Tweatypup’s Nicknacks

March 31, 2006

ไม่น่ารัก

Filed under: Learned

ฉันเพิ่งมีโอกาสได้พบเห็นความไม่น่ารักของคนถึง 2 ครั้ง 2 คราในวันเดียว ครั้งแรกนั้น ฉันมีโอกาสได้เป็นแค่ผู้รับรู้เหตุการณ์อยู่ห่างๆ ส่วนครั้งหลัง ฉันเป็นผู้ประสบเหตุด้วยตัวเอง

เหตุเกิดเมื่อมีพายุฝนตกกระหน่ำ เพดานออฟฟิศที่ฉันแวะเวียนไปรับจ้างทำงานเกิดรั่วหลายจุด คงเป็นเพราะมุงหลังคาไว้ไม่ดี

ห้องของเจ้าใหญ่นายโตคนหนึ่งของสำนักงานแห่งนั้นก็หนีน้ำรั่วไม่พ้น แถมยังรั่วมากกว่าใครจนน้ำไหลเจิ่งนองพื้นขณะที่เจ้าของห้องไม่อยู่ คุณแม่บ้านพยายามเช็ดจนไม่รู้จะเช็ดยังไงให้แห้งทัน จึงต้องออกมาร้องเรียกขอกำลังเสริม

"เด็กๆ" หลายคนวิ่งไปช่วย ฉันไปยืนเมียงมองอยู่ห่างๆ เพราะไม่รู้จะช่วยอะไรได้และไม่อยากจะเข้าไปยุ่มย่ามนัก แต่เมื่อเห็นน้ำไหลหยดลงอุปกรณ์พวกไฮเทค-ไฮโซฯทั้งหลาย จึงร้องบอกไปว่าควรดึงปลั๊กออกก่อนที่จะมีอะไรช็อตขึ้นมา

พนักงานสาว 3-4 คนวิ่งวุ่น ทั้งเช็ดน้ำ ทั้งช่วยกันเก็บของ ฉันเองไม่รู้ว่าจะไปยืนเป็นพร็อพประกอบฉากไปทำไม จึงเลี่ยงออกมา สวนกันกับเจ้าของห้องที่เดินหน้าตื่นไปดูสถานการณ์

ภายหลัง มีหนึ่งในพนักงานสาวๆ แอบบ่นเล็กๆ ให้ฉันฟังว่า นอกจากคุณเจ้าของห้องจะไม่ขอบอกขอบใจใครแล้ว ยังบ่นว่าพนักงานคนหนึ่งในนั้นซึ่งคงมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและเรื่องจิปาถะในออฟฟิศ ว่าทำไมไม่รู้จักเรียกช่างมาซ่อมแซมหลังคาโดยไว (น้ำจะไม่รั่วลงมาโดนสมบัติแพงๆ ของฉัน)

เออหนอ ท่าทางพ่อคุณคงจะมีขี้ข้ารองบาทในบ้านเสียจนเคยคุ้น พอมีใครนอกบ้านมาทำอะไรให้ ทั้งที่ไม่ใช่ธุระของเขา ก็เลยไม่รู้จักขอบใจผู้คน เพราะลืมคิดไปว่าพวกเขาไม่ได้กินเงินเดือนที่บ้านตัวเอง

คนแบบนี้น่าสงสาร เพราะเขาไม่รู้ตัวว่าเป็นคนไม่น่ารัก แล้วครั้งหน้า หากเขาต้องการความช่วยเหลือ ใครจะอยากเต็มใจทำให้?

