Tweatypup’s Nicknacks

March 22, 2009

คิดจากความตาย

วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง

เพื่อนตายตั้งแต่วันพุธที่แล้ว เป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยพบกันแบบตัวเป็นๆ และตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว

ฉันกับ ทริเชีย เจอกันในโลกไซเบอร์…บนเว็บบอร์ดที่พูดคุยกันถึงดาราคนโปรดของเรา "แก๊ง" ของเรามีสมาชิกจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสาวอเมริกันและแคนาดา

ทริเชีย อายุมากกว่าฉันนิดหน่อย เป็นคุณแม่ลูกสอง (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นสาวอเมริกันทางใต้ที่ขี้เล่นและฉลาด เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง (เธอหย่าจากสามีโดยเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกฝ่าย) เป็นสาวติสท์ตัวจริง เธอทำงานด้านออกแบบและงานเธอสวยงามต้องรสนิยมฉันมาก ตอนหลังฉันถึงพบว่าเรามีศิลปินคนโปรดคนเดียวกันคือ แอร์เต้ (Erte)

ทริเชีย ยังเป็นนักเขียนที่เก่ง นิยายที่เธอเขียนโดยใช้บุคลิกของดาราขวัญใจของเราเป็นต้นแบบของบุคลิกพระเอกนั้นน่าทึ่ง ฉันอ่านไปก็นึกภาพออกเลยว่า "พี่จอห์น" ของพวกเราต้องพูดแบบนี้ในสถานการณ์อย่างนี้แน่ๆ คงไม่ต้องบอกว่าเพื่อนฝูงในแก๊งจะติด "นิยาย" ของ ทริเชีย กันงอมแงมขนาดไหน 

หลังๆ เราไม่ค่อยได้คุยกันนักเพราะฉันมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานและชีวิต จะมีทักทายกันผ่านบล็อกเป็นครั้งคราวหรือคุยกันเมื่อ "พี่จอห์น" มีหนังใหม่เข้าฉายในโรง แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวที่น่าตกใจขนาดนี้จากเพื่อนในโลกไซเบอร์อีกคนหนึ่งที่อยู่ในแก๊งเดียวกัน

แน่นอนว่าฉันเสียใจที่ ทริเชีย ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร และนึกโกรธที่ลูกๆ ของเธอสูญเสียแม่อย่างไม่ยุติธรรม เพราะทริเชียล้ม หัวฟาดพื้นในระหว่างทำงาน แต่ออฟฟิศของเธอปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ

ทว่า การตายของ ทริเชีย ก็ทำให้ฉันกลับมาคิดถึงความหมายชีวิตและการใช้ชีวิตอีกครั้ง

คิด…ว่าเราควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่อย่างไร คิด…ว่าเราไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไปล้ว คิด…ว่าเราไม่ควรละเลยการบอกรักคนที่เรารักและบอกขอบคุณคนที่มีน้ำใจกับเรา เพราะใครจะไปรู้ว่าวันสุดท้ายของแต่ละคนนั้นคือวันไหน?

ชีวิตคนเรานี้ช่างเปราะบางและแสนสั้นจริงๆ

March 6, 2009

เรื่องของหมาถูกทิ้ง

เมื่อไม่กี่วันก่อน แม่บ้านเล่าให้ฟังว่ามีคนเอาลูกหมามาปล่อยที่สวนอีกแล้ว ตอนนี้กำลังประกาศหาคนรับเลี้ยงอยู่

"สวน" ที่ว่านั้นคือสวนสาธารณะใกล้บ้าน มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตพอสมควรและเป็นที่อยู่ของหมาไร้เจ้าของหลายตัว มีกลุ่มคุณลุงคุณป้าที่อยู่แถวนั้นคอยให้ข้าว โดยมีผู้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์หลายราย

