Tweatypup’s Nicknacks

January 29, 2008

บ่นคนบ่น

ไม่ทำไมหรอก วันนี้เจอแต่คนบ่น

ตื่นแต่เช้าจะไปเรียนฟลาเมงโก้ ก็เจอคุณแม่บ้านบ่น (เป็นปกติ) ก็ทำเป็นว่ารีบๆ เผ่นออกจากบ้าน เป็นอันว่ารอดตัวไป

เรียนเสร็จ นั่งรถเมล์จนหน้าแก่กลับบ้าน ก็มาเจอคุณแม่บ้านบ่นอีกรอบ ขี้เกียจฟัง ก็เลยเข้าห้อง ปิดประตูทำงาน โล่งหูไปได้หลายชั่วโมง

ตกเย็น คุณนายแม่กลับมา ระหว่างดินเนอร์ก็อดบ่นไม่ได้ตามประสา ไอ้เราคร้านจะฟังก็เลยรีบจ้วงข้าวเย็น เสร็จแล้วก็แวบเข้าห้องทำงานต่อ

ที่ไหนได้ เลยสี่ทุ่มไปจิ๊ดเดียว เจ้าสหายคนเถื่อนโทรมา บ่นๆๆๆ เรื่องงานอยู่สัก 10 นาทีเห็นจะได้ แล้วก็วางสาย ชักสงสัยว่าหน้าเราเหมือนกระโถนท้องพระโรงหรืออย่างไร ทำไมมีอะไรมันต้องโทรมาบ่นกับเราทุกที เออ…นี่ถ้าเก็บตังค์ค่าฟังมันบ่นได้ ป่านนี้คงรวยเละไปแล้ว

จะเที่ยงคืนอยู่รอมร่อ ต่อเน็ตเข้าไปส่งงาน เจอน้องที่ออฟฟิศเก่า มันบ่นเรื่องเรียนให้ฟัง โชคดีที่มันง่วง บ่นไม่นานก็จรลีไปขึ้นเตียง ทิ้งให้เราเม้ากับเจ้าอ้อม หริ ถึงอดีตเจ้านายอย่างเมามันต่อไป

แต่ว่าไปก็ชักง่วงแล้ว ไปนอนละ.

January 12, 2008

วิบากกรรมของฟรีแลนซ์ : ลูกค้าอีโก้จัด (2)

มาว่ากันต่อเรื่องลูกค้าอีโก้จัด แต่คราวนี้เป็นอีโก้ของ "ลูกค้าของลูกค้า"

ลูกค้าอีกรายหนึ่งโทรมา ต้องการให้ฉันแปลงานสั้นๆ สักสองชิ้น จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ไอ้ฉันก็ชุ่ยเอง (หรืออาจจะเบลอในตอนนั้น) คิดว่าเป็นแค่งานแปลแบบสรุปไอเดียเพื่อให้ลูกค้านำไปเสนอ "คุณลูกค้าของลูกค้า" ว่าได้เขียนอะไรไปบ้าง เพราะคุณลูกค้าของลูกค้าไม่ใช่คนไทย ก็เลยรับปาก

กลายเป็นว่า ลูกค้าต้องการให้ฉันแปลงานให้ออกมาสวยงาม เร้าอารมณ์ ใช้ออกงานสาธารณะ เป็นหน้าเป็นตาของบริษัทผู้ว่าจ้างได้ด้วย

ฉันนึกในใจว่าซวยแล้ว แล้วก็เขกหัวตัวเองที่ไม่รู้จักเคลียร์ให้ชัดตั้งแต่แรก งานอย่างนี้ฉันไม่ค่อยอยากรับทำ เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะมีปัญญาทำให้ดีได้ แต่ก็รับงานมาแล้ว ยังไงก็ต้องกัดฟันทำให้เสร็จ