***********

เรื่องของคนไม่น่ารักรายที่ 2 เป็นเรื่องที่ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว ช่างไร้สาระสิ้นดี

ในช่วงเย็น ก่อนจะออกจากสำนักงานแห่งนั้น ขณะฉันกำลังเดินเลี้ยวออกจากทางเข้าห้องน้ำซึ่งไม่ได้กว้างขวางนัก ก็บังเอิญให้ต้องหยุดยืนประจันหน้ากับพนักงานหญิงคนหนึ่ง…ฉันขอเรียกเธอว่า "ป้าเชิด" ก็แล้วกัน

ฉันไม่เคยรู้จักป้าเชิดเป็นการส่วนตัว เคยแต่เห็นหน้าเธอหลายครั้งที่บริษัทแห่งนั้น รู้เลาๆ ว่าเธอทำงานอยู่แผนกไหน แต่ขอโทษเถอะ-เธอชื่อเรียงเสียงไร ฉันยังไม่รู้เลย และไม่เคยสนใจอยากรู้ด้วย

แต่ป้าเชิดกลับชักสีหน้า จิกสายตาใส่ฉัน เหมือนพวกนางร้ายในละครทีวีชอบทำ วินาทีแรก-ฉันงงสุดขีดพร้อมกับนึกในใจว่า "ยายนี่ บ้าหรือเปล่า?" เพราะจะว่าฉันไปเดินชนเธอเข้าก็ไม่ใช่ ในเมื่อ ตำแหน่งที่เราสองคนหยุดยืนนั้นอยู่ห่างกันพอสมควรจนไม่มีอวัยวะส่วนไหนของใครจะมาสัมผัสกันได้

ในวินาทีที่ 2 ความโมโหก็ตามมา ฉันเองค่อนข้าง "ไว" กับสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงของคน จึงมักมีปฏิกิริยาโต้ตอบก่อนจะทันคิดให้ถี่ถ้วนเสมอ รวมทั้งพื้นนิสัยก็ไม่ใช่คนดิบดีนัก ด้วยเหตุนั้น ในวินาทีที่ 2 1/2  ฉันจึงยิงสายตาเหยียดๆ ในทำนองเดียวกันกลับไปให้ แล้วเดินผ่านเธอไปเหมือนไม่มีใครอยู่แถวนั้น และไม่ได้สนใจจะหันกลับไปมอง

ฉันเดาเอาว่า สาเหตุที่คุณเชิดเธอตีสีหน้าไม่พอใจใส่ เพราะมี 2-3 คนในบริษัทนั้นที่สนิทสนมรักใคร่กันดีกับฉัน แต่มีความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามกับเธอ

แต่ฉันก็ยังว่ามันแปลกอยู่ดีที่จู่ๆ คนๆ หนึ่งจะมาทำกริยาไม่ดีใส่คนอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะว่าไม่ชอบใจเพื่อนของคนๆ นั้น

หลังจากนั้น ฉัน "เม้า" เรื่องนี้กับรุ่นน้องคนหนึ่งที่ฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้บ้าแน่ๆ ฉันเห็นด้วยว่าเขาคงไม่สบายทางจิต และยิ่งคิด ฉันก็ยิ่งรู้สึกโกรธเธอน้อยลง เพราะ…

  • ป้าเชิดเธอไม่ใช่สาวๆ คนเราเมื่ออายุมาก รูปร่างหน้าตาก็ไม่ค่อยจะน่าดู 
  • ป้าเชิดเธอไม่ใช่คนหน้าตาดี สีหน้า แววตาของเธอเป็นไปในทางที่คนใกล้ตัวฉันมักให้นิยามกันว่า "เค็ม" ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่ใช่สิ่งน่ามองเท่าไหร่
  • ป้าเชิดเธอทำหน้าบึ้งหน้างอ เมื่อประกอบกับหน้าตาที่ไม่ดีเป็นทุนเดิม ก็เลยยิ่งไม่เจริญตาเข้าไปใหญ่

ลองคิดดูสิ ป้าเชิดเธอทั้งแก่ ทั้งไม่สวยแล้วยังทำหน้าบึ้ง แถมป่วยทางจิต อย่างนี้ ฉันไม่น่าไปโกรธเขาเลยนะ

ฉันควรจะรู้สึกสงสารเขามากกว่า.

tweatypup©2006

March 28, 2006

Movie : Iberia

Filed under: Seen

ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ ที่เพิ่งผ่านไป ฉันมีโอกาสได้ไปดูหนังที่น่าทึ่งเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า Iberia