ชะรอย คนคงเห็นว่าหมาข้างถนนที่นี่กินดีอยู่ดี ก็เลยนิยมเอาหมามาปล่อยให้ช่วยเลี้ยงอยู่บ่อยๆ บางตัวโชคดีก็มีคนถูกชะตา รับไปอุปการะ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังต้องพึ่งความเมตตาของคนแถวนั้น

บ้านฉันก็เคยเก็บหมาถูกทิ้งมาเลี้ยง เป็นหมาชิสุแก่ๆ ที่ถูกเจ้าของเอามาปล่อยทิ้งไว้ในซอย มันเดินวนเวียนอยู่แถวบ้านฉันหลายวันโดยมีคนในซอยผลัดกันให้ข้าวให้น้ำ และมีบ้านข้างๆ บ้านฉันที่ใจดีพอจะไม่ไล่ตะเพิดมันออกไปเมื่อมันแอบมุดรั้วมา "ขอนอน" ในตอนกลางคืน

ตอนนั้นเป็นหน้าฝน เป็นเวลาหลายวันที่ฉันทนเห็นมันเดินตากฝนไปมา ชะเง้อคอมองหาเจ้าของและหูผึ่งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงส้นสูงกระทบพื้น กว่าฉันจะตัดสินใจอุ้มมันเข้าบ้าน

ตอนแรกฉันไม่อยากรับเลี้ยงเลยเพราะที่บ้านก็มีหมาแสบๆ อยู่ตั้ง 7 ตัวแล้ว แต่คิดไปคิดมา มันก็เป็นแค่หมาตัวเล็กๆ เลี้ยงอีกสักตัวก็ใช่ว่าจะสิ้นเปลืองนักหนา

"ป้ากี้" เป็นชื่อที่คนในบ้านเรียก เพราะมันเป็นตัวเมียและแก่มาก อีกทั้งหลังจากเรียกชื่อนั้นชื่อนี้อยู่หลายรอบ เราก็เริ่มสังเกตได้ว่ามันจะหันมามองทุกครั้งที่เราเรียกชื่ออะไรก็ตามที่ลงท้ายว่า "กี้"

เลี้ยงมันไปไม่นาน ฉันก็รู้ว่าทำไมมันถึงถูกทิ้ง ทั้งที่ป้ากี้เป็นหมามารยาทงาม เรียบร้อยกว่าหมาทะโมนในบ้านฉันหลายขุม ไม่เคยเห่าเสียงดัง ไม่เคยนั่งน้ำลายยืดใส่คนในบ้านเพื่อขอขนม เวลากินข้าวก็ค่อยๆ เล็มและไม่เคยทำข้าวหกนอกจานเลย

แต่ยายป้ากี้ก็เป็นหมาที่อั้นฉี่ไม่ได้ นอนอยู่ดีๆ ก็ปล่อยฉี่นองพื้นซะงั้น ต้องตามเช็ดกันบ่อยๆ แต่ยังไม่ทันไปจับไปหาหมอเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จากไปอย่างสงบ

ป้ากี้อยู่กับเราไม่นาน แค่ 7-8 เดือนเท่านั้นเอง ฉันรู้สึกเศร้านิดหน่อยตอนที่มันตาย แต่ก็ดีใจที่มันไม่ต้องตายอยู่ข้างถนน แต่ตายอยู่ในบ้านที่มีคนรักและดูแลมัน

บางทีฉันก็นึกอยากรู้ว่าคนที่เอาป้ากี้มาปล่อยนั้น เขาจะคิดถึงมันบ้างหรือเปล่า?

ฉันไม่ค่อยเข้าใจคนที่เอาหมาที่เลี้ยงมากับมือไปปล่อยทิ้งข้างถนนเท่าไหร่นัก ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงใจดำกันได้ขนาดนี้ แต่ก็อาจจะมีคนแย้งว่า กับคนด้วยกันยังทำได้มากกว่านี้ แล้วนี่แค่หมา…ทำไมจะทำไม่ได้?

