Tweatypup’s Nicknacks

March 31, 2007

พร้อมรบ

Filed under: Life as a freelance

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

วันจันทร์ที่จะถึงนี้ เป็นวันที่ฉันต้องเริ่มเปิดศึกการปิดเล่มอีกแล้ว และตามที่กำหนด ทุกอย่างควรจะสำเร็จส่งถึงโรงพิมพ์ก่อนวันที่ 13 เมษาฯ ซึ่งฉันไม่แน่ใจนักหรอกว่าจะทำได้สำเร็จ หรือหากทำได้ ก็คงต้องเป็นกินนอนกันที่ออฟฟิศนั่นเลยกระมัง

ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนไม่ลุย แต่ฉันไม่ชอบทำอะไรเหนื่อยๆ แบบไม่มีเหตุผลอันควร อย่างคราวนี้ ฉันคิดว่ามันเป็นความน่าจะเหนื่อยที่หลีกเลี่ยงได้ ถ้าวางแผนงานกันดีๆ

ฉันนึกถึงแล้วก็ไม่ค่อยหนักใจ (หรือควรจะหนัก?) งานของนักแปลรุ่นหลังๆ ที่ฉันต้องตรวจแก้นี้ถือได้ว่า "ค่อยยังชั่ว" ขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่อาจจะปล่อยผ่านได้เลยโดยไม่ต้องตรวจแก้ ฉันและสหายคนเถื่อนจึงยังต้องปวดหัวกับงานแปลภาษาประหลาดๆ เป็นครั้งคราวโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ถ้ามีคนมานั่งฟังเราสองคนทำงาน นอกจากเสียงถอนหายใจอย่างขัดเคืองแล้ว ก็จะได้ยินเสียงต่อไปนี้บ่อยมาก

"ไอ้ฟักเอ๊ย! แปลอะไรของมันวะ" (สหายคนเถื่อน)

"โอ๊ย กินยาอะไรเข้าไปตอนแปลวะเนี่ย" (ฉันเอง)

"ให้แปลตรงๆ นะ ไม่ได้ให้แต่งนิยายมั่วกระจายเพิ่มมา" (ฉันเอง)

"จ่ายเงินค่าแปลให้หรือยังวะ? ยังไงขอด่าก่อนจ่ายตังค์ได้มั้ยเนี่ย?" (สหายคนเถื่อน)

ฯลฯ

สหายคนเถื่อนนั้นเป็นไอ้หนุ่มขี้ยาด้วย เวลาตรวจแก้งานแปลนับว่าเป็นช่วงเวลาสิ้นเปลืองบุหรี่ของพี่ท่านมาก แต่ก็นับว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดี เพราะสิงห์อมควันทั้งหลายต้องลงลิฟต์ไป "เล่นยา" นอกตึก เนื่องจากเขาห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร และขอสารภาพว่าหลายครั้ง การตรวจแก้งานพวกนี้ก็ทำให้อาการอยากบุหรี่ที่หายไปเนิ่นนานแล้วของฉันกลับมาเยี่ยมได้เหมือนกัน

ถึงตอนนี้ เสียงบ่นจะน้อยลง แต่ก็ไม่ได้ขาดหาย สำหรับฉันแล้ว อุปสรรคจริงๆ ในการทำงานตรวจการบ้านไม่ใช่งานแปลห่วย แต่เป็นอาการอดนอน อากาศร้อนและความชื้นสูง สามอย่างนี้ทำให้คนเลือดน้อยอย่างฉันปวดหัว หายใจไม่ออก เป็นลมและป่วยได้ง่ายมาก และช่วงเดือนมีนา-เมษาฯนี่แหละ คือช่วงเวลาอันตรายที่สุดของปี

ฉันไม่อยากป่วย เพราะไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่นต้องคอยดูแล แต่รูปแบบการทำงานที่นี่ก็ไมได้เอื้ออำนวยให้ฉันมีสุขภาพดีนัก ฉันเคยคุยกับอดีตบก.และอดีตเจ้านายของตัวเอง เราเห็นพ้องต้องกันว่า ไอ้ความคิดที่ว่า ธรรมชาติของคนทำหนังสือคือต้องไปทำงานสายๆ (หรือบ่าย) แล้วเลิกงานกันห้าทุ่ม เที่ยงคืนนั้น มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว

ฉันก็พยายามไปทำงานเช้าๆ นะ แต่ไหงตัวเองก็ยังต้องกลับบ้านสี่-ห้าทุ่มอยู่ดีล่ะหว่า?

