Tweatypup’s Nicknacks

September 10, 2008

สยามเมืองยัวะ

นั่งคุย (บ่น) กับแม่บ้านตอนเช้า สรุปกันได้ว่าบ้านเมืองของเราตอนนี้ "มันชักจะบ้ากันไปใหญ่"

เรื่องของเรื่องก็คือแม่บ้านสวมเสื้อยืดสีเทาไปจ่ายกับข้าว แล้วก็มีทั้งคนทักว่าเป็นพวก "ไม่เลือกข้าง" และคนที่พูดในทำนองเห็นดีเห็นงาม พร้อมกับบอกว่าจะไปหาเสื้อสีเทามาใส่บ้าง

ความจริงก็คือแม่บ้านไม่ได้สนใจข่าวสารบ้านเมืองนัก (เพราะความเบื่อหน่าย) จึงไม่รู้เรื่องว่ามีการชักชวนให้คนไทยที่ "เป็นกลาง" หรือ" ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" สวมเสื้อสีเทา

แล้วแม่บ้านก็เล่าอีกว่าหลายวันก่อนได้สวมเสื้อแดงไปจ่ายกับข้าว ก็ถูกผู้หวังดีทักว่า "ระวังจะถูกอุ้ม" ทั้งที่คนใส่เสื้อไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเสื้อยืดก็คือเสื้อยืด เป็นเครื่องนุ่งห่มและสิ่งกันความอุจาด

ฉันฟังแล้วก็นึกสลดใจว่าอาการ "คลั่ง" กันถึงขั้นที่ว่า ใครนึกจะใส่เสื้ออะไรตามใจชอบก็ทำไม่ได้อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศนี้

ประเทศไทยบอกตัวเองและชาวโลกว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย แล้วดูสิ่งที่คนส่วนหนึ่งในประเทศตอนนี้คิดและทำสิ…

เมื่อวานฉันได้ยินเสียงนักข่าวจากในทีวีแว่วๆ ว่า แกนนำฝ่ายเสื้อเหลืองกล่าวตำหนิคนที่ไม่ยอมเลือกข้าง

ฉันฟังแล้วสะดุ้งพร้อมกันนั้นก็นึกฉุน เพราะฉันก็เป็นหนึ่งในพวกที่ "ไม่เอาทั้งสองข้าง" แล้วฉันก็ไม่คิดว่าใครหน้าไหนจะมีสิทธิมาบอกว่าฉัน "ต้อง" เลือกข้าง หรือการไม่เลือกข้างของฉันเป็นสิ่งที่น่าตำหนิ

ที่จริงฉัน "เลือกข้าง" ไว้แล้วนะ เพียงแต่มันไม่ใช่ทั้งสองข้างที่ออกมาแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างเปิดเผยในตอนนี้

ก็ในเมื่อมัน "ไม่ใช่" ทั้งสองข้าง แล้วทำไมฉันจะต้องเลือก?

ฉันไม่ปลื้มรัฐบาลชุดนี้ แล้วฉันก็ไม่เคยโหวตให้พรรคนี้ รวมถึง (อดีต) พรรคที่เป็นต้นตอและอดีตผู้นำที่บินไปนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่ประเทศอื่นแล้ว ไม่ว่าใครถาม ฉันก็ตอบอย่างนี้แหละ ไม่เคยแอบ ไม่เคยซ่อนความชอบหรือไม่ชอบของตัวเอง

ขณะเดียวกันฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงจนเลยเถิดของฝ่ายพันธมิตรที่ทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องเดือดร้อนไปด้วย รวมถึงการใช้ความรุนแรง แม้จะมีข้ออ้างว่าเพื่อป้องกันตัว

ลูกของคนที่ออฟฟิศฉันไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะโรงเรียนอยู่แถวๆ ที่เขาประท้วงกัน ฉันเคยถามว่าทำไมถึงหยุดเรียน ตอนนั้นคิดไปว่าเด็กคงไม่สบาย แม่ก็เลยให้หยุดเรียนแล้วก็พามาที่ทำงานด้วยเพราะที่บ้านไม่มีคนดูแล

เด็กตอบแบบซื่อๆ ว่า ไม่ได้ไปเพราะ "คนเลื้อเหลืองยึดโรงเรียน"

ฉันอยากรู้นักว่าคนเสื้อเหลืองจะคิดยังไงกับคำตอบนี้? หรือจะบอกว่าเราต้องเสียสละ คำถามก็คือนี่คือสิ่งที่เราสมควรหรือจำเป็นจะต้องเสียสละจริงๆ หรือ?

ไหนๆ แล้วก็อยากจะพูดถึงฟอร์เวิร์ดเมลฉบับหนึ่ง ที่มีหัวเรื่องบอกว่าเป็นคำขอโทษถึงคนที่รำคาญพันธมิตรทุกคน คนเขียนอาจจะเจตนาดี อยากจะขอโทษจริงๆ คนที่ฟอร์เวิร์ดมาให้ฉันก็คงเจตนาดีในทำนองเดียวกัน แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกด่า (ใครอยากอ่านเนื้อความก็หาได้ไม่ยากหรอกค่ะ ถามพระอาจารย์กูเกิลได้ แค่พิมพ์ประโยคประมาณว่า "คำขอโทษถึงทุกคนที่รำคาญพันธมิตร" ก็น่าจะเจอแล้ว)