ในตอนแรกฉันไม่รู้หรอกว่ามีหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายด้วย อันที่จริง ฉันแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับเทศกาลนี้ด้วยซ้ำ เพราะงานการที่ยุ่งวุ่นวายเหลือเกิน และคิดว่าตัวเองคงเหนื่อยเกินไปที่จะถ่อสังขารจากบ้านที่อยู่ริมขอบทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ไปถึงโรงหนังที่อยู่ในย่านธุรกิจกลางเมืองอย่างสยามสแควร์

แต่แล้วในเย็นวันหนึ่ง ฉันไปนั่งเล่นอยู่ที่ออฟฟิศชาวบ้าน มองเห็นโปรแกรมหนังในเทศกาลเล่มโต จึงหยิบมาเปิด ตั้งใจว่าจะดูเสียหน่อยว่า Pride & Prejudice ฉายวันไหน เผื่อว่าจะสามารถสับหลีกเวลา ตะเกียกตะกายไปดูกับเขาบ้าง(ด้วยแรงรักในตัวพ่อหนุ่ม แมทธิว แม็คฟาเดียน) แล้วฉันก็กรี๊ด-ซึ่งจำไม่ได้เสียแล้วว่ากรี๊ดจริงๆ หรือกรี๊ดในใจ-เมื่อเห็นหนังเรื่องนี้ในโปรแกรมเล่มยักษ์นั้น ในวันและเวลาที่ฉันสามารถแวะเวียนไปดูได้โดยไม่ลำบากเกินไป

ฉันรำพึงรำพันว่าอยากดู แต่ก็ปล่อยให้เวลาผ่านไป (เช่นเดียวกับที่ชอบทำกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง) จนกระทั่ง บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศที่ฉันไปรับจ็อบตรวจงานอยู่นั้น มีรุ่นน้องคนหนึ่งออกปากว่าจะไปเดินดูอะไรๆ แถวสยามพารากอนแก้เซ็งจิต ฉันหูผึ่งทันที เพราะสยามพารากอนนั้นเป็นสถานที่จัดฉายหนังในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ จึงออกปากฝากซื้อตั๋วหนังเรื่อง Iberia หากไม่เป็นการยุ่งยากจนเกินไป แล้วฉันก็ทำงานไปพลาง รอเธอไปพลางจนเย็นย่ำสนธยา รุ่นน้องแสนดีคนนั้นจึงกลับมาที่สำนักงานพร้อมตั๋วหนังที่ฉันอยากดูนักหนา (แต่คร้านเกินกว่าจะไปจองตั๋วล่วงหน้า)

บ่ายวันหนึ่ง ฉันก็ไปเสนอหน้าอยู่ในโรงหนังใหม่เอี่ยมอ่องบนสยามพารากอน รอคอยเวลาฉายของ Iberia ด้วยความตื่นเต้น แอบขำสตาฟฟ์วัยละอ่อนของงานเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงถามเล็ดลอดออกมาทางไมค์ก่อนจะออกมาแนะนำหนังว่า "คนมาเยอะหรือยังวะ?"

Iberia เปิดเรื่องด้วยบทสนทนารัวเร็วตามวิสัยของชาวสเปน เล่นเอาฉันแอบสะดุ้งในความมืด เพราะเพิ่งเรียนภาษาสเปนมาได้แค่นับหนึ่งถึงสิบ ครั้นเหลือบมองด้านล่างของจอก็ไม่พบแถวคำแปลหรือซับไตเติ้ล เอาล่ะซี-ฉันนึกในใจ-แล้วนี่ตูจะดูรู้เรื่องไหมนะ?

