หยาบกับละเอียด
ณ ตึกที่ (คล้ายๆ) เป็นออฟฟิศของฉัน มีร้านอาหารประเภทข้าวแกงและก๋วยเตี๋ยวอยู่ชั้น 5 รวมทั้งซุ้มขายกาแฟสด
ฉันไม่ได้ซื้อกาแฟจากร้านประเภทนี้มานานแล้ว เพราะอยากจะเลิกกิน ไม่ใช่อยากจะเลิกกินกาแฟ แต่ปัญหาอยู่ที่นมและน้ำตาลปริมาณน่าสยองในกาแฟจากร้านพวกนี้ แต่วันไหนที่ง่วงจัดๆ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องยอมซื้อ เพื่อที่ตัวเองจะได้ถ่างตาทำงานได้จนจบวัน
เมื่อสัปดาห์ก่อน ฉันนอนไม่เต็มตา จึงตัดสินใจลงไปซื้อกาแฟที่ชั้น 5 ของตึก สั่งกาแฟเรียบร้อย ระหว่างรอก็ยืนพลิกนิตยสารเก่าๆ ที่วางไว้หน้าเคาน์เตอร์กาแฟ คนขายกาแฟหน้าใหม่ (สำหรับฉัน) เป็นเด็กสาววัยรุ่น ไม่ใช่สาวใส่แว่นคนเดิมที่แสนสุภาพและขี้เกรงใจ ได้ข่าวว่าเจ้าเดิมขายแล้วเจ๊ง ก็เลยมีเจ้าใหม่มา "ลง" แทน
เมื่อกาแฟของฉันเสร็จเรียบร้อย ฉันส่งเงินให้ เป็นแบงก์ห้าสิบ แล้วก็เหลือบตามองภาพในนิตยสารไปพลางๆ ระหว่างรอเงินทอน แล้วฉันก็ได้ยินเสียงพูดแว่วๆ พร้อมกับหางตาเหลือบไปเห็นแบงก์ห้าสิบของฉันถูกโยนแหมะไว้ข้างถ้วยกาแฟที่ชงเสร็จแล้ว
ฉันเงยหน้าขึ้น เห็นคนขายก้มหน้าก้มตาชงกาแฟแก้วใหม่ ไม่มีท่าทีสนใจใยดีฉันอีก ฉันก็เลยถามเธอไปด้วยความลังเลว่าเมื่อกี้พูดอะไรหรือเปล่า?
เธอเงยหน้าขึ้นมา แล้วบอกให้ฉันไปจ่ายเงินอีกเคาน์เตอร์หนึ่งเพราะตรงนี้ไม่มีเงินทอน หน้าตาเธอดูเฉยๆ เหมือนไม่รู้ว่าการโยนเงินใส่หน้าคนอื่นเป็นการกระทำที่ไม่มีมารยาท โดยเฉพาะเมื่อทำกับคนที่จ่ายเงินซื้อของที่เธอขาย
ฉันไม่ได้ด่าว่าอะไร เพราะดูท่าทางแล้วเธอไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าทำอะไรลงไป ฉันเดาเอาว่าที่บ้านเธอคงโยนข้าวของใส่หน้ากันเป็นประจำ เธอจึงไม่รู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร แล้วฉันก็นึกต่อไปว่า งั้นเราก็ไม่ต้องไปต่อว่าอะไร ปล่อยให้เป็นนิสัยเสียติดตัวไปอย่างนี้แหละดี อีกหน่อย เกิดเจ้าหล่อนมีแฟน ก็คงจะได้คนที่ "หยาบ" พอๆ กันที่จะไม่ถือสาอะไรทำนองนี้
———-
ฉันมีร้านขายพวงมาลัยที่ซื้อประจำอยู่ร้านหนึ่ง เจ้าของร้านร้อยเอง ขายเอง เป็นร้านเดียวแถวนั้นที่ทำพวงมาลัยมะลิห้อยดอกจำปีขาย สองอย่างนี้เป็นดอกไม้ที่ฉันชอบ จึงไม่เกี่ยงที่ดอกไม้อาจจะไม่สวยเท่าร้านอื่น โดยเฉพาะดอกจำปี มักมีรอยช้ำตรงนั้นตรงนี้ ขนาดก็ไม่เท่ากันเท่าไหร่นัก ฉันอยากจะคิดว่าเป็นจำปีที่บ้านของเธอปลูกเอง (แต่อาจจะไม่ใช่ก็ได้) เจ้าของร้านอายุพอๆ กับฉันนั่นแหละ เป็นแม่ค้าที่พูดจาสุภาพ แต่ไม่ถึงกับหวานเจี๊ยบ ซึ่งฉันว่าดีแล้ว
วันหนึ่ง ฉันเดินไปซื้อพวงมาลัยอย่างเคย กลายเป็นว่าเจ้าของให้ลูกสาวตัวน้อยมาเฝ้าร้านแทน ยายหนูน่าจะอายุสัก 10 ขวบนั่งขายไปด้วย มือก็ร้อยมาลัยไปด้วย วันนั้นรู้สึกว่าจะไม่มีมาลัยจำปีอย่างที่ฉันซื้อประจำ ฉันเอ่ยปากถามราคามาลัยพวงน้อยแบบที่ไม่เคยซื้อ เสียงยายหนูบอกราคา หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วก็พูดอีกประโยคซึ่งฉันได้ยินไม่ถนัดนัก ฉันจึงหันไปมองแล้วก็ถามว่าเมื่อกี้หนูพูดอะไรนะ?
"พวงใหญ่ยี่สิบ สามพวงห้าสิบค่ะ" ยายหนูตอบเสียงหวานแล้วก็ยิ้มอายๆ ท่าทางขวยเขินน่าเอ็นดูบอกให้รู้ว่าคงไม่คุ้นกับการขายของหน้าร้านและการพูดกับคนแปลกหน้า เธอคงสังเกตเห็นฉันแตะนิ้วลงบนมาลัยพวงใหญ่ซึ่งเป็นแบบเดียวที่มีดอกมะลิ แม้จะแค่แวบเดียว
มีบางอย่างที่บริสุทธิ์เหลือเกินในตัวเด็กคนนี้ กระทั่งทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกว่าชื่นใจ แม้แต่คนที่ไม่ชอบเด็กอย่างฉัน ในนาทีนั้น ฉันคิดว่าเธอไม่ใช่แค่อยากขายของให้ได้ แต่เหมือนเธอพยายามจะช่วยฉันเลือกของที่ถูกใจที่สุดมากกว่า
ยายหนูคงไม่รู้หรอกว่า เธอทำให้ฉันยิ้มในใจต่อไปอีกนาน หลังจากซื้อพวงมาลัยเสร็จแล้ว.





