Tweatypup’s Nicknacks

June 30, 2008

ทรู (ไม่มี) วิชั่นส์

เมื่อก่อนที่บ้านฉันติดเคเบิลทีวียี่ห้อ UTV เป็นเคเบิลระบบใยแก้ว ซึ่งต่อมาภายหลัง ฉันพบว่าเป็นระบบที่ดีที่สุด เพราะไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้องจะแลบแปลบปลาบยังไงก็ไม่มีผลต่อสัญญาณภาพ สิ่งที่รบกวนสัญญาณจากบริการระบบนี้ก็มีเพียงการขุดท่อ (ของหน่วยงานอื่น) แล้วดันไปจิ้มเอาสายเคเบิลเข้า อีกอย่างหนึ่งก็คือการซ่อมบำรุงสายเคเบิลซึ่งก็นานๆ จะมีสักครั้ง

ต่อมา UTV ก็ควบกิจการรวมกับเคเบิลเจ้าใหญ่อีกเจ้าคือ IBC รวมตัวกันเป็น UBC สิ่งที่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัดก็คือสัญญาณภาพและเสียง ช่องสตาร์ทีวีของฉันสีตกเหมือนดูหนังขาวดำ และระดับเสียงแต่ละช่องก็ไม่เท่ากัน ดูช่องหนึ่งต้องเร่งเสียงแทบตาย แต่พอเปลี่ยนไปอีกช่องก็ต้องกดปุ่มหรี่เสียงแทบไม่ทัน เอาเถอะ ก็ไม่ว่ากัน ฉันไม่ใช่คนเรื่องมากอยู่แล้ว และไม่ใช่คนชอบดูทีวีนักหนา ที่ติดเคเบิลก็เพื่อสนองพระคุณพ่อแม่ให้ท่านได้มีความบันเทิงง่ายๆ ในยามว่าง ฉันก็เลยไม่ได้ใส่ใจกันข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้

ฉันจำไม่ได้แล้วว่าก่อนหรือหลังจากที่ UBC เปลี่ยนเป็น Truevisions ที่มีการปรับแพคเกจ คนด่ากันตรึมว่าสมาชิกที่ติด "โกลด์ แพคเกจ" (ฉันก็ด้วย) ถูกลดชั้นไปเป็นเหมือนพลเมืองชั้นสอง ใครอยากดูของดีต้องเลื่อนชั้นไปเป็น "แพลตินั่ม แพคเกจ"

ฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรนักกับข่าวนี้ ไม่ได้สังเกตด้วย รู้แต่ว่าวันหนึ่งช่องเอ็มทีวีก็หายไปพร้อมกับช่องมูวี่ฮิตส์ แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นแฟนทั้งสองช่องนั้น ก็เลยไม่รู้สึกเดือดร้อนเหมือนจะเป็นจะตาย แค่รำคาญช่องใหม่อย่าง "มะจัง" แต่นานๆ ดูที ก็ขำดีเหมือนกัน

และแล้วใครสักคนก็อิมพอร์ตรายการบิ๊กบราเธอร์กับ AF หรืออะคาเดมี่ แฟนเทเชียเข้ามา รายการแรกหายเงียบไป แต่รายการที่ 2 ได้รับความนิยมถล่มทลายและมากขึ้นทุกๆ ปี ตอนแรกฉันก็ไม่ได้สนใจนักเพราะฉายกันเฉพาะช่อง ใครใคร่ดูก็ดู ใครไม่อยากดูก็เปลี่ยนไปช่องอื่น แค่นั้นเอง ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักคำที่ต้องจ่ายเงินสำหรับช่องที่คนที่บ้านฉันไม่ดูเลยแม้แต่คนเดียว

แต่หลังๆ โดยเฉพาะปีนี้ ฉันรู้สึกเหมือนโดน ‘นักล่าฝัน’ ทั้งหลายรุกรานความสงบ ก่อนถึงรายการที่ฉันชอบดู ก็เป็นต้องเจอรายการโปรโมทละครเพลงที่แสดงโดยนักล่าฝันหรือที่คนแถวพันทิพดอทคอมเขาเรียกกันว่า "ผีโจโจ้ซัง" ตามหลอกตามหลอน ปกติช่วงเวลาว่างๆ ก่อนเข้ารายการใหม่นั้น ทรู (ไม่มี) วิชั่นส์ก็แอบใส่โฆษณาเล็กๆ น้อยๆ ในนามของ Public Announcement อยู่แล้ว ซึ่งฉันก็ไม่ว่ากระไร เพราะถ้าไม่อยากดูก็เปลี่ยนไปดูอย่างอื่น พอถึงเวลาก็ค่อยกดมาดูใหม่ ก็ได้ดูหนังซีรี่ส์ ดูรายการที่ชอบสมใจ

