ปรูฟสาวมือสังหาร
เมื่อไม่นานมานี้ ฉันเปรยกับรุ่นน้องคนหนึ่งว่า เห็นคนทำงานปรูฟแถวออฟฟิศที่ฉันไปรับจ้างเขาตรวจแก้งานเขียนทุกเดือนแล้ว ให้รู้สึกคิดถึงหนูมากๆ เลย (เจ้าน้องคนนี้เคยผ่านงานปรูฟแบบปราบเซียนมาแล้ว คืองานพิสูจน์อักษรดิกชันนารี)
เหตุเพราะสาวนักปรูฟรายนั้น เธอช่างเคร่งครัดกับกฎระเบียบเสียน่าปวดกบาล(คนอื่น) แต่ดันทำงานตกๆ หล่นๆ คำผิดที่ ต้อง แก้ เธอก็มองไม่ค่อยจะเห็น (เช่น จานนี้มีน้ำแกงคลุกคลิก) แต่ดันจ้องจะเล่นงานคำที่ดูแล้วคาบลูกคาบดอก คือคำประเภทที่จะบอกว่าเขียนถูกตามหลักไวยากรณ์ ก็อาจจะไม่ใช่ แต่ถ้าจะบอกว่าผิด ก็ไม่เชิง
คำเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นภาษาพูด ซึ่งมักจะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด หรือเป็นบทสนทนา คนเขียนจึงมักเขียนตามสิ่งที่ผู้ให้สัมภาษณ์พูดออกมา แม้ว่าบางครั้งอาจจะขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง (เช่น คำว่า กิโลกรัม ก็เหลือแค่กิโลฯ) แต่ก็เพราะอยากคงบรรยากาศไว้ว่านี่คือการพูดจาของมนุษย์ คำเหล่านี้แหละที่ปรูฟสาวมือสังหารของฉัน เห็นแล้วจะขัดเคืองอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ต้องสั่งประหาร (ตัดทิ้ง) ออกจากเนื้อความทันที หรืออาจจะแทนที่ด้วยคำใหม่ที่ถูกต้องตามภาษาราชการ
อีกประเภทหนึ่งคือคำเลียนเสียงพูด ซึ่งคอลัมนิสต์หลายคนนิยมใช้ เพราะจะได้ทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกำลังมีคนมาพูดคุยให้ฟัง หรือบางทีก็เป็นการเล่นเสียง เล่นลีลา หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ ตามสมควร เช่น คำว่า ‘มั้ย’ ‘ยังไง’ ‘เหรอ’ ‘ช่าย’ พวกนี้ก็โดนโทษประหารเช่นกัน และแทนที่ด้วยน้องใหม่ว่า ‘ไหม’ ‘อย่างไร’ ‘หรือ’ ‘ใช่’ โดยไม่ฟังคำอุทธรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ฉันเคยเจอประโยคที่ผู้เขียนเขียนไว้ประมาณว่า ‘ดูแล้วยังไง้ ยังไง ก็ไม่ใช่’ โดนแก้เป็น ‘ดูแล้ว อย่างไรๆ ก็ไม่ใช่’ โอ้โห หมดกัน-ไอ้รสชาติเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ที่คนเขียนสู้อุตส่าห์ใส่ไว้ในตัวหนังสือ
ฉันเวียนกบาลกับคุณเธอคนนี้มากเพราะนิตยสารที่ฉันรับจ้างตรวจงานให้เขานั้น งานเขียนส่วนใหญ่จะใช้ภาษาพูดเพื่อให้ดูเป็นกันเอง บางทีก็มีจิกกัดหยอกล้อ เป็นภาษาแสลงแทงใจคนอ่านอยู่บ่อยๆ หาใช่หนังสือแนวประมวลกฎหมายไม่
สิ่งที่น่าโมโหแบบจี๊ดขึ้นสมองยิ่งกว่าความเคร่งครัดของเธอก็คือ การ "ล้ำเส้น" ของเธอ ซึ่งฉันคิดว่าเธอคงไม่รู้ตัว และคงไม่ค่อยเข้าใจว่าปรูฟกับบก.นั้นมันคนละหน้าที่กัน บางครั้งเธอจึงสั่งการให้โยกย้ายคำ ตัดประโยค แก้ไข ตัดตอนเสียจนคนเขียนเองยังจำไม่ได้ เพระแก้แล้ว ความหมายของประโยคนั้นมันไปคนละทางกับที่เคยเขียนไว้ บางทีเธอก็เลอะเทอะถึงขนาดสั่งแก้คำที่เขาเขียนถูกแล้ว-ให้มันผิดซะงั้น (’ซะงั้น’ นี่ก็เขียนไม่ได้นะคะ ต้องเป็น ‘เสียอย่างนั้น’)