ไม่รู้สินะ ฉันก็แค่สงสัยว่าคนทิ้งหมาพวกนี้เขาไม่สงสารมันบ้างหรือไง? หมาบ้านนั้นไม่ใช่หมาข้างถนนตั้งแต่เกิด มันจะมีปัญญาเอาตัวรอดกับชีวิตที่ไม่มีคนให้ข้าวให้น้ำได้อย่างไร? ลองนึกดูว่าถ้าเป็นตัวเรา เคยกินอยู่สุขสบาย แล้วจู่ๆ ก็มีคนไล่ออกจากบ้าน สตางค์แดงเดียวก็ไม่ให้ติดตัวมา ต้องไปตายเอาดาบหน้าอย่างเดียว…เราจะลำบากขนาดไหน?

ฉันเคยอ่านเจอและบริจาคให้กลุ่มคนที่ทำงานช่วยเหลือสัตว์ข้างถนนเป็นประจำ สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจก็คือ นับวันภาระของคนเหล่านี้มีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มในทำนองนี้ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร? คนที่ช่วยก็ช่วยแทบตาย แทบหมดเนื้อหมดตัวก็ว่าได้ ส่วนคนทิ้งก็ยังคงทิ้งต่อไป ไม่มีสำนึกรับผิดชอบกันต่อไป เห็นแก่ตัวกันต่อไป

การเลี้ยงสัตว์ต้องอาศัยความรับผิดชอบไม่แพ้การเลี้ยงลูกหรอกนะคะ เพราะสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ตุ๊กตาที่พอนึกเบื่อก็โยนทิ้งไป ไม่มีใครเดือดร้อน ถ้าคุณทิ้งหมาหรือสัตว์เลี้ยงสักตัว นั่นคือคุณทิ้งชีวิตไปชีวิตหนึ่ง คุณอาจจะคิดว่า "ก็แค่หมา" แต่หมาก็มีหัวใจ มีความรู้สึกเหมือนคนนี่แหละ

หมายังเป็นสัตว์ที่ให้ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข คุณให้ความรักแก่หมาสักตัว มันจะรักคุณตอบแทนโดยไม่สนใจหรอกว่าคุณจะสวยหรือไม่สวย อ้วน ผอม สาว แก่ เป็นคนปกติหรือพิกลพิการ

คนบางคนยังทำไม่ได้แบบนี้เลย.

**********

โครงการเพื่อนข้างถนน (ข้อมูลจากนิตยสารสกุลไทย)

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโชคชัยสี่

ชื่อกรรณิการ์ มีพันธ์และธาริณี วิภูชนิน

เลขที่ 127-230557-5

ติดต่อเพื่อบริจาคอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์เพื่อสัตว์ป่วยได้ที่ nongthee9@gmail.com

January 4, 2009

Don’t waste your time not loving.

ฉันเคยบอกเพื่อนคนหนึ่งในโลกไซเบอร์ไปอย่างนั้น เพื่อนคนนี้เป็นสาวฝรั่งที่เชื่อมั่นในความรักของพระเจ้าอย่างเหลือแสน แม้เคยเจอกันเพียงผ่านใยแก้วนำแสง ฉันก็รู้สึกได้ว่าเธอเป็นสาวช่างอ่อนไหวและมีความรักมากมายอยู่ในตัว

เราพูดกันถึงโลกวันนี้ที่มีแต่ความหยาบกระด้าง ความละเอียดอ่อนในจิตใจหายไป เรามีแต่คนเกลียดกัน ทะเลาะกัน ทำร้ายกันทั้งทางกาย วาจาและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศของเธอหรือของฉัน ก็ดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

