Tweatypup’s Nicknacks

October 28, 2007

ช่วยโลกร้อนด้วย blackle

โลกร้อนฟีเวอร์กำลังระบาดไปทุกหัวระแหง ที่จริงฉันอยากให้มันเป็นมากกว่า "ฟีเวอร์" เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และเราควรจะให้ความสำคัญมากกว่าจะมองว่ามันคือแฟชั่น/เทรนด์ใหม่ของไฮโซฯ

วันนี้ ฉันเข้าไปดูที่เว็บฟลาเมงโก้แห่งหนึ่ง ทั้งเว็บเป็นสีดำสนิท ฉันไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเจ้าของคงอยากให้เว็บตัวเองดู "เข้ม" แต่เมื่อเปิดไปอ่านหน้าแนะนำตัว เขาเขียนไว้ข้างท้ายว่าเป็นเจตนา และยังชวนให้เราไปใช้หน้า search ของ www.blackle.com ซึ่งเหมือน google ทุกประการ เพียงแต่เป็นสีดำ ที่สำคัญ หน้าเว็บสีดำนั้นใช้พลังงานในการแสดงผลหน้าจอน้อยกว่าตั้งเกือบครึ่ง เป็นการช่วยประหยัดพลังงานไปในตัว

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องน้อยนิด แต่ถ้าหลายคนช่วยกันทำ ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ใหญ่โต ฉันไม่เคยเชื่อคำพูดที่ว่า คนเพียงคนเดียวไม่มีปัญญาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ มันต้องได้สิ เพียงแต่ว่าผลที่ออกมาจะมากหรือน้อย หรือมีคนรู้หรือเปล่า-เท่านั้นเอง

วันนี้ ฉันก็เลยตั้งหน้าโฮมเพจใหม่ ให้เป็น blackle.com แทน google.com เจ้าเดิม.

October 11, 2007

เมื่อคืนฉันนั่งรถเมล์ 4 ชั่วโมง กว่าจะถึงบ้าน

14.15 น. วันนี้ : โทรไปบอกสหายคนเถื่อน ว่าขอเบี้ยว ไม่เข้าออฟฟิศเพราะเหนื่อยบรรลัยจากเมื่อวาน เสียงมันบ่นง้องแง้งว่าเมื่อคืนรถติดมาก แต่ฉันว่าการเดินทางกลับบ้านเมื่อคืนนี้ของฉันชนะขาด

——-

19.30 น. โดยประมาณของเมื่อค่ำวาน : ฉันออกจากออฟฟิศหลังจากเจ้าคนเถื่อนไล่ให้กลับบ้านเพราะดูท่าฝนจะตกหนัก ตอนแรกนึกว่าโชคดีที่รอรถแค่แป๊บเดียวก็มา ฉันเลือกขึ้นสาย 149 เพื่อไปต่อสาย 71 ในซอยอะไรสักอย่างที่จนป่านนี้ฉันก็ยังจำชื่อไม่ได้ เอาเป็นว่ามันคือซอยที่ทะลุจากพระรามสี่ไปสุขุมวิทก็แล้วกัน

สิบนาทีผ่านไป : รถเริ่มติด ฝนเริ่มตก ทั้งสองอย่างอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เวลาล่วงเลยไป

ประมาณ 40 นาทีถัดมา : ฉันก็มาถึงจุดต่อรถ ฝนตกเหมือนฟ้ารั่วและร่มของฉันก็รั่วพอดี เวร…

ยืนพอเปียกแบบชุ่มๆ มินิบัสสาย 71 ก็โผล่มา อยู่ห่างออกไปราว 20 ก้าว แต่เพราะรถติดแหง็ก ไม่ขยับเขยื้อน ฉันก็เลยตัดสินใจเดินไปขึ้นรถ โชคดีที่ได้ที่นั่ง แม้ว่าจะเป็นที่นั่งข้างหน้าที่โคตรไม่สบาย แต่ ณ เวลานั้น ย่อมดีกว่ายืนขาแข็งแบบไม่รู้อนาคตบนรถเล็กๆ แคบๆ แน่นอน

รถติดมากอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อมีฝนตกกระหน่ำยามเย็นในกรุงเทพฯ ฉันมองเห็นคนขับรถงี่เง่าและเห็นแก่ตัวอย่างน่าทุเรศมากมาย ทั้งที่เป็นรถส่วนตัวและรถเมล์ (คันที่ฉันนั่งก็ด้วย) เป็นเพราะทุกคนอยากจะไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดจนไม่คิดถึงว่าคนอื่นจะลำบากเพราะการกระทำของตัวเองหรือเปล่า