แต่เมื่อหนังดำเนินเรื่องต่อไป ความวิตกของฉันก็คลายลง เพราะนอกจากฉากแรกแล้ว หนังแทบจะไม่มีบทพูดอีกเลย ผู้กำกับ การ์โลส เซาร่า เก่งเหลือเกิน Iberia ของเขาสื่อสารด้วยภาพและเพลงอย่างแท้จริง ภาษาไม่ใช่อุปสรรคในการดูหนังเรื่องนี้แม้แต่น้อย และนักเต้นแต่ละคนที่เขาลือกมาแสดงนั้น ต่อให้ไม่รู้จักชื่อรู้จักเสียง แต่เห็นลีลาก็รู้ได้ว่าเป็นระดับดาราชัดๆ

หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากบทประพันธ์เพลงชื่อเดียวกันของ อัลเบนิซ คีตกวีชาวสเปน ในแต่ละฉากหรือตอน จะตั้งชื่อตามท้องถิ่นแว่นแคว้นต่างๆ บนคาบสมุทรไอบีเรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศสเปนและโปรตุเกส ในฉากเหล่านั้น ฉันได้เห็นศิลปะการเต้นทั้งบัลเล่ต์ ฟลาเม็งโก้ คอมเท็มโพรารี่และฮิพ-ฮอพ เป็นการผสมผสานที่ดึงดูดใจมาก มีฉากหนึ่งที่ดูคล้ายศึกชิงนางระหว่างหนุ่มฮิพฮอพผมยาวกับหนุ่มฟลาเม็งโก้เท้าไฟ แม่สาวคนกลางนั้นสวยเด็ด และเต้นฟลาเม็งโก้ในชุดเสื้อสายสปาเก็ตตี้กับกางเกงยีนส์เอวต่ำได้เซ็กซี่มาก ส่วน ซาร่า บาราส นั้นไม่ต้องพูดถึง เธอเต้นได้เด่นและดี (เธอได้เล่นตั้ง 2 ฉาก แสดงว่าเป็นดาวเด่นของวงการจริงๆ) แต่ฉันชอบคุณ อันโตนิโอ กานาเลส มากๆ เขาทำให้เห็นได้จริงๆ ว่า ฟลาเม็งโก้เป็นเรื่องของการสื่อสารด้วยอารมณ์อย่างจริงแท้ ฉันยังชอบฉากที่มีคุณป้าๆ มานั่งร้องเพลง ซึ่งแม้ว่าจะเต้นไม่ไหวแล้ว ก็ยังอุตส่าห์ขยับร่างร่ายรำมืออวบๆ อยู่บนเก้าอี้อย่างมีอารมณ์ร่วม ใครเห็นก็ต้องอดยิ้มไม่ได้ 

Sara Baras & Jose Serrano

ยิ่งไปกว่านั้น ความดีเด่นของหนังเรื่องนี้ทำให้ฉันลืมเสียสนิทว่า ยังมีเสียงสว่านไฟฟ้าที่กำลังเจาะผนังอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นอกโรงและกลิ่นทินเนอร์ที่ฟ้องว่าสีทางผนังแถวๆ นั้นยังไม่แห้งดี

หลังจากหนังจบ ฉันเดินออกจากโรงพร้อมกับคิดในใจว่าอยากให้หนังไทยทำได้แบบนี้บ้าง เพราะ Iberia เป็นผลงานที่สร้างจากวัตถุดิบสัญชาติสเปนแทบทุกกระเบียดนิ้ว ยังก้าวไม่ทันพ้นปากประตูโรงหนัง ก็แอบเห็นว่า คุณต้อ มารุต สาโรวาท กำลังเดินอยู่ข้างหน้าฉัน ทำให้คิดถึงคุณม้า อรนภา ในฉับพลัน เพราะเมื่อคราวที่ ซาร่า บาราส มาแสดงในเมืองไทยที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ นั้น ฉันเห็นเธอนั่งอยู่อย่างโดดเด่นท่ามกลางผู้ชมแถวหน้าๆ และท่าทางเธอจะมาคนเดียว-เหมือนฉัน ที่ฉันประทับใจคุณม้ามากกว่าใคร เพราะเธอดูตั้งอกตั้งใจที่จะมาชมการแสดง ไม่ใช่มาเพราะได้บัตรฟรีหรือมาเพราะเป็นแฟชั่น

ฉันอยากให้เธอมีโอกาสได้ดู Iberia จังเลย เพราะฉันคิดว่าเธอต้องชอบ เหมือนอย่างที่ฉันชอบ.