ช่างเป็นการใช้เวลาที่ไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย

ฉันเคยดูซีรี่ส์เรื่อง House ถึงไม่ใช่แฟนประจำ แต่เมื่อไหร่ที่เห็นคุณหมอตาสีฟ้าจอมกวนปรากฏตัวในจอ ก็อดจะติดตามดูไม่ได้ ในละครตอนนั้นมีตัวละครตัวหนึ่งตาย แล้วไปปรากฏในฝันแฟนตาซีของคุณหมอเฮ้าส์ ตัวละครตัวนี้ออกปากให้อภัยคนที่ทำให้เธอตายก่อนจะสิ้นลม เธอนั่งคุยกับคุณหมอเฮ้าส์ลแล้วบอกว่าที่ทำอย่างนั้นเพราะไม่อยากตายไปพร้อมกับความโกรธและเกลียด เธอกึ่งๆ ถามหมอเฮ้าส์ (และคนดู) ว่า What is the last thing you want to feel?

ประโยคนี้ทำให้ฉันคิดมากไปหลายวัน นั่นสินะ ก่อนหมดลมหายใจสุดท้าย คุณอยากคิดอะไร? รู้สึกอะไร? ควรจะเป็นความคิดดีๆ ความรู้สึกดีๆ อย่างความรัก ความสงบ หรือเป็นความโกรธ เกลียดและเจ็บปวด?

แล้วฉันก็ค่อยๆ มองเห็นว่าตัวเองมีความโกรธมากเกินไป ไม่พอใจมากเกินไป สนใจแต่จะ "ไม่รัก" คนนี้คนนั้นหรือสิ่งนี้สิ่งนั้น แทนที่จะมองหาที่เราอยากจะรัก หรือพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ แล้วบอกตัวเองว่าแม้มีน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

ท่ามกลางความหยาบและดิบเถื่อนในสังคม ฉันเริ่มมองหาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่ทำให้หัวใจของเราอ่อนโยนลง มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย หลายสิ่งนั้นเราแทบไม่เคยสังเกต (เพราะมัวแต่สนใจตัวเอง) บางทีก็เป็นแค่รอยยิ้มซื่อๆ ของกระเป๋ารถเมล์เมื่อเราให้เศษเหรียญที่เธอต้องการ หรือคนขับรถสองแถวใจดีที่หยิบยื่นหนังสือพิมพ์เก่าๆ ให้ผู้โดยสารเมื่อต้องลงรถยามฝนตก

บางครั้งก็เป็นแม่บ้านที่ทำงานไปด้วย ร้องเพลงคริสต์มาสอย่างร่าเริงไปด้วยในห้องน้ำของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง คนขับแท็กซี่สุดเท่ที่แสนสุภาพและใจดี หรือเด็กนักเรียนตัวป้อมที่พนมมือไหว้อย่งน่ารักเมื่อเราลุกให้นั่ง

ยังมีคนที่บ้านที่กุลีกุจอทำกับข้าวของโปรดให้เรากิน เป็นห่วงเป็นใยเมื่อเราไม่สบาย หัวเราะเรื่องตลกที่เราเล่าให้ฟังและไม่สบายใจเมื่อเห็นเราหงุดหงิด

สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันยิ้มได้และมองเห็นว่าโลกก็ยังไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก และยังมีความหวังสำหรับการให้และรับความรักอยู่เสมอ

ปีใหม่แล้วนะคะ อย่ามัวเสียเวลากับการเกลียดชังอยู่เลย.

October 26, 2008

It takes two to tango.

