาสได้หัดเต้นแทงโก้

อันที่จริงแล้ว การเต้นลีลาศทุกอย่างก็ต้องใช้คู่กันทั้งนั้น สำหรับคนที่ยังเต้นไม่เก่งอย่างฉัน บางเวลาที่ต้องเต้นคนเดียว (เพราะในชั้นเรียนมีคู่ไม่พอ ต้องผลัดกันเข้าคู่) นอกจากจะไม่สนุกแล้ว ยังอาจจะหลงสเต็ปได้ง่ายๆ อีกด้วย

เดือนที่แล้วฉันเรียนจังหวะวอลซ์ ถึงจะไม่ใช่เวียนนิส วอลซ์หรือควิกวอลซ์ แต่ก็ยากพอสมควร เพราะเมื่อเลยสเต็ปเบสิคไปแล้ว คือเรียกว่ามีฟิเกอร์ ก็จะมีการหมุนตัวเปลี่ยนทิศ การย่อขาและยืดตัวเพื่อให้เกิดจังหวะขึ้นและลงที่สวยงามตามแบบการเต้นวอลซ์ที่ดี แล้วฉันก็พบว่าถ้าเราได้คู่ที่เก่งและสามารถนำเราได้บนฟลอร์ เราจะเต้นได้ง่ายมากและสนุกด้วย

ระหว่างพัก ฉันคุยกับเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเริ่มท้อเพราะหัดเท่าไหร่ก็เต้นไม่ได้เนื่องจากเธอหลงทิศตลอด ฉันบอกให้เธอลองเต้นคู่ดูสิ เผื่อว่าจะง่ายขึ้น ลองปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนำแล้วเราตาม มันจะง่ายกว่าจริงๆ

คุณพี่ผู้ชายคนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างแย้งขึ้นมาทันควันด้วยเสียเข้มว่า "คิดอย่างนั้นไม่ได้! เราต้องเต้นเองให้ได้!"

ฉันหันไปมองหน้าแบบงงๆ แล้วก็พยายามอธิบายว่า ฉันหมายถึงว่า ถ้าผู้ชายนำเราได้ เราจะเต้นได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าควรจะทำตัวไม่มีสมอง เต้นตามเขาไปเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ทำไม่ได้ด้วย เพราะถ้าจะตามผู้ชายให้ได้ ผู้หญิงก็ต้องรู้สเต็ป ไม่งั้นก็เหยียบเท้ากันอุตลุดแน่นอน

"คิดอย่างนั้นไม่ได้!" พี่เขายังย้ำประโยคเดิม แถมเสียงเข้มกว่าเดิม "ถ้าผู้ชายนำเราไม่ได้ เราก็ต้องนำเขาให้ได้!"

อ้าว ไปกันใหญ่…ฉันนึกในใจ…นี่ไม่ฟังกรูเลยนี่หว่า…ถึงยังไงมันนำไม่ได้หรอกค่ะ คุณพี่ เพราะต่อให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายนำจริงๆ แล้วผู้ชายก็ตามไปแบบเบลอๆ ไม่รู้ว่าควรจะก้าวเท้าไหน อย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะถูลู่ถูกังกันไปได้รอบฟลอร์แน่นอน เขาถึงได้บอกว่า เวลาเต้น (แทงโก้) มันต้องใช้คนสองคนไงล่ะ ไม่งั้นมันก็เต้นไม่ได้ ไปไม่ออก

ระหว่างที่ฉันนึกในใจอย่างยาวเหยียด คุณพี่ท่านนั้นก็ยังทำหน้าขึงขังพลางพยักหน้าหงึกหงักแสดงความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่ ฉันก็เลยตัดสินใจหุบปาก ไม่พูดสิ่งที่คิดออกมาแล้วหันไปหาเพื่อนและเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะรู้สึกว่าถ้าพูดต่ออาจจะมีการเปลี่ยนจากคลาสส์ลีลาศเป็นคลาสส์มวยไทยได้