tweatypup©2006

Iberia (2005)/ การ์โลส เซาร่า กำกับ/ อันโตนิโอ กานาเลส, ไอด้า โกเมซ, ซาร่า บาราส, โฆเซ่ เซร์ราโน่ และอีกหลากหลายนักดนตรีและนักเต้น นำแสดง/ ไปดูเว็บไซต์ของ Iberia ได้ ที่นี่ ค่ะ

March 20, 2006

Movie : Pride & Prejudice

Filed under: Seen

ฉันไปดูหนังเรื่องนี้เพราะพ่อหนุ่ม แม็ทธิว แม็คฟาเดียน หวานใจคนใหม่ของฉันที่มาแรงเกือบๆ จะแซงหน้าคุณ จอห์น คิวแส็ค ได้ ถ้าไม่ติดว่าเขาแต่งงานไปซะแล้ว ฮ่าๆ

ตาสีฟ้าสวยๆ ของเขาในทีวีซีรี่ย์ส์ของบีบีซีเรื่อง Spooks ทำให้ฉันติดใจ เหมือนที่ เอแดน ควินน์ เคยทำให้ฉันรู้สึกปิ๊ง (คุณเอแดน เป็นคนที่ทำให้ฉันสามารถทนดู Legend of the Fall จนจบ หาใช่คุณ แบรด พิทท์ ไม่)

ตัวหนังดูสนุกทีเดียวล่ะ แรกๆ อาจจะดูวุ่นวายไปหน่อย คุณคีร่า ไนท์ลี่ย์ ในบทของ อิลิซาเบ็ธ เบนเน็ทท์ น่ารักเหลือเกิน แล้วเธอก็เล่นดีจริงๆ ฉากตอนท้ายที่เธอยิงสายตาใส่มิสเตอร์ดาร์ซี่ ก่อนที่จะจูงมือกันไปเจรจาเรื่องแต่งงานกับคุณพ่อของฝ่ายหญิงนั้น ทำให้ฉันรู้สึกว่า โอ้โฮ! ผู้หญิงเวลาที่ตกหลุมรักนี่ ทำตาหวานได้ขนาดนี้เชียวหรือ? ส่วนดาราสมทบคนอื่นๆ ก็น่าดูไม่แพ้กัน มีทั้ง คุณ เบรนด้า เบล็ทธีน คุณโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์ คุณจูดี้ เดนช์ แค่สามคนนี้ ฉันก็ว่าคุ้มที่ได้ดูแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ มีรุ่นน้องคนหนึ่งบอกกับฉันว่า เห็นคุณแม็ทธิวในฉากที่เดินอยู่ในระยะไกลแล้ว รู้สึกว่าเขาเหมือนคุณ จอห์น คิวแส็ค มาก รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็ออกปากในทำนองเดียวกันหลังจากเห็นคุณแม็ทธิวในตัวอย่างซีรี่ย์ส์เรื่อง Spooks ทางยูบีซี ตัวฉันเองนั้นรู้สึกมาตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่าผู้ชายทั้งสองคนนี้มีหลายอย่างคล้ายกัน แม้ว่าหน้าตาจะไม่ได้เหมือนกันนัก แต่ก็รูปร่างสูงใหญ่เหมือนกัน หน้าผากกว้างๆ ขนตายาวเฟื้อย ตาหวานๆ ที่ฉันมองเห็นความเปราะบางอยู่ในดวงตาคู่นั้นบ่อยๆ ฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจผู้หญิงหลายคน ประมาณว่ากระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นแม่ได้ละมั้ง

สักวันหนึ่งฉันอาจจะลอง "เปรียบมวย" สองคนนี้ดูก็ได้นะ คงน่าสนุกดี

tweatypup©2006

Pride & Prejudice (2005)/ โจ ไรท์ กำกับ/ คีร่า ไนท์ลี่ย์, แมทธิว แม็คฟาเดียน นำแสดง/ สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ เจน ออสเตน ("ออสเตน" นะคะ ไม่ใช่ "ออสติน")