ชิ้นแรก ฉันแปลให้ไปสองรอบ มีการแก้ไขบ้าง แล้วก็ผ่านไปด้วยดี แต่พอมาชิ้นที่ 2 ดูเหมือนว่าคุณลูกค้าของลูกค้าจะไม่พอใจอย่างมาก เพราะหลังจากส่งงานที่แก้รอบสองไป ลูกค้าก็โทรบอกฉันว่า คุณลูกค้าของลูกค้าได้ตัดสินใจจะไม่ใช้งานที่ฉันแปลไป แต่เขียนขึ้นเองใหม่หมด ปัญหาก็คือ คุณลูกค้าของลูกค้าเองก็ไม่มั่นใจเรื่องไวยากรณ์นัก (เพราะไม่ใช่ฝรั่ง) จึงอยากให้ลูกค้าหาคนมาช่วยเช็คให้หน่อย ลูกค้าของฉันน่ารักมาก ย้ำว่าไม่ต้องห่วงเรื่องค่าจ้าง ยังไงก็ต้องจ่าย เพราะถือว่าเราทำงานไปแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเอาไปใช้เอง

ตอนแรกที่ฉันเห็นโน้ตแสดงความเห็นของคุณลูกค้าของลูกค้า ฉันตกใจมาก เพราะน้ำเสียงที่ตำหนินั้นรุนแรงทีเดียว หลักๆ คือบอกว่างานไม่ดี ใช้ศัพท์และไวยากรณ์ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้ฉันใจฝ่อและเสียความมั่นใจไปเลย

ฉันจึงดาวน์โหลดไฟล์งานที่ลูกค้าบอกว่าคุณลูกค้าของลูกค้าได้เขียนมาใหม่หมด และเตรียมกดโทรศัพท์หาเพื่อนรุ่นน้องที่เชี่ยวชำนาญการด้านภาษาอังกฤษมากกว่าฉัน เพราะเธอทั้งเรียนทั้งทำงานอยู่ต่างแดนในสหรัฐฯ ตั้งหลายปี แถมตอนนี้ก็ทำงานให้แมกกาซีนภาษาอังกฤษด้วย

โหลดไฟล์เสร็จแล้ว เปิดออกอ่าน ฉันเกือบหัวเราะ มันเป็นความรู้สึกทั้งขำทั้งโมโหปนกับอ่อนใจ เพราะงานที่ฉันได้รับการบอกกล่าวมาว่าเป็นการเขียนใหม่นั้นไม่ได้ใหม่เลย เป็นการหยิบงานที่ฉันแปลให้มาตัดทอนบางส่วนออก สลับคำและประโยค แถมยังไปจิ๊กเอาคำในงานแปลรอบแรกกลับมาใช้ด้วย

ฉันนึกในใจว่า "ไหนมรึงว่างานกรูไม่ดี แต่เจือกเอามาใช้ทำไมเนี่ย?"

ฉันอ่านดูคร่าวๆ กะได้ว่ามีการเพิ่มศัพท์ใหม่มาแค่ 2-3 คำ ซึ่งฉันต้องบอกว่าทำให้งานออกมาดูพิลึกกึกกือหนักเข้าไปอีก เพราะถึงแม้รูปประโยคจะถูกไวยากรณ์เป๊ะ แต่คำที่คุณลูกค้าของลูกค้าเลือกใช้นั้น เป็นคำที่ชาวบ้านเขาไม่พูดกัน พูดง่ายๆ ว่ามันไม่ใช่ภาษาคน แต่เป็นภาษาที่เหมือนคนเปิดดิคฯ สองภาษาแล้วหยิบเอามาเขียน เหมือนเวลามีคนแปลเมนู "ไข่กวน/ไข่คน" ว่า "Stired Egg" แทนที่จะเป็น "Scrambled Egg" อะไรทำนองนั้น

ฉันโทรหาเพื่อนรุ่นน้อง อ่านบางประโยคที่คิดว่าควรแก้ให้เธอฟังเพื่อขอคำแนะนำ น้องฟังแล้วก็ทำเสียงอ่อนใจก่อนจะไล่แก้ให้ทีละประโยค หลังจากนั้นฉันก็ส่งงานกลับไปโดยแอบกระซิบฝากไปกับงานด้วยว่า "จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของมรึง"

แล้วอีกงานก็ผ่านไปอย่างไม่แฮปปี้นัก แต่ฉันว่ามันก็เป็นบทเรียนที่ดี อย่างแรกเลยคืออย่าตื่นตูมไปกับคำตำหนิของลูกค้า และอย่าคิดว่าลูกค้ารู้ทุกอย่าง (นั่นสินะ ถ้าอีเก่งขนาดนั้น ทำไมอีไม่ทำเองซะตั้งแต่แรก?)

