Tweatypup’s Nicknacks

April 26, 2007

โปรดระวัง clean32!

ราว 2-3 สัปดาห์ก่อน ระหว่างที่ฉันกำลังเช็คอีเมลอยู่นั้น ก็มีป็อป อัพ แมสเซจโผล่ขึ้นมาพร้อมด้วยข้อความชวนตกอกตกใจในทำนองว่า
 
STOP! IMMEDIATLY ATTENTION REQUIRED.
Windows has found CRITICAL SYSTEM ERRORS.
Download registry cleaner from (www.) clean32.com (ฉันใส่วงเล็บไว้นะคะ จะได้ไม่กลายเป็นลิงค์) 
FAILURE TO ACT NOW MAY LEAD TO DATA LOSS AND CORRRUPTION!

โชคดีที่ฉันเป็นคนขี้ระแวง ประกอบกับเคยโดนไวรัสคอมพิวเตอร์เล่นงาน เป็นประเภทหนอน (worm) อะไรสักอย่างที่มีนามสกุลต่อท้ายว่า 32 ฉันก็เลยยิ่งรู้สึกว่ามันไม่น่าไว้ใจ เลยตัดสินใจลองค้นคำว่า clean32 ใน google ดู

ปรากฏว่าไอ้เจ้าแมสเซจที่ว่านี้เป็นสแปม มีเจตนาจะหลอกล่อให้เราหลงเข้าไปที่เว็บไซต์ของ clean32.com เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมที่อ้างว่าจะแก้ปัญหา(อะไรก็ไม่รู้)ที่มีอยู่ในเครื่องเรา แต่ที่จริงแล้ว ไอ้โปรแกรมที่เว็บเวรมาหลอกให้เราดาวน์โหลดนั้นคือโปรแกรมประเภทสปายแวร์ หรือดีไม่ดี อาจจะเป็นไวรัสก็ได้

ดังนั้น ถ้าคุณเจอป็อป อัพแมสเซจที่ว่านี้ อย่าไปสนใจ ปิดหน้าต่างนั้นทิ้งไปเลย หรือทางที่ดีควรคลิกที่ขอบสีฟ้าด้านบนของกรอบหน้าต่าง แล้วกด Alt กับ F4 พร้อมกัน เครื่องจะปิดหน้าต่างให้โดยที่คุณไม่ต้องไปกดตัวกากบาทสีแดง วิธีนี้ฉันเคยอ่านเจอในหนังสือ เป็นการปิดหน้าต่างที่เวิร์คกว่า เพราะป็อปอัพแมสเซจที่เป็นโฆษณาบางอันนั้น หากคุณไปคลิกที่กากบาทสีแดงเพื่อปิดหน้าต่าง มันก็จะรีบส่งป็อปอัพแมสเซจอื่นๆ มาแทนเป็นโขยง

แต่ถ้ายังมีแมสเซจโผล่ขึ้นมาอีก (มันตื๊อ) ก็ควรจะ disconnect โมเด็มไปเลย แล้วค่อยต่อสายใหม่ทีหลัง ถ้าคุณโชคดี มันก็จะไม่มากวนอีก

มีอีกวิธีหนึ่งที่จะบล็อกแมสเซจเหล่านี้ได้ซึ่งฉันอ่านเจอใน yahoo answer ขอโทษทีที่จำชื่อคนที่ให้วิทยาทานนี้ไม่ได้แล้ว เขา(หรือเธอ) บอกให้ทำดังนี้

- คลิกปุ่ม Start แล้วเข้าไปที่ Control Panel
- เข้าไปที่หัวข้อ Performance & Maintenance
- มองหาหัวข้อ Administrative Tools แล้วคลิกเข้าไป
- ดับเบิ้ลคลิกที่หัวข้อ Services จะมีหน้าต่างเปิดขึ้นมาพร้อมด้วยรายชื่อไอเท็มต่างๆ
- มองหาไอเท็มที่ชื่อ Messenger แล้วคลิกขวา เลือก Properties จะมีอีกหน้าต่างเปิดขึ้นมา เป็นหัวข้อ Messenger Properties (Local Computer)
- เลือกตรงที่ต่อจากคำว่า Startup Type ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งไว้ว่า Automatic ให้คุณเปลี่ยนเป็น Disabled
- จากนั้น คลิกตรงท้ายหน้าต่างว่า Apply

ฉันเองก็ใช้วิธีนี้ แต่ก็จะทำให้คุณเล่น Messenger ไม่ได้ด้วย อาจเพราะเป็นการตั้งคำสั่งเครื่องไม่ให้โชว์ป็อปอัพ แมสเซจทุกชนิด

ทางที่ดีก็คือใช้วิธีนี้สัก 2-3 วัน แล้วกลับไปเปลี่ยนคำสั่ง ซึ่งก็ทำตามขั้นตอนเดิมนั่นแหละ แต่ตรงหัวข้อ Startup Type ให้เปลี่ยนกลับไปเป็น Automatic เหมือนเดิม เท่านี้ก็กลับมาแชตกับเพื่อนๆ ได้แล้ว

วันนี้พอแค่นี้ล่ะ เหนือย กำลังโดนหวัดเล่นงาน(อีกแล้ว).

