Tweatypup’s Nicknacks

March 12, 2008

ภาษาไทยของคนไทยวันนี้

สถานการณ์ของภาษาไทยเราเข้าขั้นวิกฤตมานานแล้ว แต่ฉันไม่อยากจะเชื่อเท่านั้นเอง

วันนี้ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีการแก้งานที่ฉันแก้ไปแล้วด้วยคำที่ฉันรู้สึกว่าไม่ค่อยจะตรงกับความหมายเดิมเท่าไหร่นัก อย่างน้อยก็ไม่ตรงในแง่ของอารมณ์

วลีนั้นเป็นวลีที่นักอ่านนิยายจีนคุ้นเคยกันดี ใช้บรรยายบุคลิกของคน ก็ "ชืดชาต่อชื่อเสียงลาภยศ" ยังไงล่ะ

คำว่า "ชืดชา" ที่เขียนไปตอนแรกถูกแก้เป็น "เย็นชา" ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าใครแก้ แล้วก็ไม่สนใจด้วย รู้แต่ว่ามันไม่เข้าท่า ถ้าจะแก้ใหม่ ก็น่าจะใช้คำว่า "เฉยชา" น่าจะตรงกับความหมายและอารมณ์มากกว่า

แล้วฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า นั่นแสดงว่า คนแก้ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "ชืดชา" หรือเปล่า? คำๆ นี้กลายเป็นของยากเกินความเข้าใจของคนสมัยนี้หรืออย่างไร?

ฉันวิ่งไล่ถามชาวบ้านว่ารู้จักคำว่า "ชืดชา" หรือเปล่า? ปรากฏว่าชาวบ้านรุ่นอายุไม่ถึง 30 พร้อมใจกันบอกว่าไม่รู้จักเลย ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันหมายความว่าอย่างไร

ปรารภให้รุ่นพี่คนหนึ่งฟัง เธอไม่แปลกใจที่เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักคำว่า "ชืดชา" แต่ทำหน้าไม่ "เก็ท" ว่าทำไมถึงแยกคำว่า "ชืด" กับ "ชา" ออกมาแล้วเดาๆ จากความหมาย(ที่แสนจะง่าย)ของแต่ละคำไม่ได้?

แม้ว่าน้องๆ เหล่านั้นจะสารภาพว่าไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือ แต่ฉันก็คิดว่าที่โรงเรียนก็น่าจะเคยสอนอะไรที่ช่วยในการวิเคราะห์หรือเดาความหมายของคำได้บ้าง แต่ถ้าผลออกมาแบบนี้ ฉันก็ไม่อยากคิดเลยว่าประสิทธิภาพการเรียนการสอนภาษาไทยในบ้านเราย่ำแย่ขนาดไหน…

โอเค จะบอกว่าคนที่ฉันถามไม่ใช่คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือโดยตรง ความรู้ทางภาษาก็อาจจะย่อหย่อนไปบ้าง ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก

แต่เราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร–เรื่องที่เมื่อคืนนี้ฉันอ่านนิตยสารแนวแต่งบ้านชื่อดัง แล้วเจอคำบรรยายภาพ "ที่กั้นหนังสือ" (Bookends) เป็น "ที่คั่นหนังสือ" (Bookmark) แถมยังเจอสำนวน "Play Save" (ที่ควรจะเป็น Play Safe) ในบทความเกี่ยวกับแฟชั่นและการแต่งกาย

นานมาแล้ว ในนิตยสารชื่อเดียวกันนี่แหละ ฉันเคยเห็นคำบรรยายภาพสินค้าประเภทเชิงเทียนว่า "ที่ใส่เทียน"

ก็ถ้าคนที่ทำงานกับตัวหนังสือยังเขียนอะไรแบบนี้ได้ เราจะไปหวังอะไรกับชาวบ้านทั่วๆ ไปล่ะ

มันน่าคิดเหมือนกันว่าเพราะอะไร คนสมัยนี้ช่างรู้ศัพท์แสงที่ใช้เรียกสิ่งของต่างๆ น้อยเหลือเกิน? แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกหน่อยเรามิต้องเขียนถึง "เก้าอี้" ว่า "ที่สำหรับนั่ง" เขียนถึง "เตียง" ว่า "ที่สำหรับนอน" เรียก "จาน" ว่า "ที่ใส่อาหาร" เรียก "แก้ว" ว่า "ที่ใส่น้ำ" หรอกหรือ?

ที่จริงแล้ว ฉันไม่แน่ใจนักว่าระหว่างการมีคลังคำในสมองเพียงน้อยนิดของกับการประดิษฐ์ศัพท์แสงอุจาดพิสดาร (เช่น กระแตนมระเบิด มาช่าฉีกทุเรียน โอเด็ตแหวกเต้า เป้ยอึ๋มทะลักสุดซี้ด ฯลฯ) ของนักเขียน/นักข่าวสมัยนี้ อย่างไหนจะน่ากลุ้มใจกว่ากัน?






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M