Tweatypup’s Nicknacks

September 28, 2007

เขียนอะไรตามใจคือไทยแท้?

เมื่อไม่นานมานี้ อ่านเจอในเว็บไทย ลงข่าวประชาสัมพันธ์อัลบั้มใหม่ของกลอเรีย เอสเตฟาน แล้วก็นึกขำกึ่มๆ (แปลว่าขำไม่มาก แค่พอหัวเราะหึๆ ในใจ)

อัลบั้มใหม่ของเธอชื่อ 90 Millas เป็นชื่อภาษาสเปน มีความหมายว่า 90 Miles ในภาษาอังกฤษ

คนเขียนข่าวนั้นอุตส่าห์หวังดี วงเล็บคำอ่านภาษาสเปนไว้ให้ข้างท้ายว่า "ไนน์-ตี้-มิ-ยาส"

อือม์…คำว่า "มิ-ยาส" นั้น อ่านถูกแล้ว แต่ "ไนน์-ตี้" เนี่ยนะ? มันภาษาอังกฤษชัดๆ ตกลงพี่จะเอายังไงกันแน่คะ?

ฉันก็ไม่อยากว่าจิกหรอก เพราะดูแล้วน่าจะเป็นความเผอเรอ ลืมนึกไปว่า คำว่า 90 ในภาษาสเปนนั้น อ่านว่า "โน-เบน-ต้า" ต่างหาก ดังนั้น ถ้าจะอ่านให้ถูกจริงๆ ก็น่าจะเป็น "โน-เบน-ต้า มิ-ยาส" หรือ "ไนน์-ตี้ ไมล์ส" (เลือกเอาสักอย่าง)

ไอ้อาการแปลงชื่อให้สะดวกปากคนไทยนี้ จะเจอบ่อย เมื่อมีตัวเลขมาเกี่ยวข้อง สมัยหนึ่ง มีหนังดังเรื่อง 9 1/2 weeks แล้วพอพูดถึงชื่อหนังเรื่องนี้ 9 ใน 10 คน ต้องบอกว่าเรื่อง "เก้าครึ่ง วีคส์"

เออ…นอกจากเรื่องนี้แล้ว ใครนึกหนังหรือเพลงอื่นๆ ที่มีคนเรียกในทำนองนี้ออกบ้าง?

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฉันขอเม้าต่ออีกหน่อยเถิด…เรื่องของเรื่องก็คึอ เมื่อฉันถามบรมครูกูเกิลถึงประวัติของกลอเรีย เพื่อจะดูว่าเธออายุปูนไหนเข้าไปแล้ว ท่านก็ประทานลิงค์ของหน้า wikipedia ภาคภาษาอังกฤษมาให้ ในนั้นเขียนว่า กลอเรียเกิดวันที่ 1 กันยายน 1957 (เท่ากับ พ.ศ. 2500) อ่านไปอ่านมา ฉันก็เห็นแวบๆ ว่ามีบทความของเธอเป็นภาษาไทยด้วย จึงรีบกดไปอ่านด้วยความเกียจคร้านจะแปลภาษาอังกฤษ ทันใดนั้น ฉันก็ต้องร้องเฮ้ย! ในใจถึงสามรอบ

ก็ใน wiki ภาษาไทยบอกว่า กลอเรียเกิดวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2490…ไอ้วันที่ผิดเพี้ยนยังไม่เท่าไหร่ แต่อายุผิดไปตั้งสิบปีนี่สิ มันไม่ใช่น้อยๆ นา

สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจเชื่อฝรั่ง เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็ลองดูนี่เสียก่อนสิ…

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

วิกิอังกฤษบอกว่า กลอเรียอายุย่าง 50 ในปีนี้ แต่ถ้าฉันเชื่อวิกิภาษาไทย ก็เท่ากับว่ากลอเรียอายุ 60 ปีแล้ว…แล้ว…จะยัง "ตึง" ได้ขนาดนี้เรอะ? ว่ามะ?