เฮ้อ…

March 28, 2007

รถติดทำให้คนโง่

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

งานหนัก งาน(โคตร)ด่วน เพิ่งจะผ่านไป ว่าที่จริงก็ยังมีงานต้องทำอีก แต่ยังไม่ถึงกำหนดส่ง เรียกว่ายัง "รอ" ได้ ฉันจึงพอมีเวลาได้พักหายใจกับเขาบ้าง

แต่อีกไม่นาน ชีวิตก็คงกลับต้องเข้าสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้ง ความจริงแล้ว ไม่ใช่งานหรอกที่ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันเป็นวงจรอุบาทว์ แต่เป็นเพราะการเดินทางที่น่าเหนื่อยด้วยรถขนส่งมวลชนและสภาพการจราจรที่ติดขัดแบบไม่เลือกเวลาเลย

เมื่อก่อน ฉันเคยคิดว่าชีวิตคนทำงานหนังสือนี้แสนสบาย ด้วยเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นกว่าคนอื่น ไม่จำเป็นต้องเผชิญรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน ยิ่งพอออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ยิ่งสบายใหญ่

เมื่อก่อน กรุงเทพฯ มีช่วงรถติดมากๆ เป็นเวลาที่แน่นอน ฉันจำได้ว่า ถ้าออกจากบ้านหลังแปดโมงเช้าไปแล้ว รถเมล์จะว่างมาก ถนนก็โล่ง ทำให้การเดินทางไปไหนๆ ไม่ทุกข์ยากจนเกินไป

แต่ตอนนี้ ไม่ใช่

เวลากว่าสิบวันที่ผ่านมา ฉันนั่งแท็กซี่ไปทำงานเกือบทุกวันเพราะเหนื่อย อากาศร้อนมากและต้องการ "ซื้อเวลา" เพราะฉันมักจะตื่นสาย เหตุที่ตื่นสาย ก็เพราะเข้านอนดึกมาก(เช้า) เหตุที่นอนดึกมาก ก็เพราะกลับถึงบ้านดึก และเหตุที่กลับถึงบ้านดึก ก็เพราะรถติด

แต่ละวัน ฉันออกจากบ้านในเวลาที่แตกต่างกัน เก้าโมงบ้าง สิบโมงบ้าง บางวันก็สิบเอ็ดโมงด้วยซ้ำ โดยใช้เส้นทางเดียวกัน

แต่ไม่ว่าจะออกจากบ้านเวลาไหน ก็ต้องเจอรถติดทุกครั้ง ติดจนฉันงงไปหมด กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองรถติดตลอดเวลาเสียแล้ว…กระทั่งวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งฉันต้องเข้าไปออฟฟิศเพื่อทำงานด่วน รถก็ยังติด…เหมือนเดิม (หรือยิ่งกว่าเดิม)

แล้วฉันก็คิดว่า ปัญหารถติดนี้ มีส่วนอย่างมาก ในการทำให้คนกรุงเทพฯ โง่ เพราะมันบั่นทอนคุณภาพชีวิตได้อย่างร้ายกาจ

ลองนึกถึงสภาพคนทำงานทั่วไปที่ยังไม่มีปัญญาซื้อรถขับ ต้องอาศัยรถเมล์หรือรถมวลชนอื่นๆ ลองนึกถึงสภาพที่เราต้องตาลีตาเหลือกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืด(เพื่อหนีรถติด) และสภาพการลากสังขารกลับบ้านในตอนค่ำ (ท่ามกลางรถติด) ยังไม่นับรวมสภาพรถเมล์แน่นๆ บางคันก็ขับได้บัดซบ (ขอโทษ) อากาศร้อน…

