Tweatypup’s Nicknacks

June 5, 2010

New Single from my fav artist: Silly Fools

Filed under: Heard

เพลงใหม่ "ทำร้าย" จาก ซิลลี่ ฟูลส์ ค่ะ

พยายามใส่ Embed Code แล้ว มันไม่ขึ้นemoticon ใครอยากฟัง คลิกที่ชื่อเพลงในบรรทัดบนนะคะ

ส่วนมิวสิควิดีโอ ดูกันที่นี่ค่ะ 

 

April 14, 2010

ทุกข์

ทุกข์กำลังเกิดในใจของคนไทยที่รักชาติทุกคนในตอนนี้–ฉันเืชื่ออย่างนั้น 

บ้านเมืองที่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายนั้นน่ากลัว โดยเฉพาะในแง่ความมั่นคงของประเทศ ฉันไม่อยากคิดเลยว่า จะมีใครหรือองค์กรไหนมองเห็นเป็นโอกาสงามในการที่จะทำให้ประเทศที่ไม่ใหญ่โตอะไรนักของเราต้องแตกแยกย่อยลงไปอีกคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังสภาพโซเวียตล่มสลาย เพื่อ…เพื่ออะไรนั้นคือสิ่งที่ฉันไม่อยากคิดต่อ และขอให้ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงจินตนาการเพ้อฝันไร้สาระของฉันเถอะนะ 

หลายวันที่ผ่านมาฟังใครคนหนึ่งพูดทางทีวีในทำนองว่า น่าเสียดายโอกาสแทนคนเสื้อแดงที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะปัญหารากหญ้าของพวกเขาถูกกลบโดยปัญหาส่วนตัวของใครคนนั้น…ฉันว่าฉันเห็นด้วยกับคำพูดนี้

ฉันไม่ค่อยเข้าใจคนเสื้อแดงที่รักคนไกลบ้านคนนั้นอย่างมากมาย แบบที่ว่าใครแตะก็ไม่ได้ แต่ฉันก็เีคารพสิทธิที่จะรักจะชอบของพวกเขา ฉันคิดว่าคนเราควรมีสิทธิรักใคร ชอบใคร ตามใจของเรา แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไประรานคนอื่นที่เขารักชอบไม่เหมือนเรา

และฉันคิดว่าความสวยงามอย่างหนึ่งของ "ประชาธิปไตย" ก็คือเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะความแตกต่างทางด้านความคิด ประชาธิปไตยนั้นอนุญาตให้เราเป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่อนุญาตให้เราไปบีบบังคับคนอื่นว่าต้องคิดเหมือนตัวเราเอง

คนที่ทำอย่างนั้นเขาเรียกว่าคนอย่างไร ประเภทไหน ฉันว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาคำตอบ 

ฉันไม่ได้เกลียดคนเสื้อแดงทุกคน แต่ไม่สนับสนุนความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางวาจาและการกระทำ แล้วบอกตรงๆ ว่า เห็นเพื่อนบางคนที่เกลียดเสื้อแดงเข้าไส้แบบอยากจะให้ตายกันไปข้างนึงแล้วไ่ม่สบายใจเลย เพราะนั่นหมายถึงว่าเราก็เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทั้งที่ก็ด่าว่าการใช้ความรุนแรงของอีกฝ่ายอยู่ใช่ไหม?

ฉันเชื่อว่าวิธีแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ลบเสื้อแดงออกไปจากประเทศนี้ แต่ทำยังไงให้คนพวกนี้-ไม่ว่าจะเสื้อสีอะไร-คนที่เขาเดือดร้อนจริงๆ มีทางออก มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความรู้ มีจิตใจที่เข้มแข็งมากพอที่ใครก็ตามจะมาหลอกใช้ไม่ได้ง่ายๆ

แล้วประเด็นนั้นก็นำมาสู่สถาบันสูงสุดที่คนไทยรักและเคารพ เพราะการช่วยเหลือประชาชนให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองคือสิ่งที่ประมุขของประเทศเราทรงทำมาตลอดใช่หรือไม่?

การสอนให้คนหัดพึ่งพาตัวเองและภูมิใจกับการทำอย่างนั้น เป็นเรื่องที่ยากกว่าและใช้เวลามากกว่าการตั้งโครงการอะไรสักอย่างที่สามารถแจกจ่ายเงินให้ชาวบ้านแบบง่ายๆ และในที่สุดก็กลายเป็นความเคยชินที่ไม่ควรเคยชิน

ฉันไ่ม่อยากเชื่อว่าหลังจากทรงงานหนักมามากกว่าครึ่งศตวรรษ วันหนึ่งก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไร เพื่อนเล่าให้ฟังว่ามี "เพื่อน" คนหนึ่งบอกว่านั่่นถือเป็นเพียงการกระทำเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ฉันยังได้เห็นคำบ่นผ่านตาว่ารำคาญมากมายกับข่าวช่วงสองทุ่ม พร้อมคำถามว่าน่าลองคำนวณว่าค่า "โปรโมท" ของ…นั้นคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่?  