March 19, 2006

Movie : Must Love Dogs

Filed under: Seen

ฉันเป็นแฟนของคุณ จอห์น คิวแส็ค มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เป็นเหตุให้ฉันต้องขวนขวายหาหนังแผ่นเรื่องนี้มาดู เมื่อรู้ว่าหนังจะไม่ได้ลงโรงใหญ่ ทั้งที่ฉันไม่ค่อยชอบดูหนังรักโรแมนติกแบบที่ฝรั่งมักเรียกว่า Chick Movies และฉันชอบดูหนังในโรงหนังจริงๆ มากกว่าเกาะขอบจอคอมพิวเตอร์หรือทีวี ก็แหม เวลาได้เห็นดาราที่เราชอบบนจอสูง 7 ฟุตน่ะ มันเต็มตาเต็มใจดีออกจะตาย

แล้วฉันก็ต้องขอบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า Must Love Dogs เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ฉันดูหนังจากหน้าจอโน้ตบุ๊คจนจบเรื่องได้ในคราวเดียวเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่แม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อ ฉันคิดว่าเป็นเพราะหนังดูเพลิน ไม่มีช่วงเยิ่นเย้อปนเชยๆ แบบที่เคยรู้สึกเหมือนตอนที่ดู America’s Sweethearts แล้วคุณ ไดแอน เลน ก็ไม่น่าเบื่อเหมือนคุณ จูเลีย โรเบิร์ตส์ (ในความคิดของฉัน)

คุณจอห์นในเรื่องนี้แก่กว่าที่ฉันคิดไว้ แต่ฉันก็ว่าเขาดูไม่ค่อยโทรมเหมือนตอนที่เล่นเรื่อง Runaway Jury บทหนุ่มน่ารักกุ๊กกิ๊กแบบนี้เป็นของถนัดของเขาอยู่แล้ว มนุษย์ประหลาดอย่างฉันชอบฉากที่เขาพบคุณ ไดแอน ครั้งแรกมาก ในฉากนั้นเขาก้มลงกอดเจ้าหมายักษ์ที่ชื่อ มาเธอร์ เทเรซ่า แล้วก็จุ๊บกระหม่อมใหญ่ๆ ของมันหนึ่งที ฉันไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่มีเปอร์เซ็นต์ของการแสดงอยู่มากน้อยแค่ไหน แต่คิดว่าน่ารักดี ฉันไม่รู้ว่าหรอกว่าคนที่รักหมาคนอื่นๆ เขาทำกันแบบนี้หรือเปล่า แต่ฉันน่ะ ทำกับเจ้าหมาอ้วนขี้อ้อนที่บ้านเป็นประจำ

mustlovedogs1.JPG

ฉันยังประทับใจคุณไดแอนมาก ไม่ค่อยได้เห็นเธอเล่นบทตลกน่ารักแบบนี้มาก่อน ฉันว่าเธอทำได้ดี บางคนอาจจะคิดว่าเธอแก่เกินไป แต่ฉันคิดว่าเธอสวยสมวัย ดูเจริญตากว่าสาววัย 40 แต่หน้ายังตึง(ด้วยวิทยาศาสตร์) และแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนสาววัย 20 ฉันยังชอบคุณคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่รับบทเป็นพ่อของคุณไดแอน เล่นดีจริงๆ ฉันบอกไม่ถูกหรอก รู้แต่ว่า ถ้าไม่ใช่นักแสดงที่เก่งคงทำอะไรที่เนียนขนาดนี้ไม่ได้

อีกตัวละครที่ฉันชอบก็คือเจ้าของร้านชำที่คุณไดแอนไปซื้อเป็นประจำ(แล้วก็วีนใส่เป็นประจำ) เขาแสดงได้ขำขัน น่าเอ็นดู โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่พบว่าคุณไดแอนได้แฟนกับเขาสักที และคุณเจ้าของร้านก็ทำท่าขอบคุณสวรรค์อย่างมาก ชวนให้ฉันคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคนที่นับวันจะหายาก ฉันลองคิดเล่นๆ ดูว่า ถ้ากำหนดให้คุณไดแอน เป็นขาประจำของร้านค้าปลีก/ส่งขนาดยักษ์ที่มีเยอะแยะในบ้านเรา ฉากแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นให้คนดูได้อมยิ้มกันหรอก

