Tweatypup’s Nicknacks

November 30, 2006

The Ballad of the Columnist และสิ่งที่ฉันไม่ชอบ

Filed under: Read

หนังสือเล่มนี้ฉันอ่านจบนานแล้ว…นานมากๆ ด้วย

The Ballad of the Columnist เป็นหนังสือที่ฉันชอบ ใช่-อาจเป็นเพราะฉันมองเห็นบางเสี้ยวของชีวิตตัวเองในนั้น รายละเอียดของชีวิตของคนที่พยายามทำมาหากินด้วยการขายตัวหนังสือหรือทำงานที่เกี่ยวข้องโดยไม่สังกัดค่ายใดแบบนี้ ไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก หนังสือเล่มนี้ช่วยให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นบ้างของอาชีพที่ใครหลายคนอาจจะคิดว่าเท่ ซึ่งพอเอาเข้าจริงแล้ว มันออกไปทาง ‘เท่…แต่ไม่พอรับประทาน’ เสียมากกว่า

ทีนี้ ฉันจะพูดถึงสิ่งที่ฉันไม่ชอบบ้าง ซึ่งคงไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือหรอก

ฉันไม่ชอบคำโปรย(โฆษณา)บนปกว่าเป็น ‘คู่มือแหกคอก!’ ไม่ชอบเลยจริงๆ

ฉันไม่ค่อยเข้าใจนักว่า คนสมัยนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นวัวเป็นควายมากๆ เลยหรืออย่างไร จึงต้องพยายาม "แหกคอก" ให้ใด้ตลอดเวลา ทั้งที่พอเอาเข้าจริงแล้ว คอกที่รู้สึกว่าล้อมรอบตัวอยู่นั้น หน้าตาเป็นอย่างไร ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

และที่แน่ๆ ฉันว่า คนที่หวังจะหาคำตอบสำเร็จรูป และคาดหวังจากหนังสือเล่มนี้มาก คงจะขัดใจ เพราะถ้าอ่านจนจบเล่มแล้ว จะรู้ได้ไม่ยากว่า นี่ไม่ใช่คู่มือหรือมีสูตรอะไรที่จะรับรองผลได้ว่า "ทำตามนี้นะ แล้วคุณจะเป็นนักเขียน(รวยๆ)ได้"

ฉันเคยคุยกับคนใกล้ชิดของคุณอ้วน วิรัตน์-คนเขียนหนังสือเล่มนี้ เธอเล่าให้ฟังว่า เคยมีเด็กนักเรียน/นักศึกษาถามคนเขียนในระหว่างการไป ‘พูด’ ที่ต่างถิ่นว่า ถ้าอ่านเล่มนี้จบแล้วจะเป็นนักเขียนเลยได้ไหม?

ฉันไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นอยากจะกวน teen ใครเล่น หรือแค่ถามซื่อๆ ถามด้วยความอยากรู้จริงๆ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น ฉันว่าไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่แปลกใจนัก เพราะคนสมัยนี้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เวลาจะ "ลงทุน" ทำอะไรสักอย่าง ล้วนคาดหวังว่าจะต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เราและหนุ่มสาวที่ตามหลังเรามากลายเป็นเจนเนอเรชั่นที่อยากรวย-รวย-รวยไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ลองถามดูเถิดว่าจะอยากรวยไปทำไม? มีไม่กี่คนหรอกที่จะให้คำตอบที่เป็นแก่่นสารจริงๆ นอกเสียจากว่าอยากรวย เพราะจะได้ซื้อโน่นซื้อนี่ จะได้ทำอะไรตามใจชอบ หรือเหตุผลที่ตื้นเขินอื่นๆ

นอกจากนี้ บนปกยังมีวงกลมสีแดง ภายในเขียนไว้ว่า ‘Must Read’ ซึ่งครั้งแรกที่เห็น ฉันก็รู้สึกปวดหัวจี๊ด เพราะพาดหัวในทำนองนี้ มันชวนให้มนุษย์ขี้หมั่นไส้จนเข้าเส้นอย่างฉันไม่อยากจะหยิบจับหนังสือเล่มนั้น…อะไรกัน จู่ๆ จะมาสั่งให้เราต้องอ่านนั่นอ่านนี่ ฉันก็เกิดอารมณ์อยากจะลองของขึ้นมาสิ ว่าถ้า(กู)ไม่อ่านแล้วใครจะทำไม? 