แล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกฎหมายใหม่ที่ออกมาว่าอนุญาตให้เคเบิลทีวีมีโฆษณาได้ ฉันก็ได้เห็นทรู (ไม่มี) วิชั่นส์ปฏิบัติตัวตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้วยการจัดให้มีโฆษณาทดลองในระหว่างฉายรายการ วันนั้น ฉันหงุดหงิดแทบตายที่ต้องดู So You Think You Can Dance และซีรี่ส์เรื่องโปรดของฉันโดยมีโฆษณาคั่นเป็นระยะๆ เหมือนฟรีทีวี (แล้วกรูจะจ่ายเงินเพิ่มทำไมเนี่ย?)

ฉันโทรไปต่อว่าที่ทรู (ไม่มี) วิชั่นส์ ก็ได้รับคำตอบตามสูตรคือ "จะส่งเรื่องต่อไปให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง" เท่านั้นยังไม่พอ พนักงานดีเด่นของทรู (ไม่มี) วิชั่นส์ยังถามกลับมาอีกว่า "ไม่สนใจจะจ่ายค่าบริการเป็นรายปีหรือคะ จะได้ดูฟรีอีก 1 เดือนด้วย" โถ..คุณน้องช่างถามอะไรไม่ดูกาลเทศะจริงๆ

ฉันไม่ใช่คนเดียวที่หงุดหงิด ไปดูความหงุดหงิดของสมาชิกคนอื่นๆ นับร้อยชีวิตได้ที่พันทิพคาเฟ่ ห้องเฉลิมไทย กระทู้ที่ A6719075 ชื่อ "รวมกระทู้ถึง True Vision" ซึ่งกลายเป็นกระทู้แนะนำไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนผู้บริหารของทรู (ไม่มี) วิชั่นส์จะไม่สนใจเสียงเรียกร้องของลูกค้าเท่าไหร่ และฉันก็เชื่อว่าไม่ว่ายังไง เราก็ต้องได้ดูเคเบิลทีวีแบบมีโฆษณาคั่นระหว่างรายการแน่ๆ ก็เรื่องเงินนี่นะ มันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว

ฉันอยากบอกเลิกเป็นสมาชิก แต่ก็ทำไม่ลงเพราะเห็นแก่ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของพ่อแม่และคนในบ้าน ตอนนี้ก็ได้แก่ทำตัวคล้ายๆ เกลียดตัวกินไข่ คือยังจ่ายเงินให้ทรู (ไม่มี) วิชั่นส์อยู่ แต่เลิกอุดหนุนสินค้าอื่นๆ ในเครือบริษัทนี้ เป็นการประท้วงแบบเงียบๆ ของฉันคนเดียว แต่คนอื่นจะเอาอย่างก็ไม่ว่ากัน

แล้วถ้าวันไหนเกิดมีผู้ให้บริการเคเบิลทีวีเจ้าใหม่ขึ้นมา ฉันก็คงไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนไปจ่ายเงินให้คนอื่น และฉันเชื่อว่าลูกค้าที่ไม่มีปากมีเสียง แต่คิดแบบนี้มีอยู่มากมาย…มากกว่าคนที่ไปร้องเรียนในพันทิพหลายเท่า ฉันว่าทรูฯ ควรจะมองอะไรไกลๆ อย่างนี้บ้าง

อ้อ ลืมไป จะไปมองไกลได้ยังไง ก็นี่มันทรู (ไม่มี) วิชั่นส์ นี่นะ.

June 7, 2008

สบายใจ หลวงพระบาง

Filed under: Seen

สะบายดี หลวงพระบางคือหนังที่ฉันเลือกดูเมื่อวันก่อนกับรุ่นพี่แทน Sex and the City และ The Other Boleyn Girl

และนี่คือเหตุผลของฉัน

sabaidee1

พี่สาวที่ไปด้วยกำลังพยายามทำแฮตทริคหนังของน้องอนันดา เพราะก่อนหน้านี้เธอได้ดู “เมโมรี่ รัก…หลอน” และ The Leap Years ไปแล้ว เรื่องของเรื่องคือพี่เขาต้องทำงาน ต้องเขียนคอลัมน์วิจารณ์หนังแถมยังจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับหนังกับเพลง จึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดู (ดูหนังนะ ไม่ใช่ดูน้องอนันดา แม้ว่าน้องจะน่าดูจริงๆ)