It takes two to tango. โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าน่าจะพ้องกับสำนวน "ตบมือข้างเดียวไม่ดัง" (ยกเว้นมีมือตบ) ประโยคนี้ฉันเคยได้ยินมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนที่ได้มีโอกาสได้หัดเต้นแทงโก้

อันที่จริงแล้ว การเต้นลีลาศทุกอย่างก็ต้องใช้คู่กันทั้งนั้น สำหรับคนที่ยังเต้นไม่เก่งอย่างฉัน บางเวลาที่ต้องเต้นคนเดียว (เพราะในชั้นเรียนมีคู่ไม่พอ ต้องผลัดกันเข้าคู่) นอกจากจะไม่สนุกแล้ว ยังอาจจะหลงสเต็ปได้ง่ายๆ อีกด้วย

เดือนที่แล้วฉันเรียนจังหวะวอลซ์ ถึงจะไม่ใช่เวียนนิส วอลซ์หรือควิกวอลซ์ แต่ก็ยากพอสมควร เพราะเมื่อเลยสเต็ปเบสิคไปแล้ว คือเรียกว่ามีฟิเกอร์ ก็จะมีการหมุนตัวเปลี่ยนทิศ การย่อขาและยืดตัวเพื่อให้เกิดจังหวะขึ้นและลงที่สวยงามตามแบบการเต้นวอลซ์ที่ดี แล้วฉันก็พบว่าถ้าเราได้คู่ที่เก่งและสามารถนำเราได้บนฟลอร์ เราจะเต้นได้ง่ายมากและสนุกด้วย

ระหว่างพัก ฉันคุยกับเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเริ่มท้อเพราะหัดเท่าไหร่ก็เต้นไม่ได้เนื่องจากเธอหลงทิศตลอด ฉันบอกให้เธอลองเต้นคู่ดูสิ เผื่อว่าจะง่ายขึ้น ลองปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนำแล้วเราตาม มันจะง่ายกว่าจริงๆ

คุณพี่ผู้ชายคนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างแย้งขึ้นมาทันควันด้วยเสียเข้มว่า "คิดอย่างนั้นไม่ได้! เราต้องเต้นเองให้ได้!"

ฉันหันไปมองหน้าแบบงงๆ แล้วก็พยายามอธิบายว่า ฉันหมายถึงว่า ถ้าผู้ชายนำเราได้ เราจะเต้นได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าควรจะทำตัวไม่มีสมอง เต้นตามเขาไปเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ทำไม่ได้ด้วย เพราะถ้าจะตามผู้ชายให้ได้ ผู้หญิงก็ต้องรู้สเต็ป ไม่งั้นก็เหยียบเท้ากันอุตลุดแน่นอน

"คิดอย่างนั้นไม่ได้!" พี่เขายังย้ำประโยคเดิม แถมเสียงเข้มกว่าเดิม "ถ้าผู้ชายนำเราไม่ได้ เราก็ต้องนำเขาให้ได้!"

อ้าว ไปกันใหญ่…ฉันนึกในใจ…นี่ไม่ฟังกรูเลยนี่หว่า…ถึงยังไงมันนำไม่ได้หรอกค่ะ คุณพี่ เพราะต่อให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายนำจริงๆ แล้วผู้ชายก็ตามไปแบบเบลอๆ ไม่รู้ว่าควรจะก้าวเท้าไหน อย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะถูลู่ถูกังกันไปได้รอบฟลอร์แน่นอน เขาถึงได้บอกว่า เวลาเต้น (แทงโก้) มันต้องใช้คนสองคนไงล่ะ ไม่งั้นมันก็เต้นไม่ได้ ไปไม่ออก

ระหว่างที่ฉันนึกในใจอย่างยาวเหยียด คุณพี่ท่านนั้นก็ยังทำหน้าขึงขังพลางพยักหน้าหงึกหงักแสดงความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่ ฉันก็เลยตัดสินใจหุบปาก ไม่พูดสิ่งที่คิดออกมาแล้วหันไปหาเพื่อนและเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะรู้สึกว่าถ้าพูดต่ออาจจะมีการเปลี่ยนจากคลาสส์ลีลาศเป็นคลาสส์มวยไทยได้

คุณพี่ที่ไม่ยอมฟังใครคนนี้ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า เพราะบ้านเมืองเรามีแต่คนที่ไม่ยอมฟังใครแบบนี้มากเกินไปหรือเปล่า มันถึงได้วุ่นวายขายปลาช่อนกันอย่างทุกวันนี้

