พร้อมรบ
วันจันทร์ที่จะถึงนี้ เป็นวันที่ฉันต้องเริ่มเปิดศึกการปิดเล่มอีกแล้ว และตามที่กำหนด ทุกอย่างควรจะสำเร็จส่งถึงโรงพิมพ์ก่อนวันที่ 13 เมษาฯ ซึ่งฉันไม่แน่ใจนักหรอกว่าจะทำได้สำเร็จ หรือหากทำได้ ก็คงต้องเป็นกินนอนกันที่ออฟฟิศนั่นเลยกระมัง
ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนไม่ลุย แต่ฉันไม่ชอบทำอะไรเหนื่อยๆ แบบไม่มีเหตุผลอันควร อย่างคราวนี้ ฉันคิดว่ามันเป็นความน่าจะเหนื่อยที่หลีกเลี่ยงได้ ถ้าวางแผนงานกันดีๆ
ฉันนึกถึงแล้วก็ไม่ค่อยหนักใจ (หรือควรจะหนัก?) งานของนักแปลรุ่นหลังๆ ที่ฉันต้องตรวจแก้นี้ถือได้ว่า "ค่อยยังชั่ว" ขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่อาจจะปล่อยผ่านได้เลยโดยไม่ต้องตรวจแก้ ฉันและสหายคนเถื่อนจึงยังต้องปวดหัวกับงานแปลภาษาประหลาดๆ เป็นครั้งคราวโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ถ้ามีคนมานั่งฟังเราสองคนทำงาน นอกจากเสียงถอนหายใจอย่างขัดเคืองแล้ว ก็จะได้ยินเสียงต่อไปนี้บ่อยมาก
"ไอ้ฟักเอ๊ย! แปลอะไรของมันวะ" (สหายคนเถื่อน)
"โอ๊ย กินยาอะไรเข้าไปตอนแปลวะเนี่ย" (ฉันเอง)
"ให้แปลตรงๆ นะ ไม่ได้ให้แต่งนิยายมั่วกระจายเพิ่มมา" (ฉันเอง)
"จ่ายเงินค่าแปลให้หรือยังวะ? ยังไงขอด่าก่อนจ่ายตังค์ได้มั้ยเนี่ย?" (สหายคนเถื่อน)
ฯลฯ
สหายคนเถื่อนนั้นเป็นไอ้หนุ่มขี้ยาด้วย เวลาตรวจแก้งานแปลนับว่าเป็นช่วงเวลาสิ้นเปลืองบุหรี่ของพี่ท่านมาก แต่ก็นับว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดี เพราะสิงห์อมควันทั้งหลายต้องลงลิฟต์ไป "เล่นยา" นอกตึก เนื่องจากเขาห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร และขอสารภาพว่าหลายครั้ง การตรวจแก้งานพวกนี้ก็ทำให้อาการอยากบุหรี่ที่หายไปเนิ่นนานแล้วของฉันกลับมาเยี่ยมได้เหมือนกัน
ถึงตอนนี้ เสียงบ่นจะน้อยลง แต่ก็ไม่ได้ขาดหาย สำหรับฉันแล้ว อุปสรรคจริงๆ ในการทำงานตรวจการบ้านไม่ใช่งานแปลห่วย แต่เป็นอาการอดนอน อากาศร้อนและความชื้นสูง สามอย่างนี้ทำให้คนเลือดน้อยอย่างฉันปวดหัว หายใจไม่ออก เป็นลมและป่วยได้ง่ายมาก และช่วงเดือนมีนา-เมษาฯนี่แหละ คือช่วงเวลาอันตรายที่สุดของปี
ฉันไม่อยากป่วย เพราะไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่นต้องคอยดูแล แต่รูปแบบการทำงานที่นี่ก็ไมได้เอื้ออำนวยให้ฉันมีสุขภาพดีนัก ฉันเคยคุยกับอดีตบก.และอดีตเจ้านายของตัวเอง เราเห็นพ้องต้องกันว่า ไอ้ความคิดที่ว่า ธรรมชาติของคนทำหนังสือคือต้องไปทำงานสายๆ (หรือบ่าย) แล้วเลิกงานกันห้าทุ่ม เที่ยงคืนนั้น มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว
ฉันก็พยายามไปทำงานเช้าๆ นะ แต่ไหงตัวเองก็ยังต้องกลับบ้านสี่-ห้าทุ่มอยู่ดีล่ะหว่า?
เฮ้อ…
