คิดจากความตาย
วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง
เพื่อนตายตั้งแต่วันพุธที่แล้ว เป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยพบกันแบบตัวเป็นๆ และตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว
ฉันกับ ทริเชีย เจอกันในโลกไซเบอร์…บนเว็บบอร์ดที่พูดคุยกันถึงดาราคนโปรดของเรา "แก๊ง" ของเรามีสมาชิกจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสาวอเมริกันและแคนาดา
ทริเชีย อายุมากกว่าฉันนิดหน่อย เป็นคุณแม่ลูกสอง (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นสาวอเมริกันทางใต้ที่ขี้เล่นและฉลาด เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง (เธอหย่าจากสามีโดยเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกฝ่าย) เป็นสาวติสท์ตัวจริง เธอทำงานด้านออกแบบและงานเธอสวยงามต้องรสนิยมฉันมาก ตอนหลังฉันถึงพบว่าเรามีศิลปินคนโปรดคนเดียวกันคือ แอร์เต้ (Erte)
ทริเชีย ยังเป็นนักเขียนที่เก่ง นิยายที่เธอเขียนโดยใช้บุคลิกของดาราขวัญใจของเราเป็นต้นแบบของบุคลิกพระเอกนั้นน่าทึ่ง ฉันอ่านไปก็นึกภาพออกเลยว่า "พี่จอห์น" ของพวกเราต้องพูดแบบนี้ในสถานการณ์อย่างนี้แน่ๆ คงไม่ต้องบอกว่าเพื่อนฝูงในแก๊งจะติด "นิยาย" ของ ทริเชีย กันงอมแงมขนาดไหน
หลังๆ เราไม่ค่อยได้คุยกันนักเพราะฉันมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานและชีวิต จะมีทักทายกันผ่านบล็อกเป็นครั้งคราวหรือคุยกันเมื่อ "พี่จอห์น" มีหนังใหม่เข้าฉายในโรง แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวที่น่าตกใจขนาดนี้จากเพื่อนในโลกไซเบอร์อีกคนหนึ่งที่อยู่ในแก๊งเดียวกัน
แน่นอนว่าฉันเสียใจที่ ทริเชีย ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร และนึกโกรธที่ลูกๆ ของเธอสูญเสียแม่อย่างไม่ยุติธรรม เพราะทริเชียล้ม หัวฟาดพื้นในระหว่างทำงาน แต่ออฟฟิศของเธอปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ
ทว่า การตายของ ทริเชีย ก็ทำให้ฉันกลับมาคิดถึงความหมายชีวิตและการใช้ชีวิตอีกครั้ง
คิด…ว่าเราควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่อย่างไร คิด…ว่าเราไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไปล้ว คิด…ว่าเราไม่ควรละเลยการบอกรักคนที่เรารักและบอกขอบคุณคนที่มีน้ำใจกับเรา เพราะใครจะไปรู้ว่าวันสุดท้ายของแต่ละคนนั้นคือวันไหน?
ชีวิตคนเรานี้ช่างเปราะบางและแสนสั้นจริงๆ