สะบายดี หลวงพระบางเป็นหนังลาวนะคะ ถึงจะมีอนันดาเป็นพระเอก แต่น้องเขาก็เป็นลูกครึ่งลาวที่มาโตเมืองไทยและได้เป็นดาราดังของไทย จากหนัง 3 เรื่องของอนันดาที่ออกมาในตอนนี้ พี่สาวทำท่าพอใจเรื่องนี้ที่สุด บอกว่าน้องเล่นดีกว่าเรื่องอื่น อาจจะเป็นเพราะเล่นเป็นตัวเองที่สุด (ตกลงชมหรือเปล่าคะพี่?) ฉันว่าน้องเขาก็พยายามอยู่นะ อย่างฉากที่พระเอกไปเจอบ้านปู่บ้านย่าแล้วตัวเองก็นั่งน้ำตาคลอกกลางพิธีบายศรีสู่ขวัญ ที่จริงแล้วบทมันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นเท่าไหร่ ฉันก็ได้แต่เพลินกับขนตายาวๆ และนิ้วเรียวสวยของน้องไปเรื่อย

ฉันรู้สึกว่าบทหนังทั้งเรื่องหลวมและรวบรัดไปหน่อย แม้จะพยายามมีปมนั้นปมนี้ให้คอยตาม แต่พอถึงตอนท้ายก็ทิ้งไปซะดื้อๆ (ฉันยังข้องใจนิดหน่อยว่าตกลง พระเอกจะพัฒนาการถ่ายภาพที่ไม่ “ลึก” ของตัวเองได้ไหม?) แล้วก็ให้เวลากับการนำเที่ยวมากไป แต่โดยรวมๆ แล้วหนังก็น่ารัก น่าเอ็นดู ไม่หวือหวา เหมือนดูสารคดีนำเที่ยวและเยี่ยมชมวัฒนธรรมลาวแบบมีพระเอกนางเอก แล้วความใสซื่อของผู้คนกับธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่มากทำให้ดูไปได้เรื่อยๆ (แอบรู้สึกอิจฉานิดหน่อยที่เห็นรถทัวร์ที่ลาวหน้าตาดีกว่าของเราเยอะ) ยังมีเจ้าเด็กขายของตัวแสบที่ขโมยซีนได้ทั้งเรื่อง แล้วก็ทำให้คนดูไม่เบื่อ ส่วนน้องคำลี่ที่เล่นเป็นนางเอกก็น่ารัก หน้าตาสวยใสกำลังดี แล้วก็ดูมีเสน่ห์แบบเป็นธรรมชาติ เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไม่เชยหรือเปรี้ยวจนเกินไป ฉันยังคิดอยู่ว่าฉากที่ให้น้องคำลี่ “แต่งสวย” จนพระเอกตะลึงนั้นมันมากเกินไป ทั้งเสื้อสีแดงแล้วก็การแต่งหน้าแต่งตาเข้ม แต่ก็อนุโลมให้ล่ะ เพราะในบทบอกว่ากำลังจะไปงานเลี้ยง

sabaidee2 

หนังหักมุมเล็กน้อยตอนจบ แต่ก็เป็นมุกที่น่ารัก ฉันชอบฉากที่พระเอกไปยืนทำหน้าเด๋ออยู่หน้ากระจกชั่ววินาทีก่อนจะรู้ตัวว่าสาวเจ้าก็มีใจให้ ดูแล้วขำกว่าตอนที่น้องเขาไป (พยายาม) เต้นท่าบัดสลบในงานแต่งงานของเพื่อนนางเอกเสียอีก

ฉันไม่แน่ใจนักว่าคนไทยจะชอบหนังเรื่องนี้ไหม เพราะเป็นหนังใสๆ ซื่อๆ เหมือนนิทานเด็ก แถมยังเป็นหนังรักที่ไม่มีบทรักเลย ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพระเอกเคยจับมือนางเอกหรือเปล่า (น้องคนหนึ่งถามว่า ตกลงมันไปรักกันตอนไหน?) แต่อาจจะเป็นเพราะอย่างนี้กระมังที่ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ เพราะนานๆ จะได้ดูหนังที่ “สะอาด” ขนาดนี้ แล้วก็ไม่ต้องมีใครต่อใครมายืนดูดปากกันหรือไล่ฟัดกันนัวเนียเพื่อแสดงว่า “เรารักกัน”