April 22, 2007

Somebody’s June (I wish I could be)

ในช่วงที่มีข่าวบ้านริมน้ำของ จอห์นี่ แคช โดนไฟไหม้ ฉันก็มีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง Walk The Line ทางทีวี

มีคนหลายคนชอบหนังเรื่องนี้ ฉันคิดว่าคงไม่ใช่เพียงเพราะประวัติชีวิตที่มีสีสันของนักร้องที่กลายเป็นตำนานไปแล้วอย่าง จอห์นนี่ แคช หรอก ฉันอยากเรียก Walk The Line ว่าเป็นหนังรัก เพราะสิ่งที่ติดอยู่หัวใจคนดูหลังจากหนังเรื่องนี้จบก็คือความรักของ จอห์นนี่ แคช ที่มีให้ จูน คาร์เตอร์ ภรรยาที่ถือได้ว่าเป็น "คู่ชีวิต" จริงๆ

ตลอดชีวิตแต่งงาน 30 ปี (ประมาณนั้น) พวกเขาไม่เคยแยกจากกันจนกระทั่งวันสุดท้ายบนโลกนี้ของจูน อีก 4 เดือนหลังจากนั้น จอห์นนี่ก็ตามผู้หญิงที่เขารักที่สุดไบยังอีกโลกหนึ่ง

กว่า จอห์นนี่ จะได้แต่งงานกับ จูน อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย เขาแต่งงาน-มีลูกมาแล้วก่อนได้พบกับเธอ นั่นเป็นปัญหาหนึ่ง แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าก็คือเรื่องความประพฤติที่ไม่เป็นโล้เป็นพายและเรื่องติดยาซึ่ง จูน รับไม่ได้เลย

จูน คาร์เตอร์ มีลูกสาวสองคนมาก่อนแล้วเช่นเดียวกับ จอห์นนี่ เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง จริงจังกับชีวิตและมองโลกในแง่ของความเป็นจริงมากๆ เธอรักจอห์นนี่ มาก ไม่ใช่ไม่รัก แต่เธอไม่ยอมรับคำขอแต่งงานของ จอห์นนี่ เพราะมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองร่วมกับเขา

ส่วน จอห์นนี่ นั้น รัก จูนมากอย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับเขา จูน คือหลักยึดเหนี่ยว เธอคือแรงบันดาลใจทำให้เขาพยายามใช้ชีวิตอยู่กับร่องกับรอย เธอช่วยให้เขาเดินไปตามทางที่เหมาะควร ไม่เฉไฉออกนอกลู่นอกทางอีก

จอห์นนี่ ขอ จูน แต่งงานบนเวทีคอนเสิร์ต ฝ่ายหญิงตอบตกลงหลังจากปฏิเสธมาแล้วเป็นสิบๆ ครั้ง ฉันคิดว่าเพราะประโยคที่ จอห์นนี่ บอกว่าเธอคือ "เพื่อนที่ดีที่สุด" ของเขา ทำให้เธอตัดสินใจได้

หนังจบแล้ว ฉันคิดในใจว่า นี่แหละคือความรักจากผู้ชายสักคนที่ฉันอยากได้ ไม่ต้องให้ฉันเป็นโลกทั้งโลกของเขาก็ได้ แต่ฉันอยากเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา เป็นคนที่เขามั่นใจว่า เมื่อมีปัญหา ฉันคือคนที่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เพราะหากมีใครสักคนรักเราได้อย่างนี้ มันไม่ใช่เป็นเพียงความรัก แต่มีทั้งความศรัทธาและไว้เนื้อเชื่อใจกันรวมอยู่ด้วย

ในชีวิตฉัน เห็นคู่แต่งงานหรือคู่รักที่เป็นอย่างนี้น้อยมาก แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย แล้วทุกครั้งที่เห็น ก็ทำให้รู้สึกดีๆ เสมอ

หากสักวันหนึ่ง ฉันได้เป็น "จูน" ของใครสักคน คงต้องถือว่าตัวเองโชคดีนัก.