แล้วฉันก็นึกเล่นๆ ว่า การที่คุณพี่เขาแสดงความเห็นและบีบบังคับให้คนอื่น "ต้องเชื่อ" จนเกือบจะเป็นชนวนชวนทะเลาะกันนั้น มันก็เหมือนกับการที่พี่เขาเริ่มต้นเป็นผู้นำในการเต้นแทงโก้หรือเต้นลีลาศจังหวะอื่นๆ นั่นแหละ ถ้าเราไม่เต้นตามเขา คือไม่ยอมต่อปากต่อคำด้วย การเต้นหรือการทะเลาะก็คงจะไม่บังเกิด แต่ถ้าเราเอาด้วย ไปเต้นกับเขา ต่อปากต่อคำกับเขา ก็คงมีการเต้น (หรือมีมวย) เกิดขึ้น

บ้านเมืองของเราตอนนี้ก็คล้ายๆ กัน ในเมื่อมีฝ่ายหนึ่งเริ่มต้นนำ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งตาม มันก็ต้องเต้นเถิดเทิงเลอะเทอะกันไปไม่รู้จบเป็นธรรมดา ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนิ่งเฉยหรือยอมหยุดสักที สเต็ปการเต้นหรือความวุ่นวายก็คงน้อยลงและน่าจะหมดไปในที่สุด แต่นี่ไม่มีใครยอมหยุดกันเลย จนฉันนึกสงสัยว่านี่เขารักชาติบ้านเมืองกันจริงๆ หรือ? ถ้ารักจริงแล้วทำไมถึงมองไม่เห็นว่าประเทศของเราบอบช้ำไปถึงไหนแล้ว? อย่างคนที่ตัวไปอยู่ไกลแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องแหย่รังแตนเป็นระยะๆ อย่างนี้ก็อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลยว่ารักบ้านรักเมือง ต่อให้อมพระประธานในโบสถ์มาพูด ฉันก็ไม่เชื่อ

ความรู้สึกของฉันในตอนนี้คือไม่ว่าใครจะพูดให้ตัวเองสวยหรูดูดีอย่างไร สุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็คิดถึงแต่ตัวเองและความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ของตัวเองทั้งนั้น ดึงดันจะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างใจตัว ไม่มีใครคิดถึงว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยอยากได้อะไร อยากมีอะไร หรืออยากเป็นอะไร

ช่างเห็นแก่ตัวกันเหลือเกิน.

September 10, 2008

สยามเมืองยัวะ

นั่งคุย (บ่น) กับแม่บ้านตอนเช้า สรุปกันได้ว่าบ้านเมืองของเราตอนนี้ "มันชักจะบ้ากันไปใหญ่"

เรื่องของเรื่องก็คือแม่บ้านสวมเสื้อยืดสีเทาไปจ่ายกับข้าว แล้วก็มีทั้งคนทักว่าเป็นพวก "ไม่เลือกข้าง" และคนที่พูดในทำนองเห็นดีเห็นงาม พร้อมกับบอกว่าจะไปหาเสื้อสีเทามาใส่บ้าง

ความจริงก็คือแม่บ้านไม่ได้สนใจข่าวสารบ้านเมืองนัก (เพราะความเบื่อหน่าย) จึงไม่รู้เรื่องว่ามีการชักชวนให้คนไทยที่ "เป็นกลาง" หรือ" ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" สวมเสื้อสีเทา

แล้วแม่บ้านก็เล่าอีกว่าหลายวันก่อนได้สวมเสื้อแดงไปจ่ายกับข้าว ก็ถูกผู้หวังดีทักว่า "ระวังจะถูกอุ้ม" ทั้งที่คนใส่เสื้อไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเสื้อยืดก็คือเสื้อยืด เป็นเครื่องนุ่งห่มและสิ่งกันความอุจาด