อีกอย่างหนึ่งที่ฉันอยากเตือนคนที่อยากเป็นฟรีแลนซ์ทั้งหลายก็คือ คำตำหนิอย่างนี้ บางทีก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมของลูกค้าขี้โกง คือทำเป็นไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ทำให้เราคิดว่าขายงานแล้วไม่ผ่าน เราจึงไม่ได้สตางค์ แต่หลังจากนั้น ก็เอาไอเดีย เอาสิ่งที่เราทำให้ไปใช้อย่างหน้าตาเฉย มันเป็นความเฮงซวยของระบบการจ้างงานฟรีแลนซ์ในบ้านเราที่มักเป็นการว่าจ้างแบบปากเปล่า ไม่มีการเซ็นสัญญาเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้เราถูกโกงได้ง่ายมาก ดังนั้น เวลารับงานก็ต้องดูความน่าเชื่อถือของลูกค้าด้วย และถ้าเป็นไปได้ พยายามเก็บหลักฐานการติดต่องานไว้ ไม่ว่าจะเป็นแฟกซ์หรืออี-เมล เผื่อว่าจะมีการ "เบี้ยว" เกิดขึ้น

นี่แหละชีวิตฟรีแลนซ์ ใครอยากเป็นก็เผื่อใจไว้ด้วย.

January 11, 2008

วิบากกรรมของฟรีแลนซ์ : ลูกค้าอีโก้จัด (1)

เพิ่งเจอความงี่เง่าของ "ลูกค้า" รายล่าสุดมา จึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเล่าสู่กันฟังถึงพฤติกรรมกวน teen ของบรรดาคุณลูกค้า เผื่อว่าใครที่อยากยึดอาชีพฟรีแลนซ์จะได้รู้ว่าตัวเองต้องเจอกับอะไรบ้าง

"ลูกค้า" คือคนที่มาว่าจ้างเราให้ทำงาน เป็นคนสำคัญเพราะเราจะได้สตางค์จากเขาหลังจากที่เราทำงานให้เขาเสร็จ

ลูกค้าที่ชวนปวดหัวและปวดใจที่สุดสำหรับฟรีแลนซ์ก็คือพวกโง่ อีโก้จัดและขี้เหนียว เพราะพวกนี้จะคิดแต่ว่าเป็นผู้ถือเงินเสียอย่าง จะจิกใช้ เร่งงานเราหรือพูดจายังไงก็ได้ โดยลืมไปว่าเขาเลิกทาสไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว แต่ทีเวลาจ่ายเงินล่ะก็ยืดยาดยิ่งกว่าหนังสติ๊ก

ลูกค้าแบบนี้ ถ้ารู้ฤทธิ์กันมาก่อน ฉันมักจะบอกผ่านถ้าไม่ตกยาก อดข้าวอดน้ำจริงๆ ซึ่งบางรายนั้น พอเจอการตอบกลับในทำนองไม่แคร์จากคนที่ตัวเองกำลังจะว่าจ้าง ก็ถึงกับเกิดอาการเหวอรับประทาน ทำอะไรไม่ถูก เพราะคิดไม่ถึงว่าในโลกนี้ยังมีคนที่ไม่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินอยู่ด้วย

ลูกค้ารายหนึ่งรับงานทำคู่มือของบริษัทใหญ่ จึงมาว่าจ้างฉันให้แปลเอกสารพร้อมมีตัวอย่างงานมาให้เสร็จสรรพ ฉันยังนึกชมในใจว่ารอบคอบ แต่หลังจากส่งงานไป คุณลูกค้าก็โทรมาด่าเอาๆ ว่าฉันไปแปลแบบรวบคำ ไม่ได้แปลตรงตามตัว (Literary) แถมยังใช้คำผิดๆ เรียกว่าภาษาไทยอ่อนด้อย ฯลฯ ยังดีที่ไม่ได้พูดจาหยาบคาย ไม่งั้น ฉันคงบอกศาลา หรืออาจจะไปดักตบแถมให้อีกด้วย

