Tweatypup’s Nicknacks

October 26, 2008

It takes two to tango.

It takes two to tango. โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าน่าจะพ้องกับสำนวน "ตบมือข้างเดียวไม่ดัง" (ยกเว้นมีมือตบ) ประโยคนี้ฉันเคยได้ยินมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนที่ได้มีโอกาสได้หัดเต้นแทงโก้

อันที่จริงแล้ว การเต้นลีลาศทุกอย่างก็ต้องใช้คู่กันทั้งนั้น สำหรับคนที่ยังเต้นไม่เก่งอย่างฉัน บางเวลาที่ต้องเต้นคนเดียว (เพราะในชั้นเรียนมีคู่ไม่พอ ต้องผลัดกันเข้าคู่) นอกจากจะไม่สนุกแล้ว ยังอาจจะหลงสเต็ปได้ง่ายๆ อีกด้วย

เดือนที่แล้วฉันเรียนจังหวะวอลซ์ ถึงจะไม่ใช่เวียนนิส วอลซ์หรือควิกวอลซ์ แต่ก็ยากพอสมควร เพราะเมื่อเลยสเต็ปเบสิคไปแล้ว คือเรียกว่ามีฟิเกอร์ ก็จะมีการหมุนตัวเปลี่ยนทิศ การย่อขาและยืดตัวเพื่อให้เกิดจังหวะขึ้นและลงที่สวยงามตามแบบการเต้นวอลซ์ที่ดี แล้วฉันก็พบว่าถ้าเราได้คู่ที่เก่งและสามารถนำเราได้บนฟลอร์ เราจะเต้นได้ง่ายมากและสนุกด้วย

ระหว่างพัก ฉันคุยกับเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเริ่มท้อเพราะหัดเท่าไหร่ก็เต้นไม่ได้เนื่องจากเธอหลงทิศตลอด ฉันบอกให้เธอลองเต้นคู่ดูสิ เผื่อว่าจะง่ายขึ้น ลองปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนำแล้วเราตาม มันจะง่ายกว่าจริงๆ

คุณพี่ผู้ชายคนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างแย้งขึ้นมาทันควันด้วยเสียเข้มว่า "คิดอย่างนั้นไม่ได้! เราต้องเต้นเองให้ได้!"

ฉันหันไปมองหน้าแบบงงๆ แล้วก็พยายามอธิบายว่า ฉันหมายถึงว่า ถ้าผู้ชายนำเราได้ เราจะเต้นได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าควรจะทำตัวไม่มีสมอง เต้นตามเขาไปเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ทำไม่ได้ด้วย เพราะถ้าจะตามผู้ชายให้ได้ ผู้หญิงก็ต้องรู้สเต็ป ไม่งั้นก็เหยียบเท้ากันอุตลุดแน่นอน

"คิดอย่างนั้นไม่ได้!" พี่เขายังย้ำประโยคเดิม แถมเสียงเข้มกว่าเดิม "ถ้าผู้ชายนำเราไม่ได้ เราก็ต้องนำเขาให้ได้!"

อ้าว ไปกันใหญ่…ฉันนึกในใจ…นี่ไม่ฟังกรูเลยนี่หว่า…ถึงยังไงมันนำไม่ได้หรอกค่ะ คุณพี่ เพราะต่อให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายนำจริงๆ แล้วผู้ชายก็ตามไปแบบเบลอๆ ไม่รู้ว่าควรจะก้าวเท้าไหน อย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะถูลู่ถูกังกันไปได้รอบฟลอร์แน่นอน เขาถึงได้บอกว่า เวลาเต้น (แทงโก้) มันต้องใช้คนสองคนไงล่ะ ไม่งั้นมันก็เต้นไม่ได้ ไปไม่ออก

ระหว่างที่ฉันนึกในใจอย่างยาวเหยียด คุณพี่ท่านนั้นก็ยังทำหน้าขึงขังพลางพยักหน้าหงึกหงักแสดงความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่ ฉันก็เลยตัดสินใจหุบปาก ไม่พูดสิ่งที่คิดออกมาแล้วหันไปหาเพื่อนและเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะรู้สึกว่าถ้าพูดต่ออาจจะมีการเปลี่ยนจากคลาสส์ลีลาศเป็นคลาสส์มวยไทยได้

คุณพี่ที่ไม่ยอมฟังใครคนนี้ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า เพราะบ้านเมืองเรามีแต่คนที่ไม่ยอมฟังใครแบบนี้มากเกินไปหรือเปล่า มันถึงได้วุ่นวายขายปลาช่อนกันอย่างทุกวันนี้

แล้วฉันก็นึกเล่นๆ ว่า การที่คุณพี่เขาแสดงความเห็นและบีบบังคับให้คนอื่น "ต้องเชื่อ" จนเกือบจะเป็นชนวนชวนทะเลาะกันนั้น มันก็เหมือนกับการที่พี่เขาเริ่มต้นเป็นผู้นำในการเต้นแทงโก้หรือเต้นลีลาศจังหวะอื่นๆ นั่นแหละ ถ้าเราไม่เต้นตามเขา คือไม่ยอมต่อปากต่อคำด้วย การเต้นหรือการทะเลาะก็คงจะไม่บังเกิด แต่ถ้าเราเอาด้วย ไปเต้นกับเขา ต่อปากต่อคำกับเขา ก็คงมีการเต้น (หรือมีมวย) เกิดขึ้น

