เวลาล่วงเข้าไปสี่ทุ่มกว่าแล้ว อากาศก็ยังร้อนจนแทบหายใจไม่ออก ที่บ้านฉันไม่มีแอร์ และอาจจะเป็นบ้านเดียวในรัศมีหลายสิบกิโลเมตรที่ไม่ได้ติดแอร์ เหตุผลที่ไม่ได้ติดแอร์ก็ไม่เกี่ยวกับการอยากช่วยโลกร้อนหรืออะไร เป็นเพียงเหตุผลง่ายๆ ในเชิงเศรษฐกิจว่าไม่มีปัญญาหาเงินมาติดและจ่ายค่าไฟได้ทุกเดือนๆ
ก็ขนาดไม่มีแอร์สักตัว มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว มีเครื่องซักผ้ากับหม้อหุงข้าวอย่างละเครื่อง ไม่มีเครื่องเสียงสเตริโอ ไม่มีโฮมเธียเตอร์ มีแต่ทีวีรุ่นโบราณเครื่องเดียว ค่าไฟแต่ละเดือนยังเหยียบหลักพัน
หน้าร้อนแต่ละปีที่บ้านฉันจึงเปรียบเสมือนแบบทดสอบความอดทน ถ้าเป็นช่วงที่ฉันไม่ได้เข้าออฟฟิศ ก็จะยิ่งทุกข์หนัก เพราะร้อนจนแทบทำงานไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก บ้านชั้นสองนั้นร้อนเหมือนห้องเซาน่า เมื่อก่อนเคยมีลมเย็นจากคลองเล็กๆ หลังซอย (ที่จริงคือลำรางสาธารณะ) แต่ตอนนี้มีคอนโดฯ มาตั้งตระหง่านง้ำตั้งไม่รู้กี่สิบตึกจนบังทิศทางลมส่วนใหญ่ไปหมด
ตอนสายๆ ของวัน ฉันนั่งฟังในบ้านบ่นเรื่องญาติพี่น้องไปเรื่อยระหว่างกินข้าว ฉันฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง การเป็นคนพูดน้อยในบ้านทำให้ฉันเป็นคล้ายๆ กระโถนรับคำบ่นเสมอ (บางทีอยู่นอกบ้านก็เป็น โดยเฉพาะเวลาอยู่กับมนุษย์ขี้บ่นอย่างเจ้าคนเถื่อน)
เรื่องที่บ่นเกี่ยวกับเด็กสาวที่รู้จักซึ่งไปพบรักกับสามีคนอื่นและดึงดันจนได้ผู้ชายมาครอบครอง ฉันรู้ว่าเรื่องความรักบางทีก็ห้ามใจกันไม่ได้ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) สมัยนี้ไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจ และเมื่อคิดถึงพฤติกรรมทำนองเดียวกันนี้ในกรณีอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องชู้สาว ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนเดี๋ยวนี้จิตใจหยาบกระด้างและเห็นแก่ตัวมากๆ ทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง คิดแต่ว่าฉันอยากได้ ฉันจะเอา ส่วนของหรือคนนั้นมีเจ้าของหรือเปล่า ฉันไม่รู้หรือไม่สน หรือเป็นของคนอื่นสิ ยิ่งดี เพราะฉันไม่ต้องเหนื่อยยากหามาเอง ไปรอฉกมาตอนเจ้าของเผลอดีกว่า
คำว่า "เกรงใจ" ไม่รู้ว่าหล่นหายไปไหน?