ที่จริงแล้ว ตัวอย่างของที่ "ลูกค้าของลูกค้า" ต้องการนั้น ใช้การแปลแบบรวบคำทั้งหมด เพราะเป็นคู่มือการใช้วัสดุที่ต้องรวบทุกอย่างให้อยู่ในกระดาษหนึ่งแผ่นสองหน้าให้ได้ และจะมีภาษาช่างที่ดูประหลาดพิลึกในสายตาคนที่ไม่รู้เรื่องทางเทคนิค แต่ก็จำจะต้องใช้ เพราะเป็นภาษาของช่างที่เขารู้เรื่องกัน

ฉันพยายามชี้แจงว่าแปลและใช้คำตามตัวอย่างที่ได้มา แต่เธอก็ไม่ยอมหยุดฟัง กระทั่งฉันขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด เพราะเริ่มจับได้แล้วว่าลูกค้าคนนี้ "อีโก้" หรือ "อัตตา" แรงไม่น้อย ขืนเถียงไปก็เท่านั้น จะมีน้ำโหกันเปล่าๆ ฉันก็เลยกลั้นใจขอโทษขอโพยไป และบอกว่างานส่วนที่เหลือจะแปลให้ตรงตัวเป๊ะๆ อย่างที่เธออยากได้

ปรากฏว่าไม่กี่วันต่อมา เธอก็โทรมาบอกให้แก้งานใหม่ตามตัวอย่างลูกค้า โดยรวบความหมายและใช้ศัพท์ตามที่เห็นในนั้น

ฉันนึกในใจว่า "ไหมล่ะ กรูบอกมรึงแล้ว เจือกไม่ดู ไม่ฟังเอง" แต่ปากก็รับคำไป ไม่ได้ต่อว่าอะไร ฉันรอดูว่าเธอจะขอโทษที่ต่อว่าฉันในคราวที่แล้วบ้างไหม ปรากฏว่า ไม่มีการเอ่ยปากถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่แอะเดียว เธอทำเหมือนไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น

หลังจากเสร็จงานนี้ รับเงินแล้ว ส่งของคืนแล้ว ฉันก็ลบอีเมล เบอร์โทรศัพท์และเอาชื่อคุณลูกค้ารายนี้ออกจากลิสต์ MSN ของฉันด้วย และตั้งใจว่าจะไม่รับงานจากเธอคนนี้อีก

ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจะใช่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดหรือเปล่า แต่ฉันแค่อยากบอกว่านี่คือสิ่งที่เราชาวฟรีแลนซ์ทำได้ เลือกได้ เมื่อเจอลูกค้าห่วยๆ แล้วจำต้องทำงานนั้นจนเสร็จ พยายามคิดว่างานมันต้องมีวันจบ แล้วเมื่อถึงวันนั้น เราก็เลือกได้ว่าจะไม่ต้องการพบคนแบบนี้อีก (อย่าลืมเก็บตังค์ค่าจ้างให้ได้ก่อนนะ)

พรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันอีกเคสนึง.

January 1, 2008

ปีใหม่แล้ว เลิกจอดรถติดเครื่องกันเสียที!

ซอยบ้านฉันกลายสภาพจากที่ทึ่เคยสงบเงียบมาเป็นที่ที่พลุกพล่านมาหลายปีแล้ว

สิ่งหนึ่งที่สร้างความรำคาญมากที่สุดสำหรับฉันก็คือ การที่คนนอกซอยมาจอดรถโดยไม่ดับเครื่องเพื่อรอเพื่อน พ่อแม่พี่น้องหรือแม้กระทั่งอีหนูที่กำลังเยื้องย่างมาจากคอนโดฯ ที่อยู่หลังทางลัดเล็กๆ ก้นซอยบ้านฉันที่รถเข้าไปไม่ได้ มีอยู่คราวหนึ่ง ฉันออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะแถวบ้านก็พบว่ามีรถเก๋งคันหนึ่งจอดเยื้องๆ กับบ้านฉันโดยที่ติดเครื่องอยู่ด้วย