บ้านเมืองของเราตอนนี้ก็คล้ายๆ กัน ในเมื่อมีฝ่ายหนึ่งเริ่มต้นนำ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งตาม มันก็ต้องเต้นเถิดเทิงเลอะเทอะกันไปไม่รู้จบเป็นธรรมดา ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนิ่งเฉยหรือยอมหยุดสักที สเต็ปการเต้นหรือความวุ่นวายก็คงน้อยลงและน่าจะหมดไปในที่สุด แต่นี่ไม่มีใครยอมหยุดกันเลย จนฉันนึกสงสัยว่านี่เขารักชาติบ้านเมืองกันจริงๆ หรือ? ถ้ารักจริงแล้วทำไมถึงมองไม่เห็นว่าประเทศของเราบอบช้ำไปถึงไหนแล้ว? อย่างคนที่ตัวไปอยู่ไกลแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องแหย่รังแตนเป็นระยะๆ อย่างนี้ก็อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลยว่ารักบ้านรักเมือง ต่อให้อมพระประธานในโบสถ์มาพูด ฉันก็ไม่เชื่อ

ความรู้สึกของฉันในตอนนี้คือไม่ว่าใครจะพูดให้ตัวเองสวยหรูดูดีอย่างไร สุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็คิดถึงแต่ตัวเองและความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ของตัวเองทั้งนั้น ดึงดันจะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างใจตัว ไม่มีใครคิดถึงว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยอยากได้อะไร อยากมีอะไร หรืออยากเป็นอะไร

ช่างเห็นแก่ตัวกันเหลือเกิน.

October 17, 2008

หนึ่งเดือนกับเด็กหญิงไม่ซื้อ

ฉันมีนิสัยเสียคือชอบอ่านหนังสือทีละหลายๆ เล่ม และในบรรดาหนังสือที่กำลังอ่านค้างคา ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะอ่านเล่มนี้จบก่อน เพราะยังมีเล่มอื่นๆ ที่ฉัน(คิดว่า)อยากอ่านมากกว่า แต่เมื่อต้องรอเพื่อนนานเกินคาดในเย็นวันหนึ่ง หนังสือเล่มนี้จึงถูกฉันพิชิตถึงหน้าสุดท้ายจนได้

Buy Nothing Month cover

Buy Nothing Month หรือ "หนึ่งเดือนกับเด็กหญิงไม่ซื้อ" คือชื่อของหนังสือน่ารักเล่มนี้ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่านี่จะเป็นหนังสือที่มีประเด็นเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะรูปเล่มน่ารัก ถูกใจทั้งวัยรุ่นและวัยไม่รุ่น ซึ่งฉันว่าดีแล้ว เพราะจะได้ดึงดูดใจคนอ่านในวัยที่ยังมีแรงและเวลามากพอจะทำอะไรๆ ให้โลกใบนี้ได้อีกเยอะ ฉันว่ามูลนิธิโลกสีเขียวที่เป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เดินมาถูกทางแล้วล่ะ เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำหนังสือแนวนี้ให้เรียบร้อยเคร่งขรึม ชวนให้วางทิ้งไว้บนหิ้งมากกว่าจะหยิบลงมาอ่าน หรือแค่เห็นหน้าปกก็หาวสามครั้งติดกันเสียแล้ว

"ออย" คือสาวน้อยที่รับบทเป็นหนูทดลองต่อต้านลัทธิบริโภคนิยมเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม (ถ้าอยากรู้ว่าลัทธินี้มีผลต่อสภาพแวดล้อมของโลกอย่างไร ต้องไปอ่านดู) ออยไม่ใช่ฮีโร่ เป็นแค่เด็กผู้หญิงที่อยากลองดูว่า เด็กวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งจะสามารถช่วยโลกนี้ได้บ้างหรือไม่ เรื่องราวของออยไม่ใช่การผจญภัย ลับสมองกับปริศนายากๆ หรือต้องสืบสวนล้วงลึกไปถึงไหน แต่เป็นแค่บันทึกชีวิตประจำวันของวัยรุ่นที่เราสามารถอ่านไป ขำไปกับความจริงใจของคนเขียน และที่สำคัญ ออยช่วยทำให้ฉันมองเห็นว่าโลกของวัยรุ่นวันนี้เป็นอย่างไร และเข้าใจพวกเขามากขึ้น

ฉันนั้นเลยวัยแรกรุ่นมานาน แล้วสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น บ้านเมืองก็ไม่มีแสงสีเสียงล่อตาล่อใจทุกห้าก้าวเหมือนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ แต่ฉันก็ยังจำได้ว่าความอยากได้อยากมีตามประสาเด็กนั้นเป็นอย่างไร และการข่มความอยากแบบเด็กๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ออยเองก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่อย่างน้อย ออยก็พยายามล่ะนะ

ไปๆ มาๆ ฉันว่าคนที่เป็นพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์น่าจะลองอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วย เพราะอย่างที่ฉันบอกไว้ว่าหนูออยช่วยสะท้อนภาพชีวิตของวัยรุ่นในยุคบริโภคนิยมให้เราได้เห็น ได้เข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้ว เราก็จะสอนเขาได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้เขาคิดได้ถูกทาง ไม่ใช่แค่สั่งให้ทำตามกับท่องจำเท่านั้น.

Buy Nothing Month/ ออย เขียน/ มูลนิธิโลกสีเขียวจัดพิมพ์/ 168 หน้า/ 180 บาท






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M