หากไม่นับรวมวันหยุดและเวลานอน เรามีเวลาอยู่กับบ้านน้อยเหลือเกิน

แล้วส่วนหนึ่งของเวลาเหล่านั้น ซึ่งเราควรได้นำมาใช้เพื่อตัวเองและครอบครัวอย่างมีคุณภาพ ก็ต้องหมดไปกับงานบ้านงานครัวและงานจิปาถะอื่นๆ

หลังจากนั้น เราก็เหลือเวลาน้อยนิดเหลือเกินที่จะได้ผ่อนคลาย หาความบันเทิงใส่ตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีเวลาหาความรู้ใส่สมองเพิ่มเติมหรือไม่ และกว่าจะถึงเวลานั้น ส่วนใหญ่เราก็เหนื่อยกันจนหมดแรงเสียแล้ว

ทุกวันนี้ ถ้าไม่เพราะฉันมีนิสัยเสียๆ คือชอบกินข้าวไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย หรือหากฉันไม่ได้หนีบหนังสือติดกระเป๋าไปด้วยตลอดเวลา หรือพยายามเจียดเวลาก่อนนอนสักสิบนาทีเพื่ออ่านหนังสือ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้อ่านหนังสือตอนไหน

พอจะมองเห็นไหมคะ ว่ารถติดทำให้คนกรุงเทพฯ โง่ลงได้อย่างไร?

ปล. รูปรถข้างบนไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่ เอ๊ะ หรือว่าเกี่ยว? ฉันว่า ถ้าเราขับรถคันเล็กแค่นี้กันทุกคน รถอาจจะติดน้อยลงก็ได้นะ

March 11, 2007

ความคิดคำนึงตอนตีสอง

ในวัยหนึ่ง เราต้องการความรัก…มากมายเหลือเกิน เราอยากให้มีคนรักเราเยอะๆ และอยากจะรักคนเยอะๆ

แต่พอเวลาผ่านไป ถึงอีกวัยหนึ่ง สำหรับฉันแล้ว ความสงบในใจดูจะสำคัญกว่า

A peace of mind เป็นสิ่งที่หายากเหลือเกิน เมื่อเราโตขึ้น อยู่ในโลกที่มีเงื่อนไขซับซ้อนมากขึ้น แต่ความจริงใจหาได้น้อยลง เรามีเพื่อนน้อยลง และบางที เพื่อนที่มีอยู่ก็เข้าใจเราน้อยลง…

ฉันเห็นบางคนที่ยังดิ้นรนไขว่คว้ากับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แล้วก็รู้สึก…เหนื่อย…

ฉันอยากมีความรัก แต่ไม่ต้องเป็นเจ้าของ

ผูกพันกัน แต่ไม่ต้องผูกมัด

มันจะเป็นไปได้ไหม?

ฉันเเหนื่อยเกินกว่าจะไล่ตามใครแล้ว

หัวใจฉันอยู่ตรงนี้

ถ้าอยากได้ เธอก็ต้องมาที่นี่

แล้วเมื่อไหร่ที่เธออยากไป

ช่วยวางคืนไว้ตรงที่เดิมด้วย.