แม้ว่าจะไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่ได้สนใจนัก (ที่จริงแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายมากกว่า) เพราะภาพแบบนี้มีให้เห็นกันเป็นประจำ เว้นเสียแต่ว่าจะมาจอดหน้าบ้านฉันแล้วทำแบบนี้ ฉันก็จะเดินไปบอกให้ดับเครื่องโดยอ้างว่าควันจากท่อไอเสียส่งกลิ่นเหม็นรบกวนคนในบ้าน ครั้นจะไปบอกให้ดับเครื่องเพราะคุณทำให้โลกที่ร้อนอยู่แล้ว ยิ่งร้อนหนักเข้าไปอีก ก็คงจะไม่มีใครเข้าใจ

ฉันออกไปเดินเล่นประมาณชั่วโมงหนึ่ง ก็เดินกลับเข้าซอยมาในยามโพล้เพล้ พบว่าเจ้ารถคันนั้นก็ยังจอดอยู่ที่เดิมโดยที่ยังติดเครื่องอยู่ ฉันเข้าบ้านไปแล้ว อาบน้ำเสร็จแล้ว เตรียมตัวจะกินข้าว เจ้ารถคันนั้นก็ยังจอดติดเครื่องอยู่ที่เดิม รวมแล้วเป็นเวลาราวๆ 2 ชั่วโมง สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับฉันเป็นอย่างยิ่งว่า เจ้าของรถเขาไม่กลัวเปลืองน้ำมันหรืออย่างไร?

เสียงแม่บ่นลอยลมมาประมาณว่า "สงสัยที่บ้านมันมีบ่อน้ำมัน"

คนที่ชอบจอดรถติดเครื่องไว้นานๆ รู้ไว้ด้วยว่า การจอดรถไม่ดับเครื่องแค่ 10 นาที คุณก็ผลาญน้ำมันไปแล้ว  200 ซีซี. โดยทั่วไปแล้ว น้ำมัน 100 ซีซี. ทำให้รถวิ่งได้ประมาณ 700 เมตร (และถ้าจำไม่ผิด 1 ลิตรเท่ากับ 1,000 ซีซี.)…บวกลบคูณหารกันเอาเองก็แล้วกันว่าคุณกำลังผลาญเงินไปเท่าไหร่

ข้อมูลจากฝ่ายควบคุมมลพิษ กองนโยบายและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมบอกว่า การจอดรถไม่ดับเครื่องนั้น ไอเสียที่ปล่อยออกมาจะมีทั้งฝุ่นละออง ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นปริมาณมลพิษที่มากกว่าขณะรถวิ่งตามปกติถึง 5 เท่า และหากจอดอยู่ในที่ปิดทึบ ไม่มีการระบายอากาศ ก็จะเกิดการสะสมของมลพิษด้วย

นอกจากทำลายอากาศดีๆ ให้เสีย และทำให้สุขภาพคนในบริเวณใกล้เคียงเสื่อมแล้ว ยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยเพราะประดาก๊าซที่รถปล่อยออกมานั้นล้วนมีส่วนทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกและทำให้ชั้นโอโซนบางลง เท่ากับเพิ่มดีกรีความรุนแรงของปัญหาโลกร้อนให้สูงขึ้น

แล้วรู้หรือเปล่า ว่าการจอดรถโดยไม่ดับเครื่องยนต์ในที่สาธารณะ ถือว่าผิดกฎหมาย โดยถือว่ามีความผิดถึงขั้นจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท (น่าจะมากกว่านี้สัก 2 เท่าเป็นอย่างน้อย จะได้เข็ดหลาบ) หรือทั้งจำทั้งปรับ

มีเหตุผลดีๆ มากมายที่คุณควรจอดรถโดยดับเครื่องยนต์ หากต้องรอใครหรือรอทำอะไรเกิน 10 นาที ขณะที่เหตุผลของการจอดรถโดยไม่ดับเครื่องเป็นเวลานานๆ ล้วนเกี่ยวเนื่องกับความสะดวกสบายส่วนตัวของคนขับทั้งนั้น อีกทั้งการดับเครื่องยนต์ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ฉะนั้น อย่าเห็นแก่ความสบายหรือมักง่ายกันนักเลย

ปีใหม่แล้ว ช่วยทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับโลกนี้หน่อยเถอะนะ.






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M