สนิทกับความเหนื่อย
ชีวิตในช่วงหลายสิบวันที่ผ่านมาของฉันเป็นอย่างนั้น ขออนุญาตบ่น…
เหตุของความเหนื่อยมาจากเรื่องงานและการเดินทางไปทำงานเป็นหลัก การงานที่เร่งรีบเพราะมีกำหนดเส้นตายที่กระชั้นชิด (เพราะคนกำหนดไม่เคยคิดถึงความเป็นจริงในการทำงานและคิดถึงคนทำงานจริงๆ) บวกกับสภาพรถติดวันละหลายๆ ชั่วโมงระหว่างการเดินทางทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับเป็นตัวการดื่มกินพลังงานของฉันไปแทบหมดสิ้น
ไม่นานนัก ฉันก็เริ่มป่วย ร่างกายอ่อนแอเพราะพักผ่อนไม่พอและไม่มีเวลาออกกำลังกาย ฉันเริ่มหายใจได้ไม่เต็มปอดเพราะเจอทั้งฝุ่นควันบนรถเมล์และอากาศที่น่าอึดอัดในออฟฟิศยามดึกซึ่งไม่มีการเปิดแอร์ เนื่องจากเป็นเวลานอกทำการ แม้จะมีพัดลมที่สหายคนเถื่อนซื้อหากันมาไว้ใช้เองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
ฉันเกลียดการทำงานแบบนี้ ทำๆๆๆ จนไม่มีเวลาหายใจ ไม่มีเวลาเติมความชื่นใจให้ชีวิต นอกเวลางาน ก็ยังมีธุระอื่นๆ อีกไม่น้อยที่ต้องจัดการ เรียกว่ามีแต่เรื่องที่ "ต้อง" ทำตลอดเวลา
ยังดี สิ่งที่ฉันทำอยู่ไม่ใช่งานที่ตัวเองเกลียด แม้จะน่าโมโหบ้าง เพราะ "การบ้าน" ที่ฉันต้องตรวจนั้น บอกตรงๆ ว่าชวนให้น่าท้อแท้กับคนรับจ้างแปลงานในบ้านเรา (ฉันเห็นว่าคนเหล่านี้ยังไม่สมควรนับให้เป็นนักแปล) รวมไปถึงวิธีการทำงานของคนยุคนี้ ที่ต้องพูดว่า "หยาบ" อย่างไม่น่าเชื่อ…เอาเถอะ ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง
เรื่องชวนเหนื่อย(ใจ)อีกอย่างคือการที่ฉันติดต่อผู้คนผ่านโลกไซเบอร์ไม่ได้
เหตุเพราะโมเด็มของเครื่องเดสก์ทอปที่บ้านของฉันเสีย และไม่มีใครนึกอยากซ่อม ขณะที่ฉันไม่มีเวลาจะซ่อม ส่วนการกระเตงเครื่องโน้ตบุ๊คมาต่อกับสายโทรศัพท์ที่บ้านนั้นก็เป็นพิธีกรรมที่แสนจะโกลาหลและน่าเบื่อสำหรับฉัน ซึ่งอยู่ในสภาพลงจากรถเมล์ เดินขาลากกลับบ้านในเวลาไม่ต่ำกว่าสามทุ่มทุกวันทำงาน แม้ในวันเสาร์-อาทิตย์ ฉันก็ยังมีงานอื่นมากมายที่ "ต้อง" เคลียร์ให้จบก่อนจะถึงวันจันทร์ เล่นเอาหมดแรงหมดสมองจนไม่นึกอยากทำอะไร
ส่วนเครื่องที่ออฟฟิศก็เป็นเครื่องแมคซึ่งไม่ได้ลงโปรแกรมบราวเซอร์ที่ใช้การได้ ฉันจึงไม่อาจโพสต์ข้อความใดๆ ลงในเว็บบล็อกหรือเว็บบอร์ด หวังจะพึ่งอีเมลหรือ? จากประสบการณ์ของฉัน การส่งอีเมลจากเครื่องแมคสู่ปลายทางที่เป็นเครื่องพีซีนั้น มีเปอร์เซ็นต์มากที่จะกลายสภาพเป็นภาษาขอม หรือกลายเป็นเครื่องหมายคำถามเรียงกันเป็นแถวยาว
บล็อกของน้องๆ และเพื่อนฝูงผ่านสายตาของฉันไปวันแล้ววันเล่า โดยที่ฉันสื่อสารกับพวกเขาไม่ได้ เหมือนติดอยู่ในห้องกระจก มองเห็นทุกความเป็นไป แต่ทำอะไรไม่ได้ เว้นแต่นั่งมองเฉยๆ
นานเข้า ฉันก็เกิดความรู้สึกไม่อยากดู ไม่อยากเห็นเพราะเวลาไม่พอและไม่อยากหงุดหงิดกับสภาพที่เหมือนคนบอดใบ้ บอกกล่าวอะไรกับใครไม่ได้แม้สักคำ
ฉันเหนื่อย เครียดและเบื่อจนถึงขั้นที่ว่า เมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากพูดกับใคร ไม่อยากกินเสียด้วยซ้ำ-ถ้าทำได้และถ้าไม่เกรงเสียงบ่นจากบุพการี…แต่ฉันไม่ได้บอกใคร เพราะ…เออ…อาจจะเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะอธิบายมั้ง?
พอล่ะ เบื่อจนไม่อยากบ่นแล้ว…
ปล. แฮปปี้เบิร์ธเดย์ย้อนหลังถึงเจ้าตินกานต์ด้วย
