Tweatypup’s Nicknacks

April 21, 2006

ตกหลุมรักที่มัลดีฟส์

Filed under: Read

มีรุ่นน้องคนหนึ่งให้หยิบยืมหนังสือเล่มนี้มา ฉันรับมาอ่านแบบ "ทำเวลา" เพราะถ้าอ่านแบบเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ตามปกติวิสัย กว่าน้องจะได้หนังสือคืนก็คงเป็นปีหน้า หลังสงกรานต์โน่น

หนังสือเล่มนี้น่ารัก อ่านแล้วชวนอมยิ้มไปมา แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึก "อิน" มากนัก ไม่ใช่เพราะเขียนไม่ดี แต่เป็นเพราะตัวฉันเองที่หลงรักภูเขามากกว่าทะเล กระนั้น คนเขียนที่รักทะเลมัลดีฟส์เหลือเกินก็ทำให้ฉันมองเห็นภาพหมู่เกาะสวยๆ อยู่ในใจได้ ฉันว่าถ้าคนชอบน้ำ ชอบทะเลได้อ่าน คงต้องนั่งตาลอย ใฝ่ฝันอยากไปมัลดีฟส์บ้าง

'Fall In Love With Maldives' Book Cover

tweatypup©2006

ตกหลุมรักที่มัลดีฟส์/ กาญจนา หงษ์ทอง เขียน/ สำนักพิมพ์วงกลม/ พิมพ์ครั้งแรก มกราคม 2549/ กระดาษปอนด์พร้อมภาพประกอบสี่สี/ 178 หน้า(ไม่รวมปก)/ 150 บาท

April 17, 2006

เรายังรู้จักรักษาสัญญากันอยู่หรือเปล่า?

Filed under: Learned

ในชีวิตฉัน ไม่รู้ว่ามีกี่หนที่กลายเป็นฝ่ายรอเก้อโดยไม่เจตนาและสูญเปล่า เพราะคนที่ทำให้ฉันรอนั้น ไม่เคยคิดจะทำตามคำที่พูดไว้

อาจจะเป็นเพราะว่า กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของการรอของฉัน เป็นเรื่องที่คนมักมองว่า "เล็กน้อย" จึงไม่มีใครใส่ใจจริงจังกับคำพูดของตัวเองและสามารถลืมไปได้อย่างง่ายดาย

ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดก็คือการรอโทรศัพท์ ฉันจำไม่ได้แล้วว่า มีเพื่อนกี่คนที่บอกว่า "เดี๋ยวโทรกลับนะ" หรือวันนั้น วันนี้ ชั่วโมงโน้น จะโทรมา แล้ว "เดี๋ยว" ของเพื่อนๆ ก็ยืดยาวจากนาทีเป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นสัปดาห์ และหลายครั้งก็กลายเป็นเวลาที่ไม่เคยมาถึง

แรกๆ ฉันมักจะหงุดหงิด เพราะหลายครั้งที่มันทำให้ฉันเสียเวลามาก เนื่องจากถ้ามีคนบอกว่าจะโทรมาหา ฉันก็จะเฝ้ารอ แล้วถ้าอีกฝ่ายลืมหรือไม่ได้ทำตามที่ว่าไว้ ฉันก็จะเริ่มมีอาการวิตกจริตไปต่างๆ นานา จนบางทีก็ไม่เป็นอันทำงานหรือพักผ่อน เพราะคอยเงี่ยหูฟังเสียงกริ่งโทรศัพท์

มีเพื่อนน้อยคนที่เข้าใจว่าฉันเป็นคนซีเรียสเรื่องคำพูดในแง่ของคำสัญญา ไม่กี่คนหรอกที่จะรู้และซึ้งกับอาการจริงจังเรื่องการตกปากรับคำคนอื่นของฉัน ที่หากบอกว่าจะทำก็ทำจริง จะไปก็ไปจริงๆ ฉันมักพยายามรักษาสัญญาเสมอ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเท่าฝุ่นผง ในอีกทางหนึ่ง เมื่อเพื่อนฝูงบอกว่าจะทำอะไร ฉันก็มักเชื่อตามนั้น ด้วยคิดว่าคนอื่นก็คงรู้จักรักษาคำพูดเช่นกัน

