Tweatypup’s Nicknacks

June 28, 2007

แพ้ทาง…

ผู้ชายตาสวยแบบนี้…

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

อือม์ อยากได้…

June 26, 2007

ตีสี่ครั้งล่าสุด

Filed under: Life as a freelance

ฉันไม่ได้ทำงานหรือทำอะไรอื่นในแบบโต้รุ่งมานานแล้ว

แต่เมื่อคืน (หรือควรจะเรียกว่าเมื่อเช้า) ฉันกลับถึงบ้านราวตีสี่ เพราะต้องเร่งปิดเล่มให้ทันตามกำหนด

ถ้าเป็นสมัยก่อนที่สังขารยัง "สด" อยู่ล่ะก็ พอไหว บางครั้งยังรู้สึกสนุกด้วยซ้ำที่ได้อยู่กับเพื่อนๆ แต่พอถึง "ปูนนี้ แล้ว" ฉันไม่อาจพูดได้ว่าชอบสถานการณ์แบบนี้

คนที่อยู่ทำงานโต้รุ่งด้วยกันกับฉันก็ไม่มีใครชอบ เพราะพวกเขาต้องทำงานหนักโดยที่เหตุแห่งงานหนักนั้นไม่เกิดขึ้นเพราะพวกเขาเลย แล้วบางคนก็มีครอบครัว มีคนที่บ้านที่ต้องกลับไปดูแล

ปัญหาและสาเหตุของการเกิด "ตีสี่ครั้งล่าสุด" นี้ มาจากหลายปัจจัย จะกล่าวโทษใครเพียงคนเดียวก็คงไม่ได้ ทุกคนต่างมีเหตุผล มีความจำเป็นในสายตาของตัวเอง แต่จะเข้าท่าในสายตาคนอื่นหรือเปล่า มันก็อีกเรื่องหนึ่ง

จะอย่างไรก็แล้วแต่ ฉันมีความเชื่อส่วนตัวอยู่ว่า คนเรา ต่อให้มีความจำเป็นแค่ไหน มีเหตุผลคอขาดบาดตายอย่างไร ก็ควรจะรู้จักคิดถึงคนอื่นด้วย ไม่ใช่รู้จักจะคิดถึงแต่ตัวเอง

ไม่ได้อยากบอกว่าตัวเองเป็นคนดี แต่ฉันพยายามระมัดระวังเสมอ ไม่ให้การทำงานของตัวเองต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ในแวดวงสายอาชีพของฉัน คนที่เป็นนักเขียน นักข่าวต้องรู้ตัวเสมอว่า หลังจากงานของตัวเองเสร็จแล้ว ก็ต้องมีคนอื่นมารับช่วงต่อ ไม่ว่าจะเป็นบก. ที่รอตรวจต้นฉบับ ฝ่ายศิลป์ที่ต้องนำเรื่องไปจัดหน้า วางเลย์เอาท์ รวมทั้งคนตรวจปรูฟที่ต้องรอตรวจคำถูกคำผิดหลังจากงานอาร์ตเวิร์คเสร็จ ตรวจแก้แล้ว งานก็จะกลับไปที่ฝ่ายศิลป์ที่ต้องไรท์ไฟล์อาร์ตเวิร์คลงแผ่นและเรียกคนจากร้านเพลทมารับงานไปทำต่อ…ถ้าไม่นับบก. (ที่ทำงานเป็นบก. จริงๆ ไม่ใช่บก. แบบเอาไว้เฉิดฉายออกงานเพื่อโปรโมตหนังสือ) ก็คงจะเป็นฝ่ายศิลป์นี่แหละที่มีเวรมีกรรมมากกว่าใครเขา เพราะกระบวนการของงานอยู่รั้งท้ายเพื่อน

ฉันไม่ใช่ฝ่ายศิลป์ แต่งานคราวนี้ของฉันเป็นการตรวจแก้ในอาร์ตเวิร์คจริง ไม่ใช่บนหน้ากระดาษ จึงต้องติดร่างแห นั่งทำงานดึกดื่นไปกับพวกฝ่ายศิลป์ด้วย

เราออกจากออฟฟิศราวตีสาม สหายคนเถื่อนซึ่งอยู่ในฐานะลูกพี่ใหญ่และมีรถ รวมทั้งมีสำนึกมากพอที่จะไม่ปล่อยให้ลูกน้องตาปรือๆ อีกสองตัวต้องเสี่ยงภัยอาชญากรรมในการนั่งรถแท็กซี่กลางดึกสงัด จึงต้องรับหน้าที่ตระเวณส่งลูกน้องไปโดยปริยาย แล้วคิดดูว่า กว่าพี่แกจะถึงบ้าน กว่าจะได้นอน มันจะเป็นเวลากี่โมง? 