นึกถึงคำของคุณลุงคุณป้าที่ฟิตเนสส์เจ้าประจำแถวบ้านเมื่อวันก่อน เราคุยกันถึงร้านอาหารริมถนนที่อยู่เลยออกไปทางสวนสาธารณะว่านอกจากจะยึดทางเท้าไปหมดจนเราต้องลงไปเดินบนถนนแล้ว ยังสกปรกเหลือเกิน เพราะเล่นไม่เก็บกวาดกันเลย ฉันเคยเดินผ่านไปตอนที่ร้านยังไม่เปิด มองเห็นเศษขยะเป็นหย่อมๆ และได้กลิ่นเหม็นจากเศษอาหารที่หมักหมมข้ามคืน แล้วคุณลุงก็พูดในทำนองว่าเป็นเพราะคนไทยไม่มีสำนึกสาธารณะและไม่รู้จักคิดถึงส่วนรวม อะไรที่คิดว่าไม่ใช่ของตัวเอง (เช่น ทางเท้า) ก็ใช้แบบทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่สนใจจะเก็บงำรักษาให้ดี คิดเสียว่าธุระไม่ใช่
อาจารย์ชาวญี่ปุ่นของฉัน บ้านของท่านในเมืองไทยเป็นตึกแถว 2 คูหาเล็กๆ มีรถในบ้าน 2 คัน แต่อาจารย์ไม่เคยจอดรถทิ้งไว้หน้าบ้านเลย แม้ว่าบางครั้งอาจารย์จะกลับเข้าบ้านไปแค่ชั่วโมง-สองชั่วโมงก็จะต้องออกไปอีก ท่านก็จะต้องถอยรถเข้าไปจอดในชั้นล่างของบ้านเสมอ อาจารย์บอกว่าจอดไว้ข้างนอกคงไม่ดี คนที่ขับรถผ่านไปมาจะไม่สะดวกเพราะต้องหักรถหลบหลีก
ฉันไม่อยากบอกเลยว่าเจ้าของตึกแถวหลังอื่นๆ ในซอยนั้นที่เป็นคนไทย ต่างจอดรถไว้หน้าบ้านตัวเองทั้งนั้น และเป็นเหตุให้ถนนเหลือเลนเดียวจนแทบจะวิ่งสวนกันไม่ได้ แถมส่วนมากยังเป็นรถกระบะคันใหญ่ๆ ด้วย แต่อาจารย์ก็ไม่ได้คิดจะทำตามหรือตำหนิอะไร แค่บอกว่าไม่เข้าใจคนไทยจริงๆ ทำไมกลางคืนเอารถไปจอดในบ้านได้ แต่กลางวันกลับจอดไม่ได้?
ฉันอยากให้คนไทยเข้มแข็งอย่างอาจารย์บ้าง เข้มแข็งที่จะทำดีตามความคิดของตัวโดยไม่ต้องกลัวคนอื่นจะหมิ่นแคลนว่าเป็นไอ้โง่ ไม่รู้จักฉวยโอกาส ไม่รู้จักหาผลประโยชน์ใส่ตัว
ทุกวันนี้ ฉันมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนอยากรวย เหมือนคนไทยกลายเป็นชาติพันธุ์ที่หมกมุ่นกับความรวยไปแล้ว และไม่ใช่แค่อยากรวยธรรมดาๆ แต่อยากรวยแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก็มีเงินมากมาย กินใช้ได้ตามใจชอบ น่าคิด…ว่ามีใครมาแอบปลูกฝังค่านิยมอุบาทว์ๆ แบบนี้ให้คนไทยที่เขาได้เป็นใหญ่เป็นโตหรือเปล่า?
ฉันอยากทำกิจการเล็กๆ พอเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ได้อยากรวย แค่อยากมีแหล่งรายได้ไว้เลี้ยงตัวจนกว่าจะละสังขารไป พอลองหาข้อมูล ก็เจอเข้ากับสารพัดยุทธวิธีการเป็นเอสเอ็มอีที่ต้องโกอินเตอร์ ต้องขยายกิจการ ต้องมีกำไรจากผลประกอบการแบบก้าวหน้า
ฉันคิดว่าถ้าวันไหนฉันต้องทำงานเพื่อเงิน (กำไร) ขนาดนั้น มันคงไม่สนุก
แล้วถ้าไปพูดแบบนี้กับบางคน เขาก็อาจจะบอกว่าฉัน’ติสท์แ-ก ฝันเฟื่อง ไม่ยอมมองโลกตามความเป็นจริง หรืออาจจะมองว่าเป็นคนใช้ไม่ได้ ไม่มีความทะเยอทะยาน ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่อยากโต ไม่อยากรวย ก็อย่าทำเลย เสียเวลา
ว่าแต่ทำไมบางคนก็ไม่เข้าใจกันนะว่า ไม่ใช่ทุกคนที่อยากรวย?
บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนคนไทยไม่เข้าใจปรัชญาพอเพียงที่ในหลวงทรงพร่ำบอกเลยแม้แต่น้อย เป็นอย่างที่อาจารย์สุเมธ ตันติเวชกุลเคยพูดไว้ว่า "คนไทยเห็นในหลวง แต่ไม่มองในหลวง คนไทยได้ยินในหลวง แต่ไม่ฟังในหลวง"
ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะขำหรือควรจะร้องไห้ให้เพื่อนร่วมชาติดี?