กว่าจะเรียนรู้ว่า คนอื่นไม่ได้คิดเหมือนตัวเองทุกครั้ง ฉันก็ต้องใช้เวลายาวนานหลายปี กับประสบการณ์การเป็นแม่สายบัวไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยหน และกว่าจะทำใจได้ ปลงได้ ไม่คิดโกรธเมื่อมีคนลืมสัญญา ก็ต้องใช้เวลานานกว่านั้น

ทำไมฉันต้องจริงจังกับคำพูดนักหนา? ฉันว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะหนังสือนิยายจีนมากมายที่ฉันอ่านเมื่อตอนเด็กๆ ทำให้ฉันยึดมั่นจริงจังกับคำพูดของตัวเองเสมอตามแบบฉบับของตัวเอกที่เป็น "คนจริง" ในนิยาย นั่นคือเมื่ออกปาก(ลั่นวาจา) ก็ต้องทำตามนั้น หากเมื่อไหร่ที่คิดว่าทำไม่ได้ ฉันจะไม่รับปากอย่างเด็ดขาด สำหรับฉัน "สัญญาต้องเป็นสัญญา"  หากไม่ใช่เช่นนั้น ก็เท่ากับเราลดเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นคนของตัวเอง

ฉันไม่รู้ว่าจะยังมีคนในยุคสมัยนี้ที่เห็นคุณค่ากับเรื่องแบบนี้ไหม หรือจะมีใครสอนลูกหลานเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องของคนโง่ที่เชื่อคนง่าย หรือไม่รู้จักพลิกพลิ้ว ใช้ลิ้นให้เป็นประโยชน์ พูดเพื่อเอาตัวรอด เอาหน้า เอาชื่อเสียง เป็นวิธีการหาผลประโยชน์ที่ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไรนัก นอกจากน้ำลายไม่กี่หยด

แล้วถ้าคิดแบบนี้กันหมด โลกนี้มันจะเป็นยังไงนะ-ฉันล่ะกลัวจริงๆ

tweatypup©2006

April 15, 2006

ลุย! มหกรรมหนังสือแห่งชาติ 2549

คน คน คน คน คน

เสียง เสียง เสียง เสียง เสียง…หนวกหู

เปล่าค่ะ ไม่ได้เลียนแบบบทกวีของคุณจ่าง แซ่ตั้ง แต่นั่นคือบรรยากาศของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ฉันไปตะลุยมา

บ่ายวันเสาร์ก่อนจะสิ้นสุดงานมหกรรมหนังสือเดือนเมษา ฉันโผล่ขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน เดินตามหลังผู้คนมากมาย มุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมาย พบหน้าเพื่อนรุ่นพี่ที่นัดไว้ ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของกิจกรรมส่งเสริมการขายของสำนักพิมพ์ เสียงสาวเชียร์แขก(พริตตี้)ที่ดังแจ้วๆ ระคนเสียงเพลง(?)กระหึ่มทั้งซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ทำให้นึกเคลิ้มไปชั่วขณะ คิดว่าเดินอยู่ในงานมอเตอร์โชว์

เราฝ่าฝูงคน มุ่งตรงไปยังเพลนารี่ ฮอลล์ เพราะฉันอยากจะไปดูหนังสือสารคดีเกี่ยวกับราชวงศ์โรมานอฟในบูธของสำนักพิมพ์เพื่อนดีที่ตั้งอยู่ในห้องนั้น หนังสือเล่มนี้ฉันหาซื้อจากร้านแถวบ้านไม่ได้ เป็นหนึ่งในหนังสือหลายเล่มที่ฉันหาที่ไหนก็ไม่เจอ จนเป็นเหตุให้ฉันตัดสินใจมางานปีนี้ หลังจากเลิกใส่ใจอย่างจริงจังมาหลายปีแล้ว