นี่อาจจะไม่ใช่หนังดีที่สุดที่ฉันเคยดู แต่ก็ทำให้ฉันคลายเครียดและยิ้มได้ บางครั้ง เราก็ไม่ต้องการอะไรจากการดูหนังมากไปกว่านี้ไม่ใช่หรือ?

tweatypup©2006

Must Love Dogs/ แกรี่ เดวิด โกลด์เบิร์ก กำกับ/ ไดแอน เลน, จอห์น คิวแส็ค นำแสดง/ 98 นาที/ สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกัน แต่งโดย แคลร์ คุก.

March 16, 2006

Genderism

Filed under: Read

เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งได้อ่านหนังสือ Genderism ของคุณโตมร ศุขปรีชา จบเล่ม

โดยรวมๆ ฉันบอกไม่ถูกนักว่าชอบหรือไม่ชอบหนังสือเล่มนี้ เมื่อแรกเห็น ฉันคิดว่ามันเป็นหนังสือที่น่าสนใจ ฉันเคยอ่านบางตอนใน a day weekly และรู้สึกชอบ แต่เมื่อมาอ่านในแบบรวมเล่ม ความชื่นชอบกลับลดลงจากระดับที่เคยคิดไว้

ฉันชอบบางประเด็นในหนังสือ ฉันชอบรูปเล่มที่ถือง่าย เก็บง่าย แล้วฉันก็คิดว่าหน้าปกหนังสือเล่มนี้สวยแบบเรียบง่าย เก๋และดูดี

แต่ฉันไม่ชอบ "น้ำเสียง" ของคนเขียนในบางบทบางตอน หลายครั้งที่ฉันรู้สึกว่าเขาใช้คำ "แรง" เกินความจำเป็น แต่ก็นั่นแหละนะ ฉันอาจจะดัดจริตเกินไปก็ได้ แล้วฉันเองก็ไม่เคยอ่านงานเขียนของเขามากพอที่จะบอกได้ว่า เขามักเขียนอะไรแรงๆ ทำนองนี้เสมอหรือเปล่า

คิดในอีกแง่หนึ่ง คุณโตมรอาจจะจงใจทำให้บทความของเขา "แรง" เผื่อว่าจะเรียกความสนใจของคนให้หันมามองประเด็นที่เขานำเสนอ (โดยเฉพาะคนที่ควรสนใจ)

และฉันคิดว่าในการหนังสือเล่มนี้ จำเป็นต้องรู้วิธีอ่านไว้บ้าง นี่ไม่ใช่นิยายที่มีพล็อตเรื่องสนุกสนานตื่นเต้น หรือชวนซาบซึ้ง ที่ทำให้เราเพลิดเพลินในการอ่านติดต่อกันนานๆ ตรงกันข้าม เป็นไปได้มากที่คนอ่านจะรู้สึกอึดอัด เหมือนที่ฉันเคยเป็น หากพลิกอ่านวันละบท-สองบท น่าจะเป็นการดีต่อสุขภาพจิตของคนอ่าน และอาจจะมองเห็นสารที่เขาต้องการสื่อถึงเราได้ดีกว่า

เพระถึงแม้ฉันจะคิดว่า นี่ยังไม่ใช่หนังสือที่ทุกคนต้องอ่าน (Must Read-ซึ่งเป็นคำโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณที่ชักจะเห็นบ่อยขึ้นบนหน้าปกหนังสือใหม่ๆ) แต่ก็เป็นเรื่องดี หากจะมีใครสนใจ คิดอยากหยิบขึ้นมาบ้าง

tweatypup©2006

Genderism/ โตมร ศุขปรีชา เขียน/ สำนักพิมพ์ a book/ พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2548/  352 หน้า (ไม่รวมปก)/ 170 บาท






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M