สองชั่วโมงผ่านไป : ฝันที่จะแวะลงกินข้าวที่เดอะ มอลล์ รามฯ รอฝนหยุดก็สลาย เพราะใกล้จะสี่ทุ่มเต็มแก่ แต่ฉันยังอยู่บนสะพานข้ามคลองก่อนถึงแยกคลองตันตัดกับถนนเพชรบุรี ขณะเดียวกันก็แอบนึกดีใจที่แบ่งข้าวเย็นกันกินเจ้าคนเถื่อนมาแล้วนิดหน่อยก่อนจะออกจากออฟฟิศ ไม่งั้นฉันคงไส้ขาดก่อนถึงบ้านแน่ๆ

คนขับเริ่มบ่นปวดขาเป็นภาษาท้องถิ่น ที่บ้านฉันก็โทรมา บอกว่าถนนทุกสายที่มุ่งหน้าไปบ้านฉันนั้น น้ำท่วมหมด (แล้วจะช่วยอะไรได้มั้ยวะ?) แต่คนนั่งรถเมล์มันไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องลุยถั่วไปตามเส้นทาง แล้วเพื่อนของกระเป๋ารถเมล์สาวก็โทรมา จากบทสนทนาของพวกเขาทำให้ฉันรู้ว่าเพื่อนของเธอใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงเพื่อข้ามแยกพระรามเก้า ซึ่งรอเราอยู่ข้างหน้าถัดจากแยกคลองตัน

เวร…เวร…เวร….

เราโชคดีกว่าที่ใช้เวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมงในการข้ามแยกพระรามเก้า จากนั้นก็ถึงคิวลุยฝ่าถนนรามคำแหงที่ปกติก็รถติดฉิบหา-เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าหากขับรถส่วนตัวก็พอจะหลบได้ด้วยการขึ้นสะพานข้ามหน้ารามฯ แต่นี่เป็นรถเมล์ ครั้นจะลงไปต่อแท็กซี่ เท่าที่นั่งมองบนรถ ฉันยังไม่เห็นแท็กซี่ว่างๆ สักคัน ฝนก็ตก น้ำก็ท่วม จะรนหาที่ทำไม

23.30 น. เศษๆ : ฉันก็มาถึงบ้านแบบคนหมดแรง รถมินิบัสใจดี จอดให้ลงหน้าปากซอยแทนที่จะเป็นป้ายรถเมล์ที่เลยออกไปไกลพอสมควร ฝนยังไม่หยุดดี ตกหยิมๆ พอให้รำคาญ

ฉันเข้านอนตอนเกือบตีหนึ่ง ตื่นขึ้นมาพร้อมอาการคล้ายจะจับไข้ท่ามกลางเสียงฝนตกกระหน่ำตอนเก้าโมงเช้า นั่งคิดอยู่นานว่าควรจะไปทำงานดีไหม แล้วค่อยลากสังขารไปดูบัลเล่ต์ฟลาเมงโก้ตอนหัวค่ำ ก็ตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า จะไปนั่งตากแอร์หนาวโคตรในออฟฟิศให้ไข้จับทำไม เดี๋ยวไปดูของชอบตอนเย็นไม่ได้ จะเซ็งเปล่าๆ (เสียดายตังค์ค่าบัตรด้วย)

14.15 น. : ฉันต่อโทรศัพท์ถึงสหายคนเถื่อน บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่นะ หวังว่าเราจะโชคดีกว่าเมื่อวาน.

October 5, 2007

ทำไมต้องฉีกทุเรียน?

