นักแปลขา…อย่าอีโก้
เมื่อวัน-สองวันก่อนถึงวันสงกรานต์ ฉันยังต้องทำงานอยู่ เพื่อให้เหลืองานน้อยที่สุดก่อนวันหยุด
งาน “ตรวจการบ้าน” ของฉันคืบหน้าไม่มากนัก เพราะถึงคิวแก้งานแปลที่สามารถสร้างความปวดหัวได้อย่างที่สุดถึง 2 เรื่องด้วยกัน
เรื่องหนึ่งเป็นสารคดีเรื่องยาวหลายหน้า เขียนโดยนักเขียนซึ่งเท่าที่ฉันเคยอ่านผ่านตาและแปลงานของเขามา ต้องบอกว่าแปลยากระดับปาดเหงื่อทุก 5 นาทีสำหรับนักแปลมือใหม่ ส่วนงานแปลชิ้นนี้ พูดได้ว่า ฉันต้องแก้ใหม่แทบจะทุกบรรทัด เพราะเมื่อแปลประโยคที่ 1 ผิด ประโยคที่ 2-3-4 ก็มักจะผิดตามไปด้วยเสมอ เนื่องจากเนื้อความเชื่อมโยงกัน ฉันไม่อยากตำหนิคนแปลมากนัก เพราะงานนี้แปลยากจริงๆ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่สำนวนธรรมดาๆ ที่ฝรั่งพูดกันในชีวิตประจำวัน ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลย ก็ยังแปลมาผิดๆ ถูกๆ ทำให้ฉันมองเห็นจุดอ่อนสำคัญของนักแปลมือใหม่เหล่านี้ ซึ่งก็คือการขาดประสบการณ์การรับรู้ภาษาฝรั่งนอกตำราไวยากรณ์ บางสำนวนนั้น สำหรับคนที่อ่านหนังสือหรือนิตยสารฝรั่ง ดูหนังฝรั่งบ่อยๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจเลย
อย่างก่อนหน้านั้น ในการตรวจแก้งานของนักแปลอีกคน ฉันก็เจอประโยคในทำนองว่า "The Company spent a fortune to promote this stuff." ที่มีการแปลออกมาได้ว่า "บริษัทจึงเสี่ยงดวงโปรโมทสินค้าชิ้นนี้" ทั้งที่ความหมายจริงๆ ก็คือบริษัทได้ทุ่มเงินเพื่อโปรโมทสินค้าต่างหาก (คำว่า Fortune หมายถึงทรัพย์สินจำนวนมากๆ ก็ได้)
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั้น ฉันต้องปวดหัวเพราะนักแปลรายนี้ เล่นสรุปความแล้วเขียนออกมาใหม่หมด หยิบเนื้อความตรงนั้นมาปะตรงนี้ ผสมกันจนหาเค้าเดิมแทบไม่ได้ งานอย่างนี้แก้ไขยากหรือแก้ไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีแปลใหม่หมด ไม่งั้นฉันก็ต้องเสียเวลาตรวจหาข้อความในภาษาเดิมว่าไปอยู่เสียตรงไหน เพื่อมาเทียบกัน วิธีแปลอย่างนี้ หากคนแปลมีทักษะการเขียนดี ก็อาจจะอะลุ้มอล่วยได้ในกรณีที่ต้องการใช้เฉพาะเนื้อหาของเรื่องนั้นๆ แต่โชคร้ายที่นักแปลท่านนี้ยังเขียนหนังสือได้ไม่ถึงขั้น หนำซ้ำ ยังตัดทอนบางข้อความที่สำคัญออกไป ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว มองไม่เห็นจุดหมายของงานเขียนชิ้นนี้เลย ว่าเขียนขึ้นมาเพื่ออะไร? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ไหน? นอกจากนี้ ยังมีหลายตอนที่แปลผิดความหมายไปเลยด้วย
ได้ยินว่านักแปลท่านนี้เคยปรารภไว้ว่า ไม่เชือว่าฝรั่งจะเขียนหนังสือได้ดีกว่าคนไทย…ฉันเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่ไม่ใช่ในกรณีของการทำงานแปลเช่นนี้ ซึ่งต้องเคารพต้นฉบับ ไม่ว่าเขาจะเขียนหนังสือดีหรือเลวกว่าเรา เพราะเราเป็นเพียงนักแปล ไม่ใช่บรรณาธิการ
งานแปลนั้น ใครอย่าได้คิดว่าง่ายเลย เพราะไม่ใช่แค่ว่าคุณมีดิคฯ ดีๆ สักเล่มก็จะแปลได้หมดทุกอย่าง หรือต่อให้คุณเก่งภาษาต้นทาง (เช่น ภาษาอังกฤษ) แค่ไหน แต่ถ้าภาษาไทยของคุณอ่อนด้อย คุณก็ทำงานนี้ไม่ได้ดีแล้ว ฉันจึงไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงมีคนมากมายคิดว่าการแปลงานเขียน (โดยมากคือการแปลจากอังกฤษเป็นไทย) เป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ และมีหลายคนที่แปลงานออกมาแล้ว ไม่รู้ตัวเลยว่า ผลงานนั้นๆ ใช้ไม่ได้ พอมีคนบอก ก็ไม่อยากเชื่อ มั่นใจเหลือเกินว่าฉันไม่ผิด อย่างนี้ก็ไม่ไหว
ถ้าแค่แยกแยะว่างานดี-ไม่ดีแตกต่างกันอย่างไร ยังทำไม่ได้ คุณจะมีปัญญาทำงานคุณภาพได้หรือ?