ฉันฟังแล้วก็นึกสลดใจว่าอาการ "คลั่ง" กันถึงขั้นที่ว่า ใครนึกจะใส่เสื้ออะไรตามใจชอบก็ทำไม่ได้อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศนี้

ประเทศไทยบอกตัวเองและชาวโลกว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย แล้วดูสิ่งที่คนส่วนหนึ่งในประเทศตอนนี้คิดและทำสิ…

เมื่อวานฉันได้ยินเสียงนักข่าวจากในทีวีแว่วๆ ว่า แกนนำฝ่ายเสื้อเหลืองกล่าวตำหนิคนที่ไม่ยอมเลือกข้าง

ฉันฟังแล้วสะดุ้งพร้อมกันนั้นก็นึกฉุน เพราะฉันก็เป็นหนึ่งในพวกที่ "ไม่เอาทั้งสองข้าง" แล้วฉันก็ไม่คิดว่าใครหน้าไหนจะมีสิทธิมาบอกว่าฉัน "ต้อง" เลือกข้าง หรือการไม่เลือกข้างของฉันเป็นสิ่งที่น่าตำหนิ

ที่จริงฉัน "เลือกข้าง" ไว้แล้วนะ เพียงแต่มันไม่ใช่ทั้งสองข้างที่ออกมาแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างเปิดเผยในตอนนี้

ก็ในเมื่อมัน "ไม่ใช่" ทั้งสองข้าง แล้วทำไมฉันจะต้องเลือก?

ฉันไม่ปลื้มรัฐบาลชุดนี้ แล้วฉันก็ไม่เคยโหวตให้พรรคนี้ รวมถึง (อดีต) พรรคที่เป็นต้นตอและอดีตผู้นำที่บินไปนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่ประเทศอื่นแล้ว ไม่ว่าใครถาม ฉันก็ตอบอย่างนี้แหละ ไม่เคยแอบ ไม่เคยซ่อนความชอบหรือไม่ชอบของตัวเอง

ขณะเดียวกันฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงจนเลยเถิดของฝ่ายพันธมิตรที่ทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องเดือดร้อนไปด้วย รวมถึงการใช้ความรุนแรง แม้จะมีข้ออ้างว่าเพื่อป้องกันตัว

ลูกของคนที่ออฟฟิศฉันไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะโรงเรียนอยู่แถวๆ ที่เขาประท้วงกัน ฉันเคยถามว่าทำไมถึงหยุดเรียน ตอนนั้นคิดไปว่าเด็กคงไม่สบาย แม่ก็เลยให้หยุดเรียนแล้วก็พามาที่ทำงานด้วยเพราะที่บ้านไม่มีคนดูแล

เด็กตอบแบบซื่อๆ ว่า ไม่ได้ไปเพราะ "คนเลื้อเหลืองยึดโรงเรียน"

ฉันอยากรู้นักว่าคนเสื้อเหลืองจะคิดยังไงกับคำตอบนี้? หรือจะบอกว่าเราต้องเสียสละ คำถามก็คือนี่คือสิ่งที่เราสมควรหรือจำเป็นจะต้องเสียสละจริงๆ หรือ?

ไหนๆ แล้วก็อยากจะพูดถึงฟอร์เวิร์ดเมลฉบับหนึ่ง ที่มีหัวเรื่องบอกว่าเป็นคำขอโทษถึงคนที่รำคาญพันธมิตรทุกคน คนเขียนอาจจะเจตนาดี อยากจะขอโทษจริงๆ คนที่ฟอร์เวิร์ดมาให้ฉันก็คงเจตนาดีในทำนองเดียวกัน แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกด่า (ใครอยากอ่านเนื้อความก็หาได้ไม่ยากหรอกค่ะ ถามพระอาจารย์กูเกิลได้ แค่พิมพ์ประโยคประมาณว่า "คำขอโทษถึงทุกคนที่รำคาญพันธมิตร" ก็น่าจะเจอแล้ว)