September 7, 2007

โรคจิต

Filed under: Seen

ฉันมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลากลับบ้านดึกๆ ถ้าไม่รีบตัดใจอาบน้ำแล้วเข้านอน ก็จะลงเอยด้วยการนั่งแปะอยู่หน้าทีวี มือกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อย และเมื่อใดที่เจอ “หนังแหวะ” เช่น หนังผี หนังโรคจิตโหดๆ ที่ฆ่ากันตายเกลื่อนเรื่อง เป็นต้องนั่งดูจนจบแทบทุกครั้ง แต่ฉันไม่ค่อยดูหนังพวกนี้ในโรงเพราะบรรยากาศน่ากลัวกว่าและเสียดายตังค์ อีกทั้งไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงยอมไปดูด้วย

จะบอกว่านี่คืออารมณ์แบบ Guilty Pleasure ที่ฝรั่งว่าก็ไม่น่าใช่ เพราะฉันไม่ได้รู้สึกสนุกนักหนาไปด้วย แต่เป็นอารมณ์อยากจะดูให้ถึงที่สุดว่า มัน (หนัง) จะแถกไปได้ถึงไหน ฉันไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทนดูหนังพวกนี้ได้ยังไง หรือว่าฉันเองคงจะโรคจิตไม่เบา ถึงดูอะไร sick-sick แบบนี้ได้ ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าหนังแนวนี้มักจะเน้นความน่าแหวะกันทั้งเรื่อง ขายความสยองเป็นหลัก ขายความเซ็กซี่ของดาราสาวๆ เป็นรอง (ถ้ามี และนี่เห็นเหตุผลที่พวกเธอต้องวิ่งหนีผี/ฆาตกรจนผ้าผ่อนแหว่งวิ่นเป็นประจำ) ส่วนใหญ่พล็อตเรื่องอ่อนสุดขีด ฉากห่วย เอฟเฟ็คต์ก็ห่วย บางเรื่องห่วยจัดถึงขั้นน่าขำมากกว่าน่ากลัว แล้วไม่ต้องไปหวังมากเรื่องบทสนทนาหรือการกระทำของตัวละครที่ไม่ค่อยมีเหตุผล บ่อยครั้งที่ฉันดูไปด่าไป ประมาณว่า "อีฟายเอ๊ย มัวแต่ยืดยาดแบบนี้ก็สมควรตาย" แต่ก็ยังทู่ซี้ดูอยู่ได้ พิลึกไหมล่ะ?

คืนหนึ่ง ฉันกลับถึงบ้าน มือกดรีโมทไปเจอช่องหนึ่งกำลังฉายหนังเรื่อง Hostel ถึงจะได้ดูแค่ประมาณ 30 นาทีสุดท้ายของเรื่อง แต่ก็เป็นช่วงเข้มข้นพอดี คือทุกคนเริ่มฆ่ากันแบบไม่มีการถามไถ่ ดูไปไม่เกิน 10 นาที ฉันก็จับเค้าเรื่องได้ (เป็นข้อดีของหนังประเภทนี้คือไม่ต้องดูตั้งแต่ต้นก็รู้เรื่อง) ว่า พระเอกของเราเป็นหนุ่มอเมริกันไปเที่ยวแถวๆ ยุโรปตะวันออก แล้วก็โดนอีสาวเจ้าถิ่นหลอกไปขายให้ขบวนการจัดหามนุษย์มาเป็นเหยื่อให้ลูกค้าโรคจิตที่อยากลิ้มรสการฆ่า การทรมานมนุษย์ด้วยกัน แถมยังเลือกได้ด้วยว่าจะเอาชาติพันธุ์ไหน โดยเหยื่อที่เป็นอเมริกันจะมีค่าตัวแพงที่สุด (เป็นมุขที่ทำให้ฉันรู้สึกขำได้หน่อยนึง)