บอกตามตรงว่า สำหรับ The Balld of the Columnist นี้ หากไม่มั่นใจว่านักเขียนคนนี้เป็นคนทำงานที่เชื่อมือได้ ฉันก็คงจะแค่พลิกๆ ดูเนื้อในโดยไม่นึกอยากซื้อกลับไปอ่านที่บ้านหรอก เพราะฉะนั้น สิ่งที่ซื้อใจฉันได้และทำให้ฉันยอมจ่ายสตางค์คือชื่อคนเขียนและผลงานของเขา ไม่ใช่เพราะคำ 2 คำในวงกลมสีแดงยิ่งกว่าอั่งเปาวงนั้น ซึ่งฉันไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะคิดอย่างนี้อยู่คนเดียว

ฉันเข้าใจดีว่าทำหนังสือออกมาขายสักเล่ม ก็ต้องหวังอยากให้ขายได้และขายดี การเจาะตลาด-ทำตลาดเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการจัดทำหนังสือให้ดี (หรืออาจจะสำคัญกว่า?) แต่ฉันก็อยากฝากบอกคนที่ทำงานด้านนี้ไว้ด้วยว่า ได้โปรดระมัดระวังวิธีการขายของของคุณด้วย และอย่าเอาการตลาดนำหน้าเสียจนทำให้หนังสือดีๆ ต้องดูด้อยค่าลงไปเลย

เห็นแล้วมันเสียดายน่ะ…นะ…

tweatypup©2006

November 28, 2006

Dont’ BE Afraid.

เมื่อวานนี้ ฉันพบเหตุขัดใจในหน้าหนึ่งของแมกกาซีนแต่งบ้านของค่ายดัง

ในหน้านั้นมีทั้งรูปสวยๆ เลย์เอาท์ก็สวย แต่พาดหัวชวนตกม้าตาย

"Don’t Afraid of Season Change"

ถึงฉันจะไม่ได้แม่นยำเรื่องไวยากรณ์อังกฤษนัก แต่ก็พอจะบอกได้ว่าพาดหัวนี้ ใครอย่าได้นำไปอ้างอิงหรือประยุกต์ใช้เลย เพราะผิดอย่างแรง

หัดให้ติดปากกันไว้นะพี่น้อง ว่า "Don’t BE afraid."

ส่วน Season Change นี่ก็ไม่รู้อารมณ์ไหน เพราะที่ควรจะเป็นคือ Season Changes หรือ Seasons Change มากกว่า แล้วยิ่งเขียนตามหลังคำว่า of ก็น่าจะเป็น Season(s) Changing หรือเปล่า? นอกจากนี้ ฉันยังสงสัยว่า ไอ้สำนวน "Don’t (be) afraid of season chang(ing)." นี่นะ มันเข้าท่าไหมนี่? หมายถึงว่าคนที่ใช้ภาษาอังกฤษจริงๆ เขาจะคิดว่ามันตลก หรือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่พูดกันหรือเปล่า?

ความจริง ภาษาอังกฤษผิดไวยากรณ์แบบนี้ ไม่ใช่ของแปลกในวงการหนังสือหรอก ฉันเห็นออกบ่อยไป บ้างก็ผิดนิดๆ หน่อยๆ พออภัย บ้างก็ผิดร้ายแรงจนฉันทั้งขำทั้งน่าอายแทนคนเขียน เข้าใจ…ว่าไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ แต่ถ้าใช้ไม่เป็นจริงๆ หรือไม่แน่ใจ ก็งดเว้นไปเลยดีกว่าไหม? จะได้ไม่ปล่อยไก่เล้าใหญ่ให้คนเขาหัวเราะกันลับหลัง

ฉันไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจรังงอนอะไรกับคนที่อยากใช้ภาษาต่างชาติเสริมแต่งข้อเขียนของตัวเองให้ดูดีหรือได้อารมณ์ ขอแค่ใช้ให้มันถูกต้องเหมาะสมสักหน่อย เพราะเมื่ออยู่บนหน้าสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว มันควรจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเขาเชื่อถือหรือเอาไปอ้างอิงได้ไม่ใช่หรือ? โดยเฉพาะนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ผลผลิตเป็นขององค์กรใหญ่โต สมควรที่จะมีมาตรฐานในการทำงานสูง กลับหลุดภาษาเลอะๆ เทอะๆ ออกมาได้ ชวนให้คิดว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในกระบวนการทำงาน หรือว่า…มาตรฐานที่ฉันคิดว่าควรมีนั้น มันไม่มีอยู่จริง?

ไม่เอาล่ะ คิดไปก็หาคำตอบไม่ได้ สู้เอาเวลาไปทำงานของเราให้ดีดีกว่า…นะ

tweatypup©2006

November 26, 2006

หมดเวร หมดกรรม

Filed under: Life as a freelance

ปิดไปอีก 1 ฉบับ หมดเวรหมดกรรมไปอีก 1 รอบ

เสร็จแล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอื่นๆ ต่อไป…คนเรามันต้องทำมาหากินนี่นะ แล้วคนที่มีชีวิตเป็นฟรีแลนซ์อย่างฉัน การมีงานทำถือเป็นโชคดีที่ต้องรักษาไว้ให้อยู่กับตัวนานๆ มีอะไรก็ต้องทำไว้ก่อน เผื่อว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มี ซึ่งอาจหมายถึงความอัตคัดในวันข้างหน้า เพราะไม่มีงาน ก็แปลว่าไม่มีเงิน 

