เธอมีความสุขหรือเปล่า?
“Are you Happy?”
เด็บบี้ ถาม มาร์ติน ในคืนวันที่พวกเขานัดพบกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาปล่อยให้เธอเป็นแม่สายบัวแต่งตัวเก้อในงานพร็อมแล้วหายตัวไปนานถึง 10 ปี
เด็บบี้ เป็นดีเจในเมืองเล็กๆ ส่วน มาร์ติน เป็นมือปืนรับจ้างที่มีอาการสับสนทางจิต เขาเดินทางกลับมาบ้านเกิดเพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลองครบรอบปีที่ 10 ของการจบมัธยมปลาย และเพื่อสะสางปมที่ยังค้างคาในใจ ปมนี้เกี่ยวกับ เด็บบี้ ล้วนๆ เพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขาคิดถึงมาตลอดนับตั้งแต่เขาตัดสินใจออกจากเมืองที่ตัวเองเติบโตมา
นี่เป็นบางส่วนในหนังที่ฉันชอบที่สุดเรื่องหนึ่ง-Grosse Pointe Blank จอห์น คิวแส็ค และ มินนี่ ไดรเวอร์ รับบทเป็นพระเอก-นางเอกที่เพี้ยนที่สุดคู่หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ความเพี้ยนที่แสดงออกด้วยกิริยาท่าทางบ้าๆ บอๆ แต่แทบจะในทุกบทสนทนาของตัวละครทั้งสองสะท้อนว่า พวกเขามีบาดแผลในใจที่รักษาไม่หาย และมันมีผลให้ความคิดจิตใจของเขาบิดผันและทำให้ชีวิตของพวกเขาผิดเพี้ยนไป
เรื่องราวดำเนินไปอย่างโกลาหลอลหม่าน เพราะ มาร์ติน ก็มี “งาน” ชิ้นสุดท้ายที่ต้องทำให้เสร็จ แล้วตัวเขายังโดนนักฆ่าด้วยกันตามล่า
หลังจากใช้กระทะใบโตตบเปรี้ยงเข้าให้เต็มกบาลของคนที่หมายเอาชีวิตเขา มาร์ติน ก็หันไปบอก เด็บบี้ ที่ยืนช็อกรับประทานอยู่หลังประตูว่า “เด็บบี้ ฉันรักเธอ”
และหลังจากยิงกันอุตลุตในฉากบู๊ส่งท้าย หนังก็จบลงอย่างแฮปปี้ เอนดิ้ง ฉากที่พระเอก-นางเอกขับรถเปิดประทุนออกจากเมือง เหมือนแทนประโยคในนืทานที่ว่า “And they live happily ever after.”
แต่เชื่อฉันเถอะ ถ้าคุณได้ดูหนังเรื่องนี้ คุณจะบอกได้เลยว่า ไม่มีทางที่คนประสาทคู่นี้จะอยู่ด้วยกันแบบหวานชื่น ไร้อุปสรรคไปได้ตลอดหรอก
แต่ประโยคที่เด็บบี้ถามมาร์ตินว่า “เธอมีความสุขหรือเปล่า?” ยังคงติดอยู่ในใจฉันเสมอ ฉันคิดว่านั่นน่าจะเป็นสิ่งอดีตคู่รักหลายคู่อยากถามกันและกันในเวลาที่พวกเขาได้เจอกันอีกครั้ง
และมีหลายครั้งที่ฉันอยากถามหลายคนด้วยประโยคนั้น แม้ว่าฉันและคนที่ฉันอยากถามจะไม่ได้เป็นคู่รักกันเลยก็ตาม
เพื่อนคนหนึ่งแต่งงานไป ใครๆ ดูแล้วก็คิดว่าคู่นี้มีความสุขดี แต่แล้ววันหนึ่ง ฉันกลับรู้สึกว่าเหมือนมีความเหงาลึกๆ อยู่ในใจเพื่อน ฉันอาจคิดไปเอง หรือวันนั้นเพื่อนอาจจะเจอวันร้ายๆ มา แต่รสชาติขมจางๆ ในน้ำเสียงของฝ่ายนั้นตอนที่คุยกันก็ทำให้ฉันรู้สึกสะดุดในใจ ทั้งที่เรื่องที่พูดนั้นถือว่าเป็นบทสนทนาที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง
ความรู้สึกแบบนั้นทำให้ฉันอยากถามเพื่อนในตอนนั้นว่า “เธอยังมีความสุขอยู่ไหม?” แต่ก็ไม่กล้า
ทุกวันนี้ ฉันยังสงสัยอยู่ว่า ถ้าหากตอนนั้น ฉันกล้าถามออกไปและเพื่อนกล้าตอบกลับมา…
ระหว่างคำตอบว่า “ไม่มีหรอก” กับ “ไม่รู้สิ” อย่างไหนจะน่าเศร้ากว่ากัน?