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีการฆ่ากันกระจาย เลือดสาดท่วมจอ ด้วยอาวุธนานาชนิด เพราะพระเอกของเราติดอยู่ในห้องเชือดที่มีอุปกรณ์เพียบ ทั้งขวาน ดาบ ตะขอ เลื่อยไฟฟ้า ฯลฯ พี่พระเอกฮึดสู้จนรอดมาได้โดยนิ้วกุดไป 2-3 นิ้ว หนำซ้ำยังช่วยเพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นที่ตาโบ๋ไปข้างหนึ่งออกมาได้ด้วย

หลังจากทั้งสองคนขโมยรถขับหนีออกมาได้ ก็บังเอิญไปจ๊ะเอ๋กับอีสาวตัวแสบและกลุ่มเพื่อนที่หลอกต้มตัวเอง พี่พระเอกก็เลยเหยียบคันเร่งจนมิด บังคับรถพุ่งชนจนตายยกแก๊ง และหลังจากหนีขึ้นรถไฟข้ามแดนเข้าสู่เยอรมันได้แล้ว (เพื่อนสาวโดดให้รถไฟทับตายไปเสียก่อน เพราะรับสภาพตัวเองไม่ได้) ก็ให้บังเอิญไปเจอตาแก่ไฮโซฯ ที่น่าจะเป็นคน “ชักนำเข้าสู่วงการ” อยู่บนขบวนเดียวกัน พระเอกของเราจึงแอบตามตาลุงนั่นไปจนถึงห้องน้ำสาธารณะแล้วทำการแก้แค้นโดยการเชือดลุงตัวแสบตายคาโถส้วม แล้วก็ขึ้นรถไฟขบวนต่อไป เป็นอันจบเรื่อง (ไม่มีประโยชน์ที่จะตั้งคำถามว่าตอนหนีข้ามแดนมา ทำไมไม่มีการตรวจพาสปอร์ตหรือพระเอกไปซื้อตั๋วรถไฟตั้งแต่เมื่อไหร่)

ขนาดจับได้ว่ามีการตัดฉากหวาดเสียวเกินควรออกไป เพราะหนัง “โดด” เป็นบางช่วง แต่ก็นับว่าหนังเรื่องนี้สยดสยองใช้ได้ และขอโทษเถอะ คืนนั้นฉันไม่มีอาการนอนไม่หลับเพราะภาพสยองติดตาหรือเครียดเพราะดูหนังเรื่องนี้เลย

แต่ถึงอย่างไร เช้าวันต่อมา ฉันก็สะโหลสะเหลไปทำงานเพราะนอนไม่พอ แล้วก็เผลอด่าตัวเองให้สหายคนเถื่อนฟังว่า กรูไม่น่าดูหนังเรื่องนี้เลย ทำให้นอนดึกโดยใช่เหตุ จนมึนๆ เพลียๆ มาตั้งกะลืมตาตื่น

“หนังเรื่องอะไรล่ะ” เพื่อนถาม ฉันอุบอิบบอกชื่อเรื่องไป

"โธ่เอ๊ย" เพื่อนทำเสียงแบบที่ฉันฟังแล้วก็แอบทำคอย่น ใจนึกไปว่าเดี๋ยวต้องโดนมันเทศน์แน่ๆ โทษฐานดันทุรังดูหนังอุบาทว์จนสังขารเสื่อม แต่แล้วฉันก็ได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ เหมือนคนค้นของ แล้วก็มีกล่องใส่ดีวีดียื่นมาตรงหน้าพร้อมกับเสียงเพื่อนบอกว่า “เอ้า นี่ไง ฉันมีดีวีดี”

เวร…ฉันควรจะดีใจไหมวะเนี่ย ที่มีเพื่อนโรคจิตเหมือนกัน?