ฉันสงสัยเหลือเกิน ว่าคนที่ทำให้เราต้องทรมานสังขารขนาดนี้ เขาหลับลงได้อย่างไร?

June 5, 2007

แน่ใจหรือว่าไม่มีใครอ่าน?

"ไม่ต้องไปซีเรียส เขียนยังไงก็ได้ ไม่มีใครอ่านหรอก"

เมื่อก่อน ฉันไม่เคยได้ยินคำพูดในทำนองนี้เลย จนกระทั่งในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้นี่แหละ ที่ประโยคคลับคล้ายกันนี้ผ่านเข้ามาในการรับรู้ของฉันบ่อยขึ้น มีทั้งแบบที่ได้ยินสดๆ กับหูและแบบที่มีคนอื่นมาบ่นให้ฟังอีกทอดหนึ่ง

พี่ๆ น้องๆ หลายคนที่ได้ยินได้ฟังล้วนออกอาการเซ็ง แทบทุกคนอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า “พูดอย่างนี้ได้ยังไง?”  เพื่อนของฉันคนหนึ่งถึงกับโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงมาแล้ว ทั้งที่เพื่อนไม่ได้มีอาชีพเป็นคนเขียนหนังสือเลย (เพื่อนคนนี้ก็อุทานในทำนองเดียวกับคนอื่น แต่มีแถมคำว่า “ไอ้เหี้ยม” แบบไม่มี ม. ม้า ต่อท้ายด้วย)

ที่จริง ตัวฉันนั้นคงไม่รู้สึกอะไรและไม่ว่าอะไรด้วย ถ้าหากคนที่พูดไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับการเขียน

น่าเสียดายและน่าอายที่ต้องบอกว่า คนที่เคยปล่อยคำพูดในทำนองนี้ให้ฉันได้ยิน ล้วนแต่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสือ ทำหนังสือหรือนิตยสาร และบางคนก็มีตำแหน่งเป็นระดับบก. ซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็น "บก. จับฉลาก" หรือ "บก. ส้มหล่น" เพราะคนเหล่านี้ได้ตำแหน่งที่นับว่ามีเกียรติในสายอาชีพของสื่อสิ่งพิมพ์โดยโชคช่วยหรือมีเส้นสายดี ความสามารถในการทำงานนั้นเป็นปัจจัยรองหรืออาจจะไม่ใช่ปัจจัยในการพิจารณามอบหมายตำแหน่งเสียด้วยซ้ำไป

ประโยคสั้นๆ ประโยคนี้ คนพูดอาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คนฟังฟังแล้วกลับคิดได้มากมาย เช่น คนพูดเป็นคนแบบไหน มีวิธีคิดอย่างไร มีทัศนคติทำนองใด จิตใจหยาบ/ละเอียดในขั้นไหน เขาหรือเธอมีความรัก ความภาคภูมิใจในงานที่ตัวเองทำอยู่ในระดับใด

สำหรับฉันแล้ว ยังมีคำถามที่เกิดขึ้นทันควันหลังจากได้ยินประโยคเด็ดนี้คือ “แน่ใจหรือว่าไม่มีคนอ่าน?”

ถ้าคุณได้เขียนอะไรลงในหน้ากระดาษที่ได้รับการตีพิมพ์สู่มวลชน มันไม่จริงหรอกที่จะไม่มีใครอ่าน อย่างน้อยก็ต้องมีคนที่เขียนนั่นแหละที่ได้อ่าน และหากงานเขียนชิ้นนั้นเป็นงานห่วยๆ คนเขียนจะไม่รู้จักอับอายขายหน้าคนที่ (อุตส่าห์ลดตัวลงมา) อ่านตัวหนังสือของคุณกันบ้างหรืออย่างไร? อย่างน้อย คุณก็น่าจะละอายที่ทำให้เขาต้องเสียเวลาอ่านสิ่งที่คุณถ่มถุย (ขอโทษเถอะนะ ฉันไม่อยากเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “งาน” เลย) หรือสักแต่ว่าเขี่ยๆ ออกมา

เมื่อครั้งที่ฉันได้ยินประโยคเด็ดนี้กับหูตัวเองนั้น ฉันเลือกที่จะต่อความยาวสาวความยืดกับคนพูด เพียงบอกตัวเองว่า สำหรับคนที่ปล่อยคำพูดแบบนี้ออกมาได้อย่างไหลลื่นและไม่รู้สึกผิดแปลก ก็คงจะช่วยแก้ไขเยียวยาใดๆ ไม่ทันแล้ว จำต้องปล่อยให้เป็นบัวใต้น้ำอยู่เช่นนั้น อย่างดีที่สุด ฉันก็ทำได้แค่รู้สึกเวทนาสงสารต่อความคิดที่ตื้นเขินที่ผ่านสมอง(?)ออกมาสู่ปากของเขา…แค่นั้นจริงๆ.






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M