ในยุคสมัยที่ละครทีวีมีแต่พระเอกหื่น จ้องแต่จะปล้ำนางเอกกันอุตลุด แล้วก็มีสิ่งพิมพ์ขายนมขายก้นดาราเต็มแผงหนังสือไปหมด การได้พักสมองจากสิ่งที่ส่อนัยทางเพศที่แวดล้อมตัวเราอย่างหนาแน่นอย่างทุกวันนี้จึงเหมือนการพักผ่อนที่แสนดี.

http://www.sabaideemovie.com/

June 4, 2008

The Secret of the Secret

Filed under: Read

ฉันเพิ่งอ่านหนังสือจบไปหนึ่งเล่มชื่อ The Secret of the Secret ซึ่งเป็นงานเขียนอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากหนังสือดังเรื่อง The Secret

หนังสือเล่มนี้น่าอ่านไหม? ถ้าพูดถึงเนื้อหา บอกได้ว่าน่าอ่านทีเดียว แต่ฉันคงต้องเตือนกันก่อนตามตรงว่า ฉบับแปลของหนังสือเล่มนี้อ่านยาก กว่าครึ่งของตัวหนังสือบนหน้ากระดาษทำให้ฉันมึนได้บ่อยๆ เพราะต้องอ่านแบบแปลไทยเป็นไทย ฉันไม่อยากว่าคนแปลหรอกนะ เพราะนี่เป็นหนังสือที่แปลยากทีเดียว แม้จะไม่ใช่หนังสือวิชาการเต็มตัว แต่ก็เต็มไปด้วยการอ้างอิงคำพูดและแนวคิดของคนมากมายที่เราไม่รู้จัก อย่าว่าแต่จะเข้าใจงานของเขาเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งเลย งานแปลอย่างนี้ต้องอาศัยการค้นคว้าเยอะและบก.ของเล่มก็ต้องช่วยนักแปลด้วย

ฉันเคยอ่าน The Secret เหมือนกัน แต่อ่านไม่จบ ไม่ครบถ้วนทุกหน้าเพราะไม่มีความอดทนและมองไม่เห็นว่าทำไมตัวเองจะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันยังรู้สึก "ไม่เก็ท" สิ่งที่หนังสือพยายามจะบอก ไม่รู้สินะ อาจจะเป็นเพราะฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยศรัทธาอะไรง่ายๆ และไม่ศรัทธาการได้อะไรมาแบบง่ายๆ หรือบางทีฉันอาจจะโง่เกินไป ดื้อเกินไป ขี้สงสัยเกินไปและมองโลกในแง่ร้ายเกินไป หนังสือที่ใครๆ เป็นปลื้มกันนักหนาทั้งคนดังและไม่ดังจึงถูกฉันเมินไปเสียเฉยๆ

อาจจะเป็นด้วยเหตุผลทั้งหมดนั้นที่ the Secret of the Secret ดึงดูดฉัน อือม์…หรือมันจะเป็นไปตามกฎแห่งการดึงดูดใน The Secret ที่บอกว่าสิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดซึ่งกันและกัน เพราะฉันไม่เชื่อสิ่งที่ The Secret กำลังพร่ำบอก เช่นเดียวกับที่ The Secret of the Secret บอกเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรคิดให้ดีก่อนจะเชื่อสิ่งที่หนังสือเล่มนั้นกำลังบอก

แต่ฉันก็เข้าใจนะว่าทำไมคนมากมายถึงปลื้มกับหนังสือ The Secret (ได้ข่าวว่ามีคนสั่งดีวีดีเข้ามาขายแล้วด้วย) เพราะหนังสือพูดถึงสิ่งที่เราส่วนใหญ่ปรารถนาจะได้มาและมีคำตอบในแบบที่เราอยากฟังและไม่ยากเกินความเข้าใจ

ถึงอย่างไร ฉันว่า คนที่ชอบ The Secret มากๆ ก็น่าจะลองอ่าน The Secret of the Secret ดูนะ จะได้ลองดูความคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง เป็นการรับรู้ข้อมูลหลายๆ ด้าน เผื่อว่าเราจะได้เห็นสิ่งที่อาจมองข้ามไป หรืออาจจะได้มุมมองใหม่เอี่ยมไปเลยก็ได้

สำหรับฉันในตอนนี้ หมอนและที่นอนกำลังดึงดูดใจฉันมากๆ จนคิดว่าน่าจะทำตามแรงดึงดูดนั้นดีกว่า.






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M