September 3, 2007

คำเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องให้หันมาใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

ปีนี้ ปาเข้าไปพ.ศ. 2550 แล้ว อะคาเดมี่ฯ ปาเข้าไปปีที่ 4 แล้ว ท่านยังเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็ว 56 kbps อยู่อีกหรือ? เฮ้อ! เอาล่ะ เราจะลองนำเสนอข้อดีของการใช้ไฮ-สปีด อินเตอร์เน็ตให้พิจารณากัน ท่านจะได้ตาสว่างเสียที

ข้อดีประการแรกคือความประหยัด ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าสายโทรศัพท์บ้านเรามันห่วย คนที่ซื้อชั่วโมงใช้ ต่อเน็ตฯ ไปก็เกิดอาการ เดี๋ยวหลุด…เดี๋ยวหลุด ต้องต่อใหม่ สิ้นเปลืองค่าโทรศัพท์ แต่ถ้าติดไฮ-สปีดล่ะก็ สบาย หลุดเท่าไหร่ ก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเวลาต่อสายโทรศัพท์ใหม่ เพราะจ่ายเผื่อไว้อยู่แล้วในแพคเกจเหมา

ประการที่ 2 คือจะได้ท่องเน็ตได้เร็ว เพราะสายโทรศัพท์บ้านเรามันห่วย ขืนซื้ออินเตอร์เน็ต คิท ใช้โมเด็มกระจอกๆ แค่ 56 kbps เวลาต่อจริงก็ได้ความเร็วแค่ 30-40 บางเวลาก็ได้แค่ 20 (ไม่เชื่อมาดูที่บ้านกรูได้) กว่าจะโหลดได้หน้านึงงี้ แทบจะขาดใจ ส่งเมลที กินก๋วยเตี๋ยวไป 3 ชามแล้วยังแนบไฟล์ไม่เสร็จ ท่านไม่เซ็งหรือไง?

ประการที่ 3 ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นพลเมืองชั้นสอง ที่ต้องคอยจ้องใช้เน็ตนอกเวลาที่คนเขาแห่กันใช้ อย่างตอนตีสองตีสาม เป็นต้น ซึ่งจะเป็นช่วงที่สายสัญญาณค่อนข้างว่าง ท่านจึงพอจะเล่นเน็ตได้เร็วขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องทนทุกข์กับความเร็วที่ 20 kbps เพราะสายโทรศัพท์บ้านเรามันห่วย ท่านจะได้ใช้ชีวิตเป็นปกติสุขอย่างชาวบ้านชาวช่องเขา ไม่ต้องถ่างตารอต่อเน็ตยามดึกสงัด

ประการที่ 4 ได้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนคนทันสมัย เพราะสายโทรศัพท์บ้านเราห่วย ต้องมีโมเด็มพลังดูดระดับไฮ-สปีด จึงจะได้ความเร็วในการใช้เน็ตเหนือชาวบ้านที่ไม่มีปัญญาหรือไม่มีความจำเป็นอยากติดไฮ-สปีด เพราะฉะนั้น ก็จงดักดานกับเน็ต(ความเร็ว)ต่ำๆ ต่อไปเถอะ สมน้ำหน้า!

สุดท้ายนี้ใครที่ยังดื้อด้าน (เหมือนกรู) ไม่ยอมใช้ไฮ-สปีด ก็ตามใจ เราจะไม่มีการแช่งชักหักกระดูกท่านแต่อย่างใด เราเชื่อว่าอีกไม่นาน ท่านก็ต้องหันมาใช้ไฮ-สปีด เพราะทนไม่ได้กับความอืดอาดยืดยาดของสายโทรศัพท์ห่วยๆ และบริษัทโทรศัพท์ห่วยๆ ที่ทำเหมือนไม่คิดถึงลูกค้าสามัญแบบไม่ไฮ-สปีด อ้าว! นี่ท่านไม่รู้หรอกหรือ? ว่ามันคือหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อบีบให้ท่านเลื่อนชั้นมาเป็นชาวไฮ-สปีดเหมือนเรา? ฮา-ฮา-ฮา!






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M