Tweatypup’s Nicknacks

January 12, 2008

วิบากกรรมของฟรีแลนซ์ : ลูกค้าอีโก้จัด (2)

มาว่ากันต่อเรื่องลูกค้าอีโก้จัด แต่คราวนี้เป็นอีโก้ของ "ลูกค้าของลูกค้า"

ลูกค้าอีกรายหนึ่งโทรมา ต้องการให้ฉันแปลงานสั้นๆ สักสองชิ้น จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ไอ้ฉันก็ชุ่ยเอง (หรืออาจจะเบลอในตอนนั้น) คิดว่าเป็นแค่งานแปลแบบสรุปไอเดียเพื่อให้ลูกค้านำไปเสนอ "คุณลูกค้าของลูกค้า" ว่าได้เขียนอะไรไปบ้าง เพราะคุณลูกค้าของลูกค้าไม่ใช่คนไทย ก็เลยรับปาก

กลายเป็นว่า ลูกค้าต้องการให้ฉันแปลงานให้ออกมาสวยงาม เร้าอารมณ์ ใช้ออกงานสาธารณะ เป็นหน้าเป็นตาของบริษัทผู้ว่าจ้างได้ด้วย

ฉันนึกในใจว่าซวยแล้ว แล้วก็เขกหัวตัวเองที่ไม่รู้จักเคลียร์ให้ชัดตั้งแต่แรก งานอย่างนี้ฉันไม่ค่อยอยากรับทำ เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะมีปัญญาทำให้ดีได้ แต่ก็รับงานมาแล้ว ยังไงก็ต้องกัดฟันทำให้เสร็จ

ชิ้นแรก ฉันแปลให้ไปสองรอบ มีการแก้ไขบ้าง แล้วก็ผ่านไปด้วยดี แต่พอมาชิ้นที่ 2 ดูเหมือนว่าคุณลูกค้าของลูกค้าจะไม่พอใจอย่างมาก เพราะหลังจากส่งงานที่แก้รอบสองไป ลูกค้าก็โทรบอกฉันว่า คุณลูกค้าของลูกค้าได้ตัดสินใจจะไม่ใช้งานที่ฉันแปลไป แต่เขียนขึ้นเองใหม่หมด ปัญหาก็คือ คุณลูกค้าของลูกค้าเองก็ไม่มั่นใจเรื่องไวยากรณ์นัก (เพราะไม่ใช่ฝรั่ง) จึงอยากให้ลูกค้าหาคนมาช่วยเช็คให้หน่อย ลูกค้าของฉันน่ารักมาก ย้ำว่าไม่ต้องห่วงเรื่องค่าจ้าง ยังไงก็ต้องจ่าย เพราะถือว่าเราทำงานไปแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเอาไปใช้เอง

ตอนแรกที่ฉันเห็นโน้ตแสดงความเห็นของคุณลูกค้าของลูกค้า ฉันตกใจมาก เพราะน้ำเสียงที่ตำหนินั้นรุนแรงทีเดียว หลักๆ คือบอกว่างานไม่ดี ใช้ศัพท์และไวยากรณ์ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้ฉันใจฝ่อและเสียความมั่นใจไปเลย

ฉันจึงดาวน์โหลดไฟล์งานที่ลูกค้าบอกว่าคุณลูกค้าของลูกค้าได้เขียนมาใหม่หมด และเตรียมกดโทรศัพท์หาเพื่อนรุ่นน้องที่เชี่ยวชำนาญการด้านภาษาอังกฤษมากกว่าฉัน เพราะเธอทั้งเรียนทั้งทำงานอยู่ต่างแดนในสหรัฐฯ ตั้งหลายปี แถมตอนนี้ก็ทำงานให้แมกกาซีนภาษาอังกฤษด้วย

โหลดไฟล์เสร็จแล้ว เปิดออกอ่าน ฉันเกือบหัวเราะ มันเป็นความรู้สึกทั้งขำทั้งโมโหปนกับอ่อนใจ เพราะงานที่ฉันได้รับการบอกกล่าวมาว่าเป็นการเขียนใหม่นั้นไม่ได้ใหม่เลย เป็นการหยิบงานที่ฉันแปลให้มาตัดทอนบางส่วนออก สลับคำและประโยค แถมยังไปจิ๊กเอาคำในงานแปลรอบแรกกลับมาใช้ด้วย

ฉันนึกในใจว่า "ไหนมรึงว่างานกรูไม่ดี แต่เจือกเอามาใช้ทำไมเนี่ย?"

ฉันอ่านดูคร่าวๆ กะได้ว่ามีการเพิ่มศัพท์ใหม่มาแค่ 2-3 คำ ซึ่งฉันต้องบอกว่าทำให้งานออกมาดูพิลึกกึกกือหนักเข้าไปอีก เพราะถึงแม้รูปประโยคจะถูกไวยากรณ์เป๊ะ แต่คำที่คุณลูกค้าของลูกค้าเลือกใช้นั้น เป็นคำที่ชาวบ้านเขาไม่พูดกัน พูดง่ายๆ ว่ามันไม่ใช่ภาษาคน แต่เป็นภาษาที่เหมือนคนเปิดดิคฯ สองภาษาแล้วหยิบเอามาเขียน เหมือนเวลามีคนแปลเมนู "ไข่กวน/ไข่คน" ว่า "Stired Egg" แทนที่จะเป็น "Scrambled Egg" อะไรทำนองนั้น

ฉันโทรหาเพื่อนรุ่นน้อง อ่านบางประโยคที่คิดว่าควรแก้ให้เธอฟังเพื่อขอคำแนะนำ น้องฟังแล้วก็ทำเสียงอ่อนใจก่อนจะไล่แก้ให้ทีละประโยค หลังจากนั้นฉันก็ส่งงานกลับไปโดยแอบกระซิบฝากไปกับงานด้วยว่า "จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของมรึง"

แล้วอีกงานก็ผ่านไปอย่างไม่แฮปปี้นัก แต่ฉันว่ามันก็เป็นบทเรียนที่ดี อย่างแรกเลยคืออย่าตื่นตูมไปกับคำตำหนิของลูกค้า และอย่าคิดว่าลูกค้ารู้ทุกอย่าง (นั่นสินะ ถ้าอีเก่งขนาดนั้น ทำไมอีไม่ทำเองซะตั้งแต่แรก?)

อีกอย่างหนึ่งที่ฉันอยากเตือนคนที่อยากเป็นฟรีแลนซ์ทั้งหลายก็คือ คำตำหนิอย่างนี้ บางทีก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมของลูกค้าขี้โกง คือทำเป็นไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ทำให้เราคิดว่าขายงานแล้วไม่ผ่าน เราจึงไม่ได้สตางค์ แต่หลังจากนั้น ก็เอาไอเดีย เอาสิ่งที่เราทำให้ไปใช้อย่างหน้าตาเฉย มันเป็นความเฮงซวยของระบบการจ้างงานฟรีแลนซ์ในบ้านเราที่มักเป็นการว่าจ้างแบบปากเปล่า ไม่มีการเซ็นสัญญาเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้เราถูกโกงได้ง่ายมาก ดังนั้น เวลารับงานก็ต้องดูความน่าเชื่อถือของลูกค้าด้วย และถ้าเป็นไปได้ พยายามเก็บหลักฐานการติดต่องานไว้ ไม่ว่าจะเป็นแฟกซ์หรืออี-เมล เผื่อว่าจะมีการ "เบี้ยว" เกิดขึ้น

นี่แหละชีวิตฟรีแลนซ์ ใครอยากเป็นก็เผื่อใจไว้ด้วย.






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M