tweatypup©2007

มีความสุขไหม
คำตอบใดที่เศร้ากว่า
อ้อมขอตอบว่า ไม่รู้สิ
เท่ากับว่า เรายังไม่รู้เลยว่า เราตกอยู่ในโหมดไหน
มีความสุขไหม
อ้อมขอตอบว่า ตอนนี้ไม่มี
เพราะเรื่องงานนิดนึง เรื่องรักหน่อยนึง
บวกรวมแล้ว เยอะอยู่
Comment by ตินกานต์ — February 8, 2007 @ 3:49 pm
เคยจุกอก กล้ำกลืนคำถามลงคอไปอย่างยากลำบาก เพราะแค่เห็นหน้าเพื่อนรักอมทุกข์ แววตาไร้วิญญาณ ถึงแม้จะยิ้มให้กันอยู่ก็ตาม..
ตั้งแต่นั้นอ้อมไม่กล้าถามใครเลยว่า “เธอมีความสุขหรือเปล่า”
ครั้งหนึ่งเพื่อนสนิทเคยบอกอ้อมว่า ทุกวันสำคัญตั้งแต่เขาอยู่กับแฟนคนนี้มา ไม่ว่าจะวันเกิด ปีใหม่ หรือวันไหนก็ตาม เขาไม่เคยมีความสุขเลย
และเพื่อนอีกคนก็เคยโทรศัพท์ (มือถือ) มาจากริมฝั่งน้ำแห่งหนึ่ง เพียงเพื่อจะให้อ้อมรับฟังความนิ่งเงียบ เสียงลมหายใจแผ่ว และความเศร้าสุดแสนที่ไหลมาตามสายของมัน
ทุกวันนี้ อ้อมไม่มีความมั่นใจเหลือ ที่จะถามใครๆ ว่ามีความสุขไหม เพราะความยากกว่าการเอ่ยปากออกไปก็คือ ความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของเขาที่เราคุ้ยขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจนั่นเอง….
Comment by อ้อม — February 12, 2007 @ 7:15 am
งั้นอ้อมสิก็เข้าใจใช่ไหม ว่าทำไมพี่ไม่กล้าถามเพื่อน
แปลกดีนะ ที่คำถามที่ดูเหมือนเป็นคำพูดง่ายๆ แบบนี้กลับยากจะพูดออกมา
อ้อมติน ได้ข่าวว่าหนูหนักใจเรื่องงาน อย่าคิดมากเลยนะ ทำเท่าที่เราทำได้ เท่านั้นก็พอแล้ว
การเขียนหนังสือ บางทีก็เหมือนการแสดง เหมือนการเล่นละคร หนูต้องแสดงให้ถึงบทบาท แต่ก็มีบางบทบาทที่เราเล่นไม่ได้ หรือเล่นไม่ได้ดี เป็นเรื่องธรรมดาจ้ะ
Comment by tweatypup — February 13, 2007 @ 7:25 am
วาเลนไทน์แล้วพี่
แล้วไง…
ก็นั่งทำงานต่อไปไง
วันนี้ใครหายตัวไป โดนประณามแน่
ป่านนี้ วาเลนไทน์ beyond เมืองไทย
จะเป็นไงมั่งหว่า
รักล้นใจนะพี่จ๋า.. นี่คือคำอวยพร
Comment by ตินกานต์ — February 14, 2007 @ 3:48 am
พี่จ๋า
พรุ่งนี้ อ้อมเป็นสาวแล้วนะ
24 ละ
อยากได้ของขวัญ
กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก
Comment by ตินกานต์ — February 16, 2007 @ 11:26 am