แต่สงสัยจะตาลายเพราะผู้คนและมึนงงเพราะเสียงสนั่น ทำให้มองหาไม่เจอ อ๊ะ เอาไว้ก่อนก็ได้ ว่าแล้ว เราก็มองสูง พุ่งตรงไปยังพื้นที่ใต้ป้ายผ้าโฆษณา "ดอน กิโฆเต้" วรรณกรรมระดับโลกที่คุณพี่ที่มาด้วยอยากจะได้นักหนา (ฉันก็อยากได้ แต่ขอดูก่อน ว่ามีปัญญาแบกหรือเปล่า) หลังจากยืนพลิกหนังสือเล่มใหญ่เบ้งระดับน้องๆ เยลโล่เพจเจสอยู่พักใหญ่ เราก็เดินจากมาโดยที่ยังไม่ได้ซื้อ เปล่า-ไม่ใช่เพราะหนังสือไม่ดีอย่างที่คิดไว้ หรือแพงเกินไป แต่เป็นเพราะรำคาญทั้งคนซื้อและคนขายที่ตะโกนโหวกเหวกในบูธนั้นต่างหาก

หลังจากเดินไปมาอยู่พักใหญ่ ผู้คนมากมายทำให้ฉันซึ่งไม่เคยพิศวาสการดำน้ำ กลับนึกอยากได้หน้ากากดำน้ำพร้อมถังออกซิเจน หรืออย่างน้อย เป็นหน้ากากดำน้ำตื้นแบบที่มีท่อยาวๆ ช่วยหายใจก็ยังดี ช่วงนี้ฉันชักเบลอๆ ความเหนื่อยพาให้ความง่วงเข้าครอบงำเพราะเมื่อคืนก่อนก็หลับได้ไม่เต็มตา โต๋เต๋ไปมา ฉันก็ดำริว่าอยากได้แผนที่ เพื่อจะได้ดูว่าบูธที่ต้องการอยู่ตรงไหน แล้วก็เดินตรงไปหาเลย ท่าจะดีกว่าเดินสะเปะสะปะ ซึ่งคงทำให้หมดแรงโดยไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วยังเสี่ยงต่อการเจ็บตัวเพราะโดนชนหรือโดนทับ(เท้า)ด้วยรถเข็นซึ่งนักอ่านทั้งหลายนำมาขนหนังสือกลับบ้าน

เล็งแผนที่จนได้การแล้ว ฉันก็เดินดุ่มๆ ไปตามหาหนังสือที่อยากได้ เป็นวารสารหนังสือใต้ดินฉบับที่มีเรื่องสงครามหนังสือ เล่มนี้หายากมากๆ ฉันตระเวนถามหามาหลายร้านแล้ว บางร้านก็โดนทำหน้าหมิ่นแคลนใส่อีกต่างหาก ประมาณว่ามีด้วยเหรอ-หนังสือชื่อนี้น่ะ หลังจากนั้น เราก็ไปเจอบูธอีกแห่งหนึ่งที่มีหนังสือดอน กิโฆเต้ขายในราคาลดอย่างทัดเทียมกันกับบูธแรกที่เห็น แถมยังโล่งคนกว่าเยอะ สะดวกต่อการเลือกซื้อ เราจึงตกลงใจเสียทรัพย์กันที่นี่แทน

แต่ที่ดีใจกว่าตอนที่หาวารสารหนังสือใต้ดินที่อยากได้เป็นหนักหนาจนเจอ ก็คือเมื่อบังเอิญไปเห็น "กลับบ้าน" งานรวมเรื่องสั้นเล่มบางๆ ของคุณสิริมา อภิจาริน เป็นงานที่พิมพ์เมื่อปี 2542 ขายครึ่งราคา (42 บาท) อยู่ในบูธของสายส่งเก่าแก่อย่างบูรพาสาส์น นับเป็นหนังสือที่ถูกที่สุดในการช็อปปิ้งหนังสือคราวนี้ของฉัน