คุณพี่ที่ไม่ยอมฟังใครคนนี้ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า เพราะบ้านเมืองเรามีแต่คนที่ไม่ยอมฟังใครแบบนี้มากเกินไปหรือเปล่า มันถึงได้วุ่นวายขายปลาช่อนกันอย่างทุกวันนี้

แล้วฉันก็นึกเล่นๆ ว่า การที่คุณพี่เขาแสดงความเห็นและบีบบังคับให้คนอื่น "ต้องเชื่อ" จนเกือบจะเป็นชนวนชวนทะเลาะกันนั้น มันก็เหมือนกับการที่พี่เขาเริ่มต้นเป็นผู้นำในการเต้นแทงโก้หรือเต้นลีลาศจังหวะอื่นๆ นั่นแหละ ถ้าเราไม่เต้นตามเขา คือไม่ยอมต่อปากต่อคำด้วย การเต้นหรือการทะเลาะก็คงจะไม่บังเกิด แต่ถ้าเราเอาด้วย ไปเต้นกับเขา ต่อปากต่อคำกับเขา ก็คงมีการเต้น (หรือมีมวย) เกิดขึ้น

บ้านเมืองของเราตอนนี้ก็คล้ายๆ กัน ในเมื่อมีฝ่ายหนึ่งเริ่มต้นนำ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งตาม มันก็ต้องเต้นเถิดเทิงเลอะเทอะกันไปไม่รู้จบเป็นธรรมดา ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนิ่งเฉยหรือยอมหยุดสักที สเต็ปการเต้นหรือความวุ่นวายก็คงน้อยลงและน่าจะหมดไปในที่สุด แต่นี่ไม่มีใครยอมหยุดกันเลย จนฉันนึกสงสัยว่านี่เขารักชาติบ้านเมืองกันจริงๆ หรือ? ถ้ารักจริงแล้วทำไมถึงมองไม่เห็นว่าประเทศของเราบอบช้ำไปถึงไหนแล้ว? อย่างคนที่ตัวไปอยู่ไกลแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องแหย่รังแตนเป็นระยะๆ อย่างนี้ก็อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลยว่ารักบ้านรักเมือง ต่อให้อมพระประธานในโบสถ์มาพูด ฉันก็ไม่เชื่อ

ความรู้สึกของฉันในตอนนี้คือไม่ว่าใครจะพูดให้ตัวเองสวยหรูดูดีอย่างไร สุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็คิดถึงแต่ตัวเองและความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ของตัวเองทั้งนั้น ดึงดันจะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างใจตัว ไม่มีใครคิดถึงว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยอยากได้อะไร อยากมีอะไร หรืออยากเป็นอะไร

ช่างเห็นแก่ตัวกันเหลือเกิน.

January 12, 2008

วิบากกรรมของฟรีแลนซ์ : ลูกค้าอีโก้จัด (2)

มาว่ากันต่อเรื่องลูกค้าอีโก้จัด แต่คราวนี้เป็นอีโก้ของ "ลูกค้าของลูกค้า"

ลูกค้าอีกรายหนึ่งโทรมา ต้องการให้ฉันแปลงานสั้นๆ สักสองชิ้น จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ไอ้ฉันก็ชุ่ยเอง (หรืออาจจะเบลอในตอนนั้น) คิดว่าเป็นแค่งานแปลแบบสรุปไอเดียเพื่อให้ลูกค้านำไปเสนอ "คุณลูกค้าของลูกค้า" ว่าได้เขียนอะไรไปบ้าง เพราะคุณลูกค้าของลูกค้าไม่ใช่คนไทย ก็เลยรับปาก

กลายเป็นว่า ลูกค้าต้องการให้ฉันแปลงานให้ออกมาสวยงาม เร้าอารมณ์ ใช้ออกงานสาธารณะ เป็นหน้าเป็นตาของบริษัทผู้ว่าจ้างได้ด้วย

ฉันนึกในใจว่าซวยแล้ว แล้วก็เขกหัวตัวเองที่ไม่รู้จักเคลียร์ให้ชัดตั้งแต่แรก งานอย่างนี้ฉันไม่ค่อยอยากรับทำ เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะมีปัญญาทำให้ดีได้ แต่ก็รับงานมาแล้ว ยังไงก็ต้องกัดฟันทำให้เสร็จ