แรกๆ ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่อยากยุ่ง ด้วยรู้สึกไม่สู้จะถูกชะตาซึ่งกันและกัน และขั้นตอนการทำงานก็อำนวยให้เราไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอยู่แล้ว กล่าวคือ งานเขียนที่ผ่านการตรวจแก้ของฉันจะถูกส่งให้เธอตรวจเป็นอันดับสุดท้าย แล้วส่งกลับมายังฝ่ายศิลป์เพื่อแก้คำผิดที่มีหลงหูหลงตา แล้วจึงส่งงานอาร์ตเวิร์คให้โรงพิมพ์
ตอนแรก ฝ่ายศิลป์ของเราก็ก้มหน้าก้มตาแก้แต่โดยดี แต่ไปๆ มาๆ ชักทนไม่ไหวกับการสั่งแก้แบบผีเข้าผีออกของเธอ (โชคดีของนิตยสารเหลือเกินที่มีฝ่ายศิลป์เป็นคนชอบอ่านหนังสือ) ก็เลยตัดสินใจวิ่งมาถามกันก่อนว่ามันควรจะแก้ไหม อย่างไร ฉันถึงได้ประจักษ์หลายความหายนะที่เธอก่อขึ้น
เรื่องนี้จบลงที่ว่า อาร์ตเวิร์คที่ส่งไปปรูฟแล้ว ถ้ามีการสั่งแก้คำ ก็จะต้องมีการดูความเหมาะควรอีกทีว่าควรแก้หรือไม่
ปรูฟสาวมือสังหารยังทำให้ฉันคิดถึงอีกคนหนึ่ง เธอคนนี้เป็นปรูฟสาวมือโปรฯ จากค่ายสื่อสิ่งพิมพ์แถวถนนพระอาทิตย์ เราเคยร่วมงานกันอยู่ระยะหนึ่ง นอกจากเธอจะเป็นคนน่ารักแล้ว เธอยังทำงานได้ยอดเยี่ยมสมเป็นมืออาชีพ นักเขียนฟรีแลนซ์อาจพกแลปท็อปเท่ๆ ติดตัว แต่ปรูฟฟรีแลนซ์อย่างเธอพกพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ เล่มละหลายกิโลกรัมติดตัวค่ะ
ฉันแอบสังเกตเธอเวลาทำงานประกอบกับสิ่งได้รับฟังปากคำของน้องๆ ที่ทำงานด้วยแล้วทึ่งมาก เพราะนอกจากเธอจะอึด นั่งตรวจงานโต้รุ่งได้ เปิดพจนานุกรมได้โดยไม่เบื่อแล้ว บทไหน ตอนไหน ที่มีตัวเลข มีการคำนวณ เธอก็ควักเครื่องคิดเลขออกมากดๆๆ เพื่อเช็คความถูกต้อง แหม! อยากจะยกนิ้วโป้งชมเชยให้มากกว่า 2 ข้าง แต่ก็เกรงเธอจะแอบค้อนว่าทำอะไรไม่สุภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเธอมีข้อโต้แย้งหรือขัดข้องใจ เธอยังมีวิธีนำเสนออย่างนุ่มนวล โดยใช้คำว่า "ตรงนี้ขอปรึกษาหน่อยนะคะว่า…" ไม่เคยเลยที่จะมาสั่งแก้งานแบบที่เห็นแล้วอยากออกเล่นงิ้วขึ้นมาในทันใด
แต่ส่งที่ฉันรักในตัวปรูฟสาวแสนดีคนนี้มากที่สุดก็คือทัศนคติของเธอที่มีต่องานนี้ เธอดูมีความสุขกับงานที่ทำอยู่และไม่เคยดูถูกงานของตัวเอง สำหรับเธอ การตรวจปรูฟไม่ใช่งานต่ำต้อยด้อยค่า หากมีความสำคัญและเป็นงานที่มีเกียรติไม่น้อยหน้างานของบก. หรืออาร์ต ไดฯ หรือนักเขียน นักข่าว
เธอทำให้ฉันรู้สึกนับถือ และฉันคิดว่าเราทุกคนก็ควรนับถือคนแบบนี้ด้วย.
tweatypup©2006