ข่าวในหน้าบันเทิงของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งผ่านตาไป เนื้อหาพูดถึงเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลงใหม่จากอัลบั้มใหม่ของมาช่าในทำนองว่า นักร้องสาวเปลี่ยนลุคใหม่เปรี้ยวจี๊ดและเซ็กซี่ พร้อมด้วยท่าเต้นยั่วยวน มีทีเด็ดอยู่ที่ท่า "ฉีกทุเรียน" แถมยังบอกว่าเป็นทุเรียนผลใหญ่เสียด้วย

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ฉันอ่านแล้วสะดุ้ง รีบพลิกดูหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ เพราะนึกว่าไปหยิบหนังสือประเภทเม้าดารา เน้นถ่ายนม ถ่ายก้น ถ่ายขนจั๊กกะแร้คนดังเป็นหลักมาอ่าน เอ…ก็ไม่ใช่นี่หว่า แม้จะเป็นหนังสือพิมพ์หัวสีที่ชาวบ้านชอบอ่าน (ฉันก็ชอบ) แต่มันก็คือหนังสือพิมพ์ธรรมดาๆ ที่เสนอข่าวหลายประเภททั่วๆ ไป ซึ่งฉันไม่เคยนึก ไม่เคยฝันเลยว่าจะกล้าใช้คำที่เป็นภาษาปากระดับล่างขนาดนี้ได้

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตัดสินใจเลือกใช้คำนี้ในการเขียนข่าว แต่ไม่ว่าจะเป็นพีอาร์ที่ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ไปตามสื่อต่างๆ หรือเป็นตัวนักข่าวเอง ก็ต้องบอกว่าเป็นรสนิยมที่แย่มาก แล้วอย่ามาอ้างว่าไม่รู้ว่าความหายแฝงของวลีนี้คืออะไร ซึ่งฉันคิดว่าก็เพราะไอ้ความหมายแฝงนี่แหละ ถึงได้นำวลีนี้มาใช้กับท่าเต้นเจ้าปัญหานั่น ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการย่อตัวลงไปจนเกือบๆ จะเป็นการนั่ง แล้วก็มีการฉีกต้นขาออกจากกัน เป็นท่าที่เราเห็นบ่อยในมิวสิควิดีโอเพลงฝรั่งที่ขายความเซ็กซี่ของนักร้องหรือแดนเซอร์ 

ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เห็นถึงปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของคนเขียนหนังสือสมัยนี้ นอกจากรสนิยมจะไม่ค่อยดีแล้ว ยังแยก "ชั้น" ของคำไม่ออก หลายครั้งที่เขาหรือเธอไม่รู้ว่าควรจะใช้คำอย่างไรจึงจะเหมาะสม ดูไม่ "ต่ำ" หรือ "ถ่อย" จนเกินงาม

แล้วอย่ามาบอกเลยว่า ทีหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ขายข่าวคาวของดาราเขาก็ใช้กันเยอะแยะ ไม่เห็นมีใครด่า (แน่ใจ?) ฉันว่ามันคนละอย่างกัน เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันหยิบหนังสือแบบนั้น ฉันก็ต้องรู้ว่าจะเจอข้อเขียนแบบไหน ใช้ถ้อยคำบ่งบอกรสนิยมและสติปัญญาประมาณใด

ฉันไม่ได้ซีเรียสขนาดเขียนคำหยาบระดับอ่อนๆ ลงหนังสือไม่ได้ ตราบเท่าที่มันมีบริบทที่เหมาะสมหรือมีความจำเป็น เช่น เป็นบทสนทนาของตัวละคร หรือเป็นการยกหรืออ้างคำพูดที่เกิดขึ้นจริง พอให้นึกภาพสถานการณ์ออก และฉันก็พอจะเข้าใจ ว่าในหน้าบันเทิง มันก็ต้องทำให้หวือหวามีสีสัน แต่ต้องไม่ลืมภาพรวมของหนังสือตัวเองด้วย 

อีกอย่างก็คือ คนเขาก็ต้องจ่ายสตางค์ซื้อหาหนังสือของคุณเพื่อมาอ่าน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบให้มีถ้อยคำไร้ความสุนทรีย์มาปรากฏต่อสายตาและสมองของเขาโดยไม่ทันตั้งตัวและไม่มีเหตุอันควร

เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของฉันพูดประชดว่า ก็ลงถ้าเขียนได้ขนาดนั้น ทำไมไม่เขียนไปเสียเลยล่ะว่า ท่าเต้น "แหวก-อย(สัตว์น้ำชนิดหนึ่งมีเปลือกแข็งหุ้ม ไม่มีกระดูกสันหลัง)" จะได้ถ่อยเถื่อนสะใจกันไปข้างนึง

ส่วนฉันคิดในใจว่า ถ้าวันไหน สื่อสิ่งพิมพ์บ้านเราเขียนหนังสืออย่างนี้กันหมด ฉันคงต้องขอไปอ่านหนังสือภาษาอื่นดีกว่า






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M