ชิ้นแรก ฉันแปลให้ไปสองรอบ มีการแก้ไขบ้าง แล้วก็ผ่านไปด้วยดี แต่พอมาชิ้นที่ 2 ดูเหมือนว่าคุณลูกค้าของลูกค้าจะไม่พอใจอย่างมาก เพราะหลังจากส่งงานที่แก้รอบสองไป ลูกค้าก็โทรบอกฉันว่า คุณลูกค้าของลูกค้าได้ตัดสินใจจะไม่ใช้งานที่ฉันแปลไป แต่เขียนขึ้นเองใหม่หมด ปัญหาก็คือ คุณลูกค้าของลูกค้าเองก็ไม่มั่นใจเรื่องไวยากรณ์นัก (เพราะไม่ใช่ฝรั่ง) จึงอยากให้ลูกค้าหาคนมาช่วยเช็คให้หน่อย ลูกค้าของฉันน่ารักมาก ย้ำว่าไม่ต้องห่วงเรื่องค่าจ้าง ยังไงก็ต้องจ่าย เพราะถือว่าเราทำงานไปแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเอาไปใช้เอง

ตอนแรกที่ฉันเห็นโน้ตแสดงความเห็นของคุณลูกค้าของลูกค้า ฉันตกใจมาก เพราะน้ำเสียงที่ตำหนินั้นรุนแรงทีเดียว หลักๆ คือบอกว่างานไม่ดี ใช้ศัพท์และไวยากรณ์ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้ฉันใจฝ่อและเสียความมั่นใจไปเลย

ฉันจึงดาวน์โหลดไฟล์งานที่ลูกค้าบอกว่าคุณลูกค้าของลูกค้าได้เขียนมาใหม่หมด และเตรียมกดโทรศัพท์หาเพื่อนรุ่นน้องที่เชี่ยวชำนาญการด้านภาษาอังกฤษมากกว่าฉัน เพราะเธอทั้งเรียนทั้งทำงานอยู่ต่างแดนในสหรัฐฯ ตั้งหลายปี แถมตอนนี้ก็ทำงานให้แมกกาซีนภาษาอังกฤษด้วย

โหลดไฟล์เสร็จแล้ว เปิดออกอ่าน ฉันเกือบหัวเราะ มันเป็นความรู้สึกทั้งขำทั้งโมโหปนกับอ่อนใจ เพราะงานที่ฉันได้รับการบอกกล่าวมาว่าเป็นการเขียนใหม่นั้นไม่ได้ใหม่เลย เป็นการหยิบงานที่ฉันแปลให้มาตัดทอนบางส่วนออก สลับคำและประโยค แถมยังไปจิ๊กเอาคำในงานแปลรอบแรกกลับมาใช้ด้วย

ฉันนึกในใจว่า "ไหนมรึงว่างานกรูไม่ดี แต่เจือกเอามาใช้ทำไมเนี่ย?"

ฉันอ่านดูคร่าวๆ กะได้ว่ามีการเพิ่มศัพท์ใหม่มาแค่ 2-3 คำ ซึ่งฉันต้องบอกว่าทำให้งานออกมาดูพิลึกกึกกือหนักเข้าไปอีก เพราะถึงแม้รูปประโยคจะถูกไวยากรณ์เป๊ะ แต่คำที่คุณลูกค้าของลูกค้าเลือกใช้นั้น เป็นคำที่ชาวบ้านเขาไม่พูดกัน พูดง่ายๆ ว่ามันไม่ใช่ภาษาคน แต่เป็นภาษาที่เหมือนคนเปิดดิคฯ สองภาษาแล้วหยิบเอามาเขียน เหมือนเวลามีคนแปลเมนู "ไข่กวน/ไข่คน" ว่า "Stired Egg" แทนที่จะเป็น "Scrambled Egg" อะไรทำนองนั้น