เอาเถอะ ถ้าถามว่าอ่านแล้วจะยกโทษให้ไหม? ฉันก็บอกได้เลยว่าไม่ได้โกรธเกลียดอะไรนักหนากับกลุ่มพันธมิตร แต่ฉันไม่ชอบแกนนำของพันธมิตรและมองว่าการกระทำหลายเรื่องของคนกลุ่มนี้ไม่เหมาะสม

นั่นคือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ฉันไม่ได้ไปร่วมชุมนุมอะไรกับเขา

นอกจากนี้ สำหรับคนเขียนจดหมายดังกล่าว ฉันก็มีเรื่องจะขอโทษอยู่เหมือนกัน

ขอโทษที่ฉันโมโหที่พวกคุณทำให้รถติด เพราะฉันเหนื่อยจากการทำงานแล้วยังต้องมาเหนื่อยกับการเดินทางที่ยากลำบากเป็นสองเท่าเมื่อรถติดมากเป็นพิเศษ ฉันยังเป็นห่วงแม่ที่ยังต้องโหนรถเมล์ไปทำงานในวัยเกินหกสิบ และแค่จะขึ้นรถเมล์ให้ได้ก็เป็นเรื่องลำบากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องต้องยืนขาแข็งอยู่บนรถหลายๆ ชั่วโมงหรอก

ขอโทษที่ฉันเคยตำหนิพวกคุณว่าใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรง แต่เป็นเพราะฉันกำลังตกใจและไม่รู้จะอธิบายกับเด็กๆ ที่บ้านอย่างไรว่า ถ้าการพูดจาหยาบคายไม่ใช่เรื่องดี แล้วทำไมถึงมีคนมากมายยิ้มแย้มและหัวเราะแสดงความเห็นดีเห็นงามไปด้วย

ฉันเชื่อในความถูกต้อง แต่ฉันไม่เชื่อเรื่องการใช้อำนาจนอกระบบ การประท้วงคือการเมืองภาคประชาชนก็จริง แต่เมื่อเลยขีดขั้นที่เหมาะสม มันก็ไม่ต่างอะไรจากการใช้อำนาจเพื่อตัวเองและพวกพ้องหรอก…

สุดท้าย ฉันขอโทษที่ต้องบอกว่า ฉันไม่เชื่อว่าจดหมายของคุณคือคำขอโทษอย่างจริงใจ แต่คิดว่ามันคือข้ออ้างของคุณในการด่าประชดคนที่ไม่เลือกข้างคุณ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่เลือกข้างรัฐบาล)และฉันคิดว่าคนเราต้องรับผิดชอบทั้งคำพูดและการกระทำของตัวเอง

ถ้าคุณเลือกที่จะตาย ก็ขอให้เดินหน้าอย่างกล้าหาญ ไม่ต้องร้องขอความเห็นใจ นั่นแหละเขาถึงเรียกว่าคนกล้าที่แท้จริง

และขอพูดถึงเรื่องการเลือกข้างอีกนิด สำหรับฉันแล้ว คิดว่าคนที่เลือกจะ "เป็นกลาง" นั้น จริงๆ แล้ว พวกเขาคงอยากจะบอกว่า "ฉันไม่เอาพวกเธอทั้งสองฝ่าย" มากกว่า

หรือจะต้องให้มีการชุมนุมประท้วงคนที่มาชุมนุมประท้วงขึ้นมาอีกกลุ่ม? คนทั้งประเทศจะได้ไม่ต้องทำอะไร ประท้วงกันไประท้วงกันมา ใครไม่ชอบใจอะไรก็ตั้งกลุ่มประท้วงได้

จะได้เปลี่ยนฉายาจาก "สยามเมืองยิ้ม" เป็น "สยามเมืองยัวะ" เสียเลย.






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M