เอาเถอะ ถ้าถามว่าอ่านแล้วจะยกโทษให้ไหม? ฉันก็บอกได้เลยว่าไม่ได้โกรธเกลียดอะไรนักหนากับกลุ่มพันธมิตร แต่ฉันไม่ชอบแกนนำของพันธมิตรและมองว่าการกระทำหลายเรื่องของคนกลุ่มนี้ไม่เหมาะสม

นั่นคือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ฉันไม่ได้ไปร่วมชุมนุมอะไรกับเขา

นอกจากนี้ สำหรับคนเขียนจดหมายดังกล่าว ฉันก็มีเรื่องจะขอโทษอยู่เหมือนกัน

ขอโทษที่ฉันโมโหที่พวกคุณทำให้รถติด เพราะฉันเหนื่อยจากการทำงานแล้วยังต้องมาเหนื่อยกับการเดินทางที่ยากลำบากเป็นสองเท่าเมื่อรถติดมากเป็นพิเศษ ฉันยังเป็นห่วงแม่ที่ยังต้องโหนรถเมล์ไปทำงานในวัยเกินหกสิบ และแค่จะขึ้นรถเมล์ให้ได้ก็เป็นเรื่องลำบากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องต้องยืนขาแข็งอยู่บนรถหลายๆ ชั่วโมงหรอก

ขอโทษที่ฉันเคยตำหนิพวกคุณว่าใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรง แต่เป็นเพราะฉันกำลังตกใจและไม่รู้จะอธิบายกับเด็กๆ ที่บ้านอย่างไรว่า ถ้าการพูดจาหยาบคายไม่ใช่เรื่องดี แล้วทำไมถึงมีคนมากมายยิ้มแย้มและหัวเราะแสดงความเห็นดีเห็นงามไปด้วย

ฉันเชื่อในความถูกต้อง แต่ฉันไม่เชื่อเรื่องการใช้อำนาจนอกระบบ การประท้วงคือการเมืองภาคประชาชนก็จริง แต่เมื่อเลยขีดขั้นที่เหมาะสม มันก็ไม่ต่างอะไรจากการใช้อำนาจเพื่อตัวเองและพวกพ้องหรอก…

สุดท้าย ฉันขอโทษที่ต้องบอกว่า ฉันไม่เชื่อว่าจดหมายของคุณคือคำขอโทษอย่างจริงใจ แต่คิดว่ามันคือข้ออ้างของคุณในการด่าประชดคนที่ไม่เลือกข้างคุณ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่เลือกข้างรัฐบาล)และฉันคิดว่าคนเราต้องรับผิดชอบทั้งคำพูดและการกระทำของตัวเอง

ถ้าคุณเลือกที่จะตาย ก็ขอให้เดินหน้าอย่างกล้าหาญ ไม่ต้องร้องขอความเห็นใจ นั่นแหละเขาถึงเรียกว่าคนกล้าที่แท้จริง

และขอพูดถึงเรื่องการเลือกข้างอีกนิด สำหรับฉันแล้ว คิดว่าคนที่เลือกจะ "เป็นกลาง" นั้น จริงๆ แล้ว พวกเขาคงอยากจะบอกว่า "ฉันไม่เอาพวกเธอทั้งสองฝ่าย" มากกว่า

หรือจะต้องให้มีการชุมนุมประท้วงคนที่มาชุมนุมประท้วงขึ้นมาอีกกลุ่ม? คนทั้งประเทศจะได้ไม่ต้องทำอะไร ประท้วงกันไประท้วงกันมา ใครไม่ชอบใจอะไรก็ตั้งกลุ่มประท้วงได้

จะได้เปลี่ยนฉายาจาก "สยามเมืองยิ้ม" เป็น "สยามเมืองยัวะ" เสียเลย.

September 6, 2008

บ้านเมืองเป็นของ “เรา” ที่หมายถึงคนทั้งชาติ ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เพิ่งไปอ่านบล็อกของน้องสาวร่วมโลกมา เอนทรี่นี้โดนใจ

http://tinnakarn.exteen.com/20080902/entry

ถ้ายังมีเด็กหรือคนหนุ่มสาวที่ยังรู้จักคิดอย่างนี้ ฉันว่าประเทศไทยก็ยังมีหวังว่าจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

"อหิงสา" หมายถึง ความไม่เบียดเบียน การเว้นจากการทำร้าย

การทำร้ายในที่นี้มีความหมายรวมทั้งหมด–ทั้งกาย วาจาและใจ

ฉะนั้น การด่าทอ พูดจาส่อเสียด ประณามหยามเหยียดอีกฝ่าย ก็ไม่ใช่หลักของอหิงสาแล้ว อย่าว่าแต่จะเป็นการทำร้ายร่างกายกันเลย

ที่นี่ประเทศไทย คนไทยด้วยกันทั้งนั้น แบ่งแยกกันแล้วได้อะไรขึ้นมา? จ้องจะเอาชนะคะคานกันให้ได้ แล้วสุดท้ายคนแพ้ตัวจริงก็คือประเทศไทย–ใช่หรือเปล่า?

เราคิดไม่เหมือนกัน แต่ก็ควรจะอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกันได้–ไม่ใช่หรือ?

และนาย ก. คนนั้น ถ้าไม่รู้จักว่าคำว่า "เสียสละ" หมายถึงอะไร? ก็ควรจะรีบทำความเข้าใจอย่างเร่งด่วน

ถ้าจะให้ดีก็ขอให้ปฏิบัติตามเสียด้วย.






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M