ฉันโทรหาเพื่อนรุ่นน้อง อ่านบางประโยคที่คิดว่าควรแก้ให้เธอฟังเพื่อขอคำแนะนำ น้องฟังแล้วก็ทำเสียงอ่อนใจก่อนจะไล่แก้ให้ทีละประโยค หลังจากนั้นฉันก็ส่งงานกลับไปโดยแอบกระซิบฝากไปกับงานด้วยว่า "จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของมรึง"

แล้วอีกงานก็ผ่านไปอย่างไม่แฮปปี้นัก แต่ฉันว่ามันก็เป็นบทเรียนที่ดี อย่างแรกเลยคืออย่าตื่นตูมไปกับคำตำหนิของลูกค้า และอย่าคิดว่าลูกค้ารู้ทุกอย่าง (นั่นสินะ ถ้าอีเก่งขนาดนั้น ทำไมอีไม่ทำเองซะตั้งแต่แรก?)

อีกอย่างหนึ่งที่ฉันอยากเตือนคนที่อยากเป็นฟรีแลนซ์ทั้งหลายก็คือ คำตำหนิอย่างนี้ บางทีก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมของลูกค้าขี้โกง คือทำเป็นไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ทำให้เราคิดว่าขายงานแล้วไม่ผ่าน เราจึงไม่ได้สตางค์ แต่หลังจากนั้น ก็เอาไอเดีย เอาสิ่งที่เราทำให้ไปใช้อย่างหน้าตาเฉย มันเป็นความเฮงซวยของระบบการจ้างงานฟรีแลนซ์ในบ้านเราที่มักเป็นการว่าจ้างแบบปากเปล่า ไม่มีการเซ็นสัญญาเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้เราถูกโกงได้ง่ายมาก ดังนั้น เวลารับงานก็ต้องดูความน่าเชื่อถือของลูกค้าด้วย และถ้าเป็นไปได้ พยายามเก็บหลักฐานการติดต่องานไว้ ไม่ว่าจะเป็นแฟกซ์หรืออี-เมล เผื่อว่าจะมีการ "เบี้ยว" เกิดขึ้น

นี่แหละชีวิตฟรีแลนซ์ ใครอยากเป็นก็เผื่อใจไว้ด้วย.

August 28, 2007

ภาพติดตัว

Filed under: Learned

"ภาพติดตัว" เป็นศัพท์ส่วนตัวของฉัน หมายถึงภาพของเราในสายตาคนอื่น คือความคิดของคนอื่นที่มีต่อตัวเราว่าเป็นคนอย่างไร

ทุกคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นคงมีภาพติดตัวกันทั้งนั้น แต่จะตรงกับความเป็นจริงหรือจะเป็นภาพที่ถูกใจเจ้าตัวนั้นหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ฉันมีภาพติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าเป็นคนใจร้อน ขี้เม้ง ปากหมา ด่าเจ็บ ดุและโหดขึ้นชื่อ ใครๆ ก็สยองขวัญ ไม่อยากมีเรื่องกับฉันทั้งนั้น

ภาพติดตัวนี้มีประโยชน์มากเมื่อสมัยเรียนหนังสือ โดยเฉพาะเวลาที่ฉันได้เป็นหัวหน้าห้องหรือเหรัญญิกของห้อง มีหน้าที่เก็บเงินทุกคน วันละบาท เพื่อเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายจัดงานปีใหม่ นอกจากจะเก็บเงินไม่ขาดแล้ว ฉันยังเก็บได้เกินจำนวนคนอืกต่างหาก…

ในช่วงหนึ่งของชีวิต ฉันเป็นเหมือนภาพติดตัวที่ว่านั้นจริงๆ และไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร

แต่มาถึงวันนี้ ฉันพบว่าบางครั้ง มันก็สร้างความรำคาญใจให้ไม่น้อย โดยเฉพาะเวลาพบเพื่อนเก่าที่ยังมีภาพติดตัวเก่าๆ ของเราในใจของเขาอยู่ เพื่อนยังพูด ยังทำกับเรา (และยังกลัวเรา) เหมือนสมัยก่อน แล้วบางทีฉันก็ขี้เกียจอธิบายว่า คนเรามันมีวันเปลี่ยนกันได้

เวลา 10-20 ปีที่ผ่านไป ใครมันจะไม่เปลี่ยนกันบ้างวะ?

