โรคจิต
ฉันมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลากลับบ้านดึกๆ ถ้าไม่รีบตัดใจอาบน้ำแล้วเข้านอน ก็จะลงเอยด้วยการนั่งแปะอยู่หน้าทีวี มือกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อย และเมื่อใดที่เจอ “หนังแหวะ” เช่น หนังผี หนังโรคจิตโหดๆ ที่ฆ่ากันตายเกลื่อนเรื่อง เป็นต้องนั่งดูจนจบแทบทุกครั้ง แต่ฉันไม่ค่อยดูหนังพวกนี้ในโรงเพราะบรรยากาศน่ากลัวกว่าและเสียดายตังค์ อีกทั้งไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงยอมไปดูด้วย
จะบอกว่านี่คืออารมณ์แบบ Guilty Pleasure ที่ฝรั่งว่าก็ไม่น่าใช่ เพราะฉันไม่ได้รู้สึกสนุกนักหนาไปด้วย แต่เป็นอารมณ์อยากจะดูให้ถึงที่สุดว่า มัน (หนัง) จะแถกไปได้ถึงไหน ฉันไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทนดูหนังพวกนี้ได้ยังไง หรือว่าฉันเองคงจะโรคจิตไม่เบา ถึงดูอะไร sick-sick แบบนี้ได้ ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าหนังแนวนี้มักจะเน้นความน่าแหวะกันทั้งเรื่อง ขายความสยองเป็นหลัก ขายความเซ็กซี่ของดาราสาวๆ เป็นรอง (ถ้ามี และนี่เห็นเหตุผลที่พวกเธอต้องวิ่งหนีผี/ฆาตกรจนผ้าผ่อนแหว่งวิ่นเป็นประจำ) ส่วนใหญ่พล็อตเรื่องอ่อนสุดขีด ฉากห่วย เอฟเฟ็คต์ก็ห่วย บางเรื่องห่วยจัดถึงขั้นน่าขำมากกว่าน่ากลัว แล้วไม่ต้องไปหวังมากเรื่องบทสนทนาหรือการกระทำของตัวละครที่ไม่ค่อยมีเหตุผล บ่อยครั้งที่ฉันดูไปด่าไป ประมาณว่า "อีฟายเอ๊ย มัวแต่ยืดยาดแบบนี้ก็สมควรตาย" แต่ก็ยังทู่ซี้ดูอยู่ได้ พิลึกไหมล่ะ?
คืนหนึ่ง ฉันกลับถึงบ้าน มือกดรีโมทไปเจอช่องหนึ่งกำลังฉายหนังเรื่อง Hostel ถึงจะได้ดูแค่ประมาณ 30 นาทีสุดท้ายของเรื่อง แต่ก็เป็นช่วงเข้มข้นพอดี คือทุกคนเริ่มฆ่ากันแบบไม่มีการถามไถ่ ดูไปไม่เกิน 10 นาที ฉันก็จับเค้าเรื่องได้ (เป็นข้อดีของหนังประเภทนี้คือไม่ต้องดูตั้งแต่ต้นก็รู้เรื่อง) ว่า พระเอกของเราเป็นหนุ่มอเมริกันไปเที่ยวแถวๆ ยุโรปตะวันออก แล้วก็โดนอีสาวเจ้าถิ่นหลอกไปขายให้ขบวนการจัดหามนุษย์มาเป็นเหยื่อให้ลูกค้าโรคจิตที่อยากลิ้มรสการฆ่า การทรมานมนุษย์ด้วยกัน แถมยังเลือกได้ด้วยว่าจะเอาชาติพันธุ์ไหน โดยเหยื่อที่เป็นอเมริกันจะมีค่าตัวแพงที่สุด (เป็นมุขที่ทำให้ฉันรู้สึกขำได้หน่อยนึง)
ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีการฆ่ากันกระจาย เลือดสาดท่วมจอ ด้วยอาวุธนานาชนิด เพราะพระเอกของเราติดอยู่ในห้องเชือดที่มีอุปกรณ์เพียบ ทั้งขวาน ดาบ ตะขอ เลื่อยไฟฟ้า ฯลฯ พี่พระเอกฮึดสู้จนรอดมาได้โดยนิ้วกุดไป 2-3 นิ้ว หนำซ้ำยังช่วยเพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นที่ตาโบ๋ไปข้างหนึ่งออกมาได้ด้วย
หลังจากทั้งสองคนขโมยรถขับหนีออกมาได้ ก็บังเอิญไปจ๊ะเอ๋กับอีสาวตัวแสบและกลุ่มเพื่อนที่หลอกต้มตัวเอง พี่พระเอกก็เลยเหยียบคันเร่งจนมิด บังคับรถพุ่งชนจนตายยกแก๊ง และหลังจากหนีขึ้นรถไฟข้ามแดนเข้าสู่เยอรมันได้แล้ว (เพื่อนสาวโดดให้รถไฟทับตายไปเสียก่อน เพราะรับสภาพตัวเองไม่ได้) ก็ให้บังเอิญไปเจอตาแก่ไฮโซฯ ที่น่าจะเป็นคน “ชักนำเข้าสู่วงการ” อยู่บนขบวนเดียวกัน พระเอกของเราจึงแอบตามตาลุงนั่นไปจนถึงห้องน้ำสาธารณะแล้วทำการแก้แค้นโดยการเชือดลุงตัวแสบตายคาโถส้วม แล้วก็ขึ้นรถไฟขบวนต่อไป เป็นอันจบเรื่อง (ไม่มีประโยชน์ที่จะตั้งคำถามว่าตอนหนีข้ามแดนมา ทำไมไม่มีการตรวจพาสปอร์ตหรือพระเอกไปซื้อตั๋วรถไฟตั้งแต่เมื่อไหร่)
ขนาดจับได้ว่ามีการตัดฉากหวาดเสียวเกินควรออกไป เพราะหนัง “โดด” เป็นบางช่วง แต่ก็นับว่าหนังเรื่องนี้สยดสยองใช้ได้ และขอโทษเถอะ คืนนั้นฉันไม่มีอาการนอนไม่หลับเพราะภาพสยองติดตาหรือเครียดเพราะดูหนังเรื่องนี้เลย
แต่ถึงอย่างไร เช้าวันต่อมา ฉันก็สะโหลสะเหลไปทำงานเพราะนอนไม่พอ แล้วก็เผลอด่าตัวเองให้สหายคนเถื่อนฟังว่า กรูไม่น่าดูหนังเรื่องนี้เลย ทำให้นอนดึกโดยใช่เหตุ จนมึนๆ เพลียๆ มาตั้งกะลืมตาตื่น
“หนังเรื่องอะไรล่ะ” เพื่อนถาม ฉันอุบอิบบอกชื่อเรื่องไป
"โธ่เอ๊ย" เพื่อนทำเสียงแบบที่ฉันฟังแล้วก็แอบทำคอย่น ใจนึกไปว่าเดี๋ยวต้องโดนมันเทศน์แน่ๆ โทษฐานดันทุรังดูหนังอุบาทว์จนสังขารเสื่อม แต่แล้วฉันก็ได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ เหมือนคนค้นของ แล้วก็มีกล่องใส่ดีวีดียื่นมาตรงหน้าพร้อมกับเสียงเพื่อนบอกว่า “เอ้า นี่ไง ฉันมีดีวีดี”
เวร…ฉันควรจะดีใจไหมวะเนี่ย ที่มีเพื่อนโรคจิตเหมือนกัน?