March 5, 2007

ไปดูนิทรรศการหนังสือดอน กิโฆเตกันเถอะ

Filed under: Seen

ฉันเพิ่งไปดูงานนิทรรศการนี้มาในวันเปิด ผู้คนไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อย

นี่เป็นนิยายในฝันของคนอ่านและคนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการทำหนังสือ จะไม่ใช่ได้อย่างไรกัน? เรื่องคุณค่าทางวรรณกรรมนั้นไม่ต้องพูดถึง นวนิยายเรื่องหนึ่งที่มีอายุยืนนานมาถึง 400 ปี จะเรียกว่าเป็นงานไร้ค่าได้หรือ? ที่สำคัญคือ ดอน กิโฆเต ไม่ใช่หนังสือที่น่าเบื่อเลย สำหรับฉันแล้ว หนังสือเล่มนี้ตลกตั้งแต่คำประกาศพิมพ์หนังสือของคนเขียนทีเดียว

แล้วลองดูรูปเล่มสิ รูปประกอบสวยๆ การจัดพิมพ์ที่แสนประณีต หากใครไม่รู้ ก็โปรดทราบด้วยเถิดว่าการเข้าเล่มหนังสือเล่มหน้าตั้งหลายนิ้วที่เป็นสันโค้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉันเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่การพิมพ์หนังสือแปลสักเล่มออกมาขาย แต่คือการสร้างบางอย่างที่มีคุณค่ายิ่งกว่ามูลค่าของการผลิตหนังสือเล่มหนึ่ง

ยิ่งหากได้ฟังเรื่องราวเบื้องหลังการทำงาน จะรู้สึกว่าเงินเกือบ 700 บาทที่เราต้องจ่ายเพื่อหนังสือเล่มนี้ไม่แพงเลย เพราะนั่นไม่ใช่แค่ค่ากระดาษ แต่เป็นค่าแรงงาน ค่าฝีมือและค่าสมองของคนที่ทำให้ดอน กิโฆเต ภาษาไทยเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

ในช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกท้อใจจนบางคราวถึงขั้นโมโหกับวิธีคิดของนายทุนในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ ฉันคงต้องบอกว่า "ขอบคุณ" สำนักพิมพ์ผีเสื้อและทุกคนที่ทำงานนี้ ขอบคุณที่ให้ฉันมั่นใจว่า ความรักระหว่างบรรทัดของคนทำหนังสือกับตัวหนังสือบนหน้ากระดาษนั้นยังมีอยู่จริง.

ปล. นิทรรศการนี้เป็นงานเล็กๆ แค่คุณภาพคับแก้ว และถ้าจะไปทั้งที ฉันว่าควรจะไปในช่วงบ่าย ซึ่งจะมีกิจกรรมน่าสนใจทุกวัน ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ http://donquixoteth.blogspot.com/

March 1, 2007

สนิทกับความเหนื่อย

Filed under: Life as a freelance

ชีวิตในช่วงหลายสิบวันที่ผ่านมาของฉันเป็นอย่างนั้น ขออนุญาตบ่น…

เหตุของความเหนื่อยมาจากเรื่องงานและการเดินทางไปทำงานเป็นหลัก การงานที่เร่งรีบเพราะมีกำหนดเส้นตายที่กระชั้นชิด (เพราะคนกำหนดไม่เคยคิดถึงความเป็นจริงในการทำงานและคิดถึงคนทำงานจริงๆ) บวกกับสภาพรถติดวันละหลายๆ ชั่วโมงระหว่างการเดินทางทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับเป็นตัวการดื่มกินพลังงานของฉันไปแทบหมดสิ้น

ไม่นานนัก ฉันก็เริ่มป่วย ร่างกายอ่อนแอเพราะพักผ่อนไม่พอและไม่มีเวลาออกกำลังกาย ฉันเริ่มหายใจได้ไม่เต็มปอดเพราะเจอทั้งฝุ่นควันบนรถเมล์และอากาศที่น่าอึดอัดในออฟฟิศยามดึกซึ่งไม่มีการเปิดแอร์ เนื่องจากเป็นเวลานอกทำการ แม้จะมีพัดลมที่สหายคนเถื่อนซื้อหากันมาไว้ใช้เองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

ฉันเกลียดการทำงานแบบนี้ ทำๆๆๆ จนไม่มีเวลาหายใจ ไม่มีเวลาเติมความชื่นใจให้ชีวิต นอกเวลางาน ก็ยังมีธุระอื่นๆ อีกไม่น้อยที่ต้องจัดการ เรียกว่ามีแต่เรื่องที่ "ต้อง" ทำตลอดเวลา