ขณะเดียวกัน เพื่อนใหม่ที่เจอ อย่างไอ้สหายคนเถื่อนนี่ มันถึงกับตกใจตาแตกมาแล้วที่เห็นฉันดุเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งทางโทรศัพท์ที่กำลังตกใจลนลานอย่างแรงจนพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ทำอะไรก็ไม่ถูก ความดุและเสียงโหดของฉันกลายเป็นของแปลกของพี่แก เพราะ "ฉันไม่เคยเห็นเธอดุใครซักที"

ฉันจำไม่ได้หรอกว่าตอบไปว่าไง แต่บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากต้องทำงานด้วยกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สงสัยจะฆ่ากันตายภายใน 3 เดือน เพราะดีกรีความปากหมาและใจร้อนของฉันยังแรงอยู่ ขณะที่พี่แกก็เป็นมนุษย์ที่มีจุดเดือดทางอารมณ์ต่ำมาก

แต่นี่ก็แสดงว่า เพื่อนในยุคหลังของฉันก็มี "ภาพติดตัว" ของฉันที่ต่างไปจากเพื่อนยุคแรกอย่างมากมาย

ฉันว่า วัยและประสบการณ์มีส่วนเปลี่ยนตัวตนของเราทุกคน อย่างฉันนั้น พออายุมากขึ้น เจ้าแม่กาลีก็ประทับทรงที่ฉันน้อยลง แม้ว่าสันดานโจรจะยังอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยอาละวาดง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน ฉันให้อภัยคนง่ายขึ้น ถือสาความงี่เง่าของคนอื่นน้อยลง เหตุผลหลักก็คือชีวิตทุกวันนี้ก็เหนื่อยจะตายชักอยู่แล้ว ไม่รู้จะเอาเรื่องคนอื่นมาสุมหัวทำไมให้หนักและเหนื่อยเข้าไปอีก คำว่า "ปล่อยวาง" เหมือนคำศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยฉันได้อย่างไม่น่าเชื่อ 

อย่างในกรณีนี้ เมื่อฉันคิดว่า ตัวตนของเราเปลี่ยนไปแล้ว แต่ภาพติดตัวของเรายังไม่เปลี่ยน (สำหรับบางคน) เราควรทำอย่างไร?

ฉันได้คำตอบเดี๋ยวนั้นว่า ไม่เห็นจะต้องทำอะไร ใครจะคิดอย่างก็ไม่มีผลกับตัวตนของเราทั้งนั้น แล้วทำไมเราจะต้องคอยตามแก้ไขความคิดของคนอื่นให้เหนื่อยด้วย?

April 16, 2007

นักแปลขา…อย่าอีโก้

เมื่อวัน-สองวันก่อนถึงวันสงกรานต์ ฉันยังต้องทำงานอยู่ เพื่อให้เหลืองานน้อยที่สุดก่อนวันหยุด

งาน ตรวจการบ้าน ของฉันคืบหน้าไม่มากนัก เพราะถึงคิวแก้งานแปลที่สามารถสร้างความปวดหัวได้อย่างที่สุดถึง 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องหนึ่งเป็นสารคดีเรื่องยาวหลายหน้า เขียนโดยนักเขียนซึ่งเท่าที่ฉันเคยอ่านผ่านตาและแปลงานของเขามา ต้องบอกว่าแปลยากระดับปาดเหงื่อทุก 5 นาทีสำหรับนักแปลมือใหม่ ส่วนงานแปลชิ้นนี้ พูดได้ว่า ฉันต้องแก้ใหม่แทบจะทุกบรรทัด เพราะเมื่อแปลประโยคที่ 1 ผิด ประโยคที่ 2-3-4 ก็มักจะผิดตามไปด้วยเสมอ เนื่องจากเนื้อความเชื่อมโยงกัน ฉันไม่อยากตำหนิคนแปลมากนัก เพราะงานนี้แปลยากจริงๆ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่สำนวนธรรมดาๆ ที่ฝรั่งพูดกันในชีวิตประจำวัน ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลย ก็ยังแปลมาผิดๆ ถูกๆ ทำให้ฉันมองเห็นจุดอ่อนสำคัญของนักแปลมือใหม่เหล่านี้ ซึ่งก็คือการขาดประสบการณ์การรับรู้ภาษาฝรั่งนอกตำราไวยากรณ์ บางสำนวนนั้น สำหรับคนที่อ่านหนังสือหรือนิตยสารฝรั่ง ดูหนังฝรั่งบ่อยๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจเลย

อย่างก่อนหน้านั้น ในการตรวจแก้งานของนักแปลอีกคน ฉันก็เจอประโยคในทำนองว่า "The Company spent a fortune to promote this stuff." ที่มีการแปลออกมาได้ว่า "บริษัทจึงเสี่ยงดวงโปรโมทสินค้าชิ้นนี้" ทั้งที่ความหมายจริงๆ ก็คือบริษัทได้ทุ่มเงินเพื่อโปรโมทสินค้าต่างหาก (คำว่า Fortune หมายถึงทรัพย์สินจำนวนมากๆ ก็ได้)

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั้น ฉันต้องปวดหัวเพราะนักแปลรายนี้ เล่นสรุปความแล้วเขียนออกมาใหม่หมด หยิบเนื้อความตรงนั้นมาปะตรงนี้ ผสมกันจนหาเค้าเดิมแทบไม่ได้ งานอย่างนี้แก้ไขยากหรือแก้ไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีแปลใหม่หมด ไม่งั้นฉันก็ต้องเสียเวลาตรวจหาข้อความในภาษาเดิมว่าไปอยู่เสียตรงไหน เพื่อมาเทียบกัน วิธีแปลอย่างนี้ หากคนแปลมีทักษะการเขียนดี ก็อาจจะอะลุ้มอล่วยได้ในกรณีที่ต้องการใช้เฉพาะเนื้อหาของเรื่องนั้นๆ แต่โชคร้ายที่นักแปลท่านนี้ยังเขียนหนังสือได้ไม่ถึงขั้น หนำซ้ำ ยังตัดทอนบางข้อความที่สำคัญออกไป ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว มองไม่เห็นจุดหมายของงานเขียนชิ้นนี้เลย ว่าเขียนขึ้นมาเพื่ออะไร? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ไหน? นอกจากนี้ ยังมีหลายตอนที่แปลผิดความหมายไปเลยด้วย

ได้ยินว่านักแปลท่านนี้เคยปรารภไว้ว่า ไม่เชือว่าฝรั่งจะเขียนหนังสือได้ดีกว่าคนไทย…ฉันเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่ไม่ใช่ในกรณีของการทำงานแปลเช่นนี้ ซึ่งต้องเคารพต้นฉบับ ไม่ว่าเขาจะเขียนหนังสือดีหรือเลวกว่าเรา เพราะเราเป็นเพียงนักแปล ไม่ใช่บรรณาธิการ 

งานแปลนั้น ใครอย่าได้คิดว่าง่ายเลย เพราะไม่ใช่แค่ว่าคุณมีดิคฯ ดีๆ สักเล่มก็จะแปลได้หมดทุกอย่าง หรือต่อให้คุณเก่งภาษาต้นทาง (เช่น ภาษาอังกฤษ) แค่ไหน แต่ถ้าภาษาไทยของคุณอ่อนด้อย คุณก็ทำงานนี้ไม่ได้ดีแล้ว ฉันจึงไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงมีคนมากมายคิดว่าการแปลงานเขียน (โดยมากคือการแปลจากอังกฤษเป็นไทย) เป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ และมีหลายคนที่แปลงานออกมาแล้ว ไม่รู้ตัวเลยว่า ผลงานนั้นๆ ใช้ไม่ได้ พอมีคนบอก ก็ไม่อยากเชื่อ มั่นใจเหลือเกินว่าฉันไม่ผิด อย่างนี้ก็ไม่ไหว

ถ้าแค่แยกแยะว่างานดี-ไม่ดีแตกต่างกันอย่างไร ยังทำไม่ได้ คุณจะมีปัญญาทำงานคุณภาพได้หรือ?






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M