April 16, 2007

นักแปลขา…อย่าอีโก้

เมื่อวัน-สองวันก่อนถึงวันสงกรานต์ ฉันยังต้องทำงานอยู่ เพื่อให้เหลืองานน้อยที่สุดก่อนวันหยุด

งาน ตรวจการบ้าน ของฉันคืบหน้าไม่มากนัก เพราะถึงคิวแก้งานแปลที่สามารถสร้างความปวดหัวได้อย่างที่สุดถึง 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องหนึ่งเป็นสารคดีเรื่องยาวหลายหน้า เขียนโดยนักเขียนซึ่งเท่าที่ฉันเคยอ่านผ่านตาและแปลงานของเขามา ต้องบอกว่าแปลยากระดับปาดเหงื่อทุก 5 นาทีสำหรับนักแปลมือใหม่ ส่วนงานแปลชิ้นนี้ พูดได้ว่า ฉันต้องแก้ใหม่แทบจะทุกบรรทัด เพราะเมื่อแปลประโยคที่ 1 ผิด ประโยคที่ 2-3-4 ก็มักจะผิดตามไปด้วยเสมอ เนื่องจากเนื้อความเชื่อมโยงกัน ฉันไม่อยากตำหนิคนแปลมากนัก เพราะงานนี้แปลยากจริงๆ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่สำนวนธรรมดาๆ ที่ฝรั่งพูดกันในชีวิตประจำวัน ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลย ก็ยังแปลมาผิดๆ ถูกๆ ทำให้ฉันมองเห็นจุดอ่อนสำคัญของนักแปลมือใหม่เหล่านี้ ซึ่งก็คือการขาดประสบการณ์การรับรู้ภาษาฝรั่งนอกตำราไวยากรณ์ บางสำนวนนั้น สำหรับคนที่อ่านหนังสือหรือนิตยสารฝรั่ง ดูหนังฝรั่งบ่อยๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจเลย

อย่างก่อนหน้านั้น ในการตรวจแก้งานของนักแปลอีกคน ฉันก็เจอประโยคในทำนองว่า "The Company spent a fortune to promote this stuff." ที่มีการแปลออกมาได้ว่า "บริษัทจึงเสี่ยงดวงโปรโมทสินค้าชิ้นนี้" ทั้งที่ความหมายจริงๆ ก็คือบริษัทได้ทุ่มเงินเพื่อโปรโมทสินค้าต่างหาก (คำว่า Fortune หมายถึงทรัพย์สินจำนวนมากๆ ก็ได้)

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั้น ฉันต้องปวดหัวเพราะนักแปลรายนี้ เล่นสรุปความแล้วเขียนออกมาใหม่หมด หยิบเนื้อความตรงนั้นมาปะตรงนี้ ผสมกันจนหาเค้าเดิมแทบไม่ได้ งานอย่างนี้แก้ไขยากหรือแก้ไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีแปลใหม่หมด ไม่งั้นฉันก็ต้องเสียเวลาตรวจหาข้อความในภาษาเดิมว่าไปอยู่เสียตรงไหน เพื่อมาเทียบกัน วิธีแปลอย่างนี้ หากคนแปลมีทักษะการเขียนดี ก็อาจจะอะลุ้มอล่วยได้ในกรณีที่ต้องการใช้เฉพาะเนื้อหาของเรื่องนั้นๆ แต่โชคร้ายที่นักแปลท่านนี้ยังเขียนหนังสือได้ไม่ถึงขั้น หนำซ้ำ ยังตัดทอนบางข้อความที่สำคัญออกไป ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว มองไม่เห็นจุดหมายของงานเขียนชิ้นนี้เลย ว่าเขียนขึ้นมาเพื่ออะไร? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ไหน? นอกจากนี้ ยังมีหลายตอนที่แปลผิดความหมายไปเลยด้วย

ได้ยินว่านักแปลท่านนี้เคยปรารภไว้ว่า ไม่เชือว่าฝรั่งจะเขียนหนังสือได้ดีกว่าคนไทย…ฉันเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่ไม่ใช่ในกรณีของการทำงานแปลเช่นนี้ ซึ่งต้องเคารพต้นฉบับ ไม่ว่าเขาจะเขียนหนังสือดีหรือเลวกว่าเรา เพราะเราเป็นเพียงนักแปล ไม่ใช่บรรณาธิการ 

งานแปลนั้น ใครอย่าได้คิดว่าง่ายเลย เพราะไม่ใช่แค่ว่าคุณมีดิคฯ ดีๆ สักเล่มก็จะแปลได้หมดทุกอย่าง หรือต่อให้คุณเก่งภาษาต้นทาง (เช่น ภาษาอังกฤษ) แค่ไหน แต่ถ้าภาษาไทยของคุณอ่อนด้อย คุณก็ทำงานนี้ไม่ได้ดีแล้ว ฉันจึงไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงมีคนมากมายคิดว่าการแปลงานเขียน (โดยมากคือการแปลจากอังกฤษเป็นไทย) เป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ และมีหลายคนที่แปลงานออกมาแล้ว ไม่รู้ตัวเลยว่า ผลงานนั้นๆ ใช้ไม่ได้ พอมีคนบอก ก็ไม่อยากเชื่อ มั่นใจเหลือเกินว่าฉันไม่ผิด อย่างนี้ก็ไม่ไหว

ถ้าแค่แยกแยะว่างานดี-ไม่ดีแตกต่างกันอย่างไร ยังทำไม่ได้ คุณจะมีปัญญาทำงานคุณภาพได้หรือ?






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M