นี่ไม่ใช่คำบ่น และฉันก็ไม่อยากบ่น ก็ฉันเลือกเองที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ ความมั่นคงอาจไม่มี แต่ฉันก็รู้สึกว่าชีวิตตัวเองยืดหยุ่นได้มากกว่า

ก็ดูอย่างตอนนี้สิ พอปิดเล่มเสร็จ ฉันก็สามารถนอนตื่นสาย ไม่ต้องตาลีตาเหลือกออกจากบ้าน ผจญรถติด เพื่อไปนั่งเฝ้าคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเฉยๆ ให้เวลาหมดไปวันๆ จนกว่าจะถึงสิ้นเดือน

แต่แน่นอนว่า ก่อนหน้าความสบาย ก็คืองานหนักเยี่ยงโคกระบือหน้านา แทบไม่มีวันหยุด เพราะหยุดจากงานนี้ ก็ยังมีงานอื่น เล่มอื่นที่รอเราอยู่เหมือนกัน

หลายครั้งในช่วงปิดเล่ม ฉันเหมือนจะตาย เพราะต้องทำงานเหมือนเครื่องจักรเขียนต้นฉบับ จะหยุดได้ก็ต่อเมื่อหลับตา เอนตัวลงนอน

เคยทำหน้าเหนื่อย แล้วบอกเพื่อนคนหนึ่งไว้ว่า ฉันน่ะ ทำงานตลอดเวลา…ทเวนตี้-โฟร์-เซเว่น นะยะ 

เพื่อนหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดแล้วบอกว่า ‘เออ ที่พูดมานั้น ได้เป็นชื่อหนัง 2 เรื่องพอดี’

ดู-ดู๋ ฟังมันพูดเข้า ไอ้เพื่อนบ้า…

tweatypup©2006

November 21, 2006

คิดถึง

Filed under: Life as a freelance

งาน งาน งาน

แม้ไม่ใช่งานที่น่าเบื่อ แม้ไม่ได้ทำงานกับคนที่ไม่ชอบขี้หน้า

แต่บางนาที บางชั่วโมง ก็อยากหายไปจากโลกที่อยู่ตรงหน้า

ใจลอยไปไกล…ถึงเมืองโน้น เมืองนี้  ถึงคนโน้น คนนี้ คนนั้น

คนที่ชอบ คนที่รัก ที่ที่ฝังใจ

คิดถึงนะ อยากพบ อยากเจอ อยากไปหา แต่จนใจ ไม่รู้จะทำได้ตอนไหน

ครั้งสุดท้ายที่บอกว่าใครสักคนว่า ’รัก’ 

คือเมื่อไหร่กันนะ?

tweatypup©2006

November 16, 2006

(Not Always) Self Sufficient

แล้วอีกวันหนึ่งของชีวิตก็ผ่านไป ว่ากันตามจริงแล้วก็เป็นวันที่ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรนัก ถ้าไม่นับอาการปวดหัวเป็นระยะๆ เพราะเมื่อคืนนอนไม่พอและต้องตรวจแก้ต้นฉับแปลห่วยๆ ฉันก็ยังปกติสุขดี

แม่ของเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าฉันเป็นคนที่ Self sufficient ท่านหมายถึงว่าฉันดูมีความสุขกับตัวเอง อยู่คนเดียวได้ ไปไหนมาไหนคนเดียวก็ได้ โดยไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อน

ที่จริง ฉันก็อยากจะเป็นอย่างนั้นให้ตลอดเหมือนกัน แต่ว่าก็มีบางวันที่ฉันเกิดความสงสัย–ว่าแค่คนเดียวในโลกของฉัน มันว่างและโหวงเกินไปหรือเปล่านะ?

ในบางวันที่ฉันเหนื่อยมากๆ ความสงสัยของฉันไปไกลยิ่งกว่านี้…ว่าฉันต้องทำอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่? มีชีวิตสุขบ้าง ทุกข์บ้างไปอีกนานไหม? แล้วหลังจากนั้น จะมีอะไรรอฉันอยู่หรือเปล่า? ฉันจะได้กลับเจอคนที่ฉันรักบ้างไหม? หรือว่าต้องเดินหน้าต่อไป–ไปมีชีวิตวุ่นวายในอีกโลกหนึ่ง มิติหนึ่ง

ฉันสงสัยกระทั่งว่า หลังจากวันสุดท้ายของฉันบนโลกนี้ ฉันจะยังเป็น ‘ฉัน’ อยู่อีกไหม?

แล้วหากคำตอบคือ "ไม่ใช่" ฉันจะรู้สึกเสียดายไหมนะ?

หรือว่าพอถึงตอนนั้น ฉันคงไม่ได้รู้สึกอะไรอีกแล้ว..

tweatypup©2006






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M