เดินแวะเวียนโน่น-นี่-นั่นจนสมองชักจะเลอะเลือน แล้วฉันก็เหลือบเห็นป้ายของบูธนายอินทร์ ถามไถ่คุณพี่ที่มาด้วยว่าจะไปไหม? เพราะใจฉันนั้นไม่อยากบุกเข้าไปตีกับคนมหาศาลในบูธสุดฮิตอย่างนั้น เมื่อคุณพี่ส่ายหน้าเป็นพัดลมว่าไม่เอาดีกว่า เราจึงเดินกลับมาที่เพลนารี่ ฮอลล์อีกครั้ง เพื่อตามหาราชวงศ์โรมานอฟบนหน้าหนังสือ แล้วฉันก็รู้สึกดีใจที่ได้ซื้อเล่มนี้เป็นเล่มสุดท้าย เพราะหนังสือหนักมากๆๆๆๆ หนักยิ่งกว่า ดอน กิโฆเต้ซึ่งเป็นปกแข็งเสียอีก ครั้นกลับถึงบ้าน แกะห่อพลาสติกดู จึงถึงบางอ้อ เพราะทางสำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือเล่มนี้ด้วยกระดาษนิวเอจ (อาร์ตด้าน) แทนกระดาษปอนด์น้ำหนักเบาอย่างที่เขานิยมกันในสมัยนี้ ฉันเข้าใจว่าคงจะให้สมกับเป็นหนังสือมีค่า น่าเก็บสะสม (แต่คงไม่สามารถพกพาติดตัวไปอ่านที่ไหนได้โดยไม่ทำให้ปวดไหล่)

กลับถึงบ้านแล้ว ฉันก็นอนคิด ว่าหากต่อไป มีหนังสือที่หาซื้อไม่ได้ จะทำอย่างไรดี เพราะฉันเป็นโรคจิตหมกมุ่นกับหนังสือ หากมีเล่มใดที่ได้ยินได้เห็นว่าน่าอ่าน แล้วหาไม่ได้ ก็จะยิ่งกระวนกระวาย เหมือนมีก้อนอะไรติดอยู่ในใจ แล้วฉันคิดว่าคงไม่ไปงานมหกรรมหนังสือ(นรก)นี้อีกแล้ว ในเมื่อมันไม่ได้มีความสะดวกสบาย หรือน่าอภิรมย์ในการเลือกซื้อแต่อย่างใดเลย ยิ่งได้ข่าวว่าจะย้ายกันไปจัดที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ฉันยิ่งสาธุ ขอให้ไปจริงเถิด ฉันจะได้ตัดใจได้ง่ายขึ้น เพราะสถานที่นั้นช่างไปยากลำบากสำหรับคนไม่มีรถส่วนตัวอย่างฉัน ใครอยากรอซื้อหนังสือถูกปีละ 2 ครั้งก็เชิญเถอะ แต่ฉันไม่เอาด้วยแล้ว

สงสัยฉันคงต้องหัดสั่งซื้อหนังสือออนไลน์เหมือนเพื่อนนักอ่านของฉันบ้าง ชีวิตฉันจะได้ง่ายกว่านี้อีกนิด

tweatypup©2006

April 7, 2006

คืนวันสุกดิบก่อนลุยงานสัปดาห์หนังสือ

สยอง…สยองขวัญเป็นยิ่งนัก

เพิ่งนัดกับเพื่อนรุ่นพี่ไปลุยงานสัปดาห์หนังสือ ทั้งที่เลิกไปมาหลายปีแล้ว เพราะเบื่อคนเยอะแยะและเสียงหนวกหูในบริเวณงาน ใจหนึ่งก็ว่าปีนี้ ลองลุยสักตั้ง อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากถ่อสังขารไปเท่าไหร่ วันนี้เหนื่อยด้วย เช้า-เรียนเต้น เย็น-เรียนเย็บผ้า (นี่ถ้าเป็นสมัยก่อน ให้ฉันนั่งรถเมล์จนหน้ามัน หัวกระเซิงเพื่อไปยังสถานที่จัดงาน ฉันคงต้องขอบาย ไม่เอาดีกว่า แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาซื้อหนังสือราคาแพงตามปกติจากร้านแถวบ้านต่อไป) แต่ว่านัดพี่เขาไปแล้วนี่ จะยกเลิกก็คงโดนน้อยใจ เฮ้อ-เฮ้อ-เฮ้อ นี่ฉันคิดถูกหรือเปล่านะ

เอาล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ได้รู้กัน แล้วจะกลับมาเล่า…ถ้าไม่เดี้ยงไปก่อน






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M