ยังดี สิ่งที่ฉันทำอยู่ไม่ใช่งานที่ตัวเองเกลียด แม้จะน่าโมโหบ้าง เพราะ "การบ้าน" ที่ฉันต้องตรวจนั้น บอกตรงๆ ว่าชวนให้น่าท้อแท้กับคนรับจ้างแปลงานในบ้านเรา (ฉันเห็นว่าคนเหล่านี้ยังไม่สมควรนับให้เป็นนักแปล) รวมไปถึงวิธีการทำงานของคนยุคนี้ ที่ต้องพูดว่า "หยาบ" อย่างไม่น่าเชื่อ…เอาเถอะ ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง

เรื่องชวนเหนื่อย(ใจ)อีกอย่างคือการที่ฉันติดต่อผู้คนผ่านโลกไซเบอร์ไม่ได้

เหตุเพราะโมเด็มของเครื่องเดสก์ทอปที่บ้านของฉันเสีย และไม่มีใครนึกอยากซ่อม ขณะที่ฉันไม่มีเวลาจะซ่อม  ส่วนการกระเตงเครื่องโน้ตบุ๊คมาต่อกับสายโทรศัพท์ที่บ้านนั้นก็เป็นพิธีกรรมที่แสนจะโกลาหลและน่าเบื่อสำหรับฉัน ซึ่งอยู่ในสภาพลงจากรถเมล์ เดินขาลากกลับบ้านในเวลาไม่ต่ำกว่าสามทุ่มทุกวันทำงาน แม้ในวันเสาร์-อาทิตย์ ฉันก็ยังมีงานอื่นมากมายที่ "ต้อง" เคลียร์ให้จบก่อนจะถึงวันจันทร์ เล่นเอาหมดแรงหมดสมองจนไม่นึกอยากทำอะไร

ส่วนเครื่องที่ออฟฟิศก็เป็นเครื่องแมคซึ่งไม่ได้ลงโปรแกรมบราวเซอร์ที่ใช้การได้ ฉันจึงไม่อาจโพสต์ข้อความใดๆ ลงในเว็บบล็อกหรือเว็บบอร์ด หวังจะพึ่งอีเมลหรือ? จากประสบการณ์ของฉัน การส่งอีเมลจากเครื่องแมคสู่ปลายทางที่เป็นเครื่องพีซีนั้น มีเปอร์เซ็นต์มากที่จะกลายสภาพเป็นภาษาขอม หรือกลายเป็นเครื่องหมายคำถามเรียงกันเป็นแถวยาว

บล็อกของน้องๆ และเพื่อนฝูงผ่านสายตาของฉันไปวันแล้ววันเล่า โดยที่ฉันสื่อสารกับพวกเขาไม่ได้ เหมือนติดอยู่ในห้องกระจก มองเห็นทุกความเป็นไป แต่ทำอะไรไม่ได้ เว้นแต่นั่งมองเฉยๆ

นานเข้า ฉันก็เกิดความรู้สึกไม่อยากดู ไม่อยากเห็นเพราะเวลาไม่พอและไม่อยากหงุดหงิดกับสภาพที่เหมือนคนบอดใบ้ บอกกล่าวอะไรกับใครไม่ได้แม้สักคำ

ฉันเหนื่อย เครียดและเบื่อจนถึงขั้นที่ว่า เมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากพูดกับใคร ไม่อยากกินเสียด้วยซ้ำ-ถ้าทำได้และถ้าไม่เกรงเสียงบ่นจากบุพการี…แต่ฉันไม่ได้บอกใคร เพราะ…เออ…อาจจะเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะอธิบายมั้ง?

พอล่ะ เบื่อจนไม่อยากบ่นแล้ว…

ปล. แฮปปี้เบิร์ธเดย์ย้อนหลังถึงเจ้าตินกานต์ด้วย






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M