เรื่องคำถามนั้นฉันคิดว่าควรจะถามกันได้–ถ้าคนถามสงสัยและอยากจะได้คำตอบจริงๆ อย่างน้อยฉันก็เชื่อว่าตัวเองไม่ได้รักใครแบบงมงาย แบบที่ว่าคนอื่นจะมาแตะต้องไม่ได้ ฉันยินดีที่จะฟังการวิพากษ์อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ และคิดว่ากฎหมายบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์นี้ก็โบร่ำโบราณเกินไปสำหรับยุคสมัยปัจจุบัน

คิดไปคิดมา ฉันเริ่มรู้สึกว่าความกังวลของตัวเองกำลังเกินขอบข่ายความห่วงใยบุคคลที่เราเคารพรักไปแล้ว

ฉันหมายถึงว่าสิ่งที่ฉันกังวลมากกว่าความมั่นคงของชาติและสถาบันในตอนนี้ อยู่ในรูปของคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับความคิดและจิตใจของคนไทย? 

ฉันอาจจะซื่อในแบบที่ฝรั่งเรียกว่า naive จนเกินไปก็ได้ แต่ฉันอยากถามสักหน่อยเถอะว่า การที่คนๆ หนึ่งทำงานเพื่อคนอื่นมาตลอดเวลา 60-70 ปี แล้วอยู่มาวันนึง ความดีเหล่านั้นก็ดูคล้ายจะไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับใครหลายคน

นั่นคือสิ่งที่ "ควร" จะเป็นหรืออย่างไร?

แล้วฉันก็คิดถึง status ของน้องคนหนึ่งในเฟซบุ๊คเมื่อหลายวันก่อน เธอเขียนไว้ประโยคหนึ่งซึ่งคล้ายกับจะเป็นคำถามถึงคนไกลบ้านคนนั้นว่า "วันที่คุณตายไป คุณอยากให้คนเขาจดจำคุณว่าอะไรหรือ?"

ผ่านชีวิตมาก็นานอยู่ จนบัดนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจนักว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันแน่ใจในตอนนี้ นั่นคือฉันอยากจากโลกนี้ไป ด้วยการเป็นคนที่ดีกว่าวันที่ฉันเกิดมา. 

May 30, 2009

วงดนตรีที่ทำให้ฉันกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง

Filed under: Heard

เป็นเรื่องปกติสำหรับคนเชื่องช้า ไม่ทันโลก อย่างฉันที่จะนึก "เครซี่" อะไรสักอย่างหลังจากที่ชาวบ้านเขาเลิกเห่อไปนานแล้ว

เรื่องของเรื่องก็คือฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นแฟนเพลงของซิลลี่ฟูลส์ อาจจะไม่ถึงขั้นแฟนพันธุ์แท้ แต่มันก็เกินคำว่าชอบเฉยๆ ไปแล้วล่ะนะ

Silly Fools

เมื่อก่อน ซิลลี่ฟูลส์ ไม่ใช่วงที่ฉันติดอกติดใจเป็นพิเศษ แต่ฉันก็ชอบเพลงของพวกเขา สำหรับฉัน พวกเขาเป็นวงร็อคสัญชาติไทยที่น่าภูมิใจนะคะ เพราะความเป็นวงที่ดี ทำเพลงได้ดี เพียงแต่ฉันมีปัญหากับนักร้องนำคนเก่าของวง เนื่องจากรสนิยมส่วนตัวของฉัน กล่าวคือฟังเพลงของ ซิลลี่ฟูลส์ (สมัยก่อน) เกินสองเที่ยวเมื่อไหร่เป็นต้องปวดหัวเพราะเสียงร้องทำให้ฉันรู้สึกเครียด

ถ้าจะถามว่างานนี้เป็นความผิดของใคร ก็ต้องบอกว่าฉันคนเดียวนี่แหละที่ผิดเต็มๆ เพราะคุณโต-อดีตนักร้องนำวงนี้เป็นนักร้องที่เก่งมากนะคะ ช่วงเสียงกว้างมากด้วย แต่บังเอิญว่าฉันไม่ชอบเสียงแบบนี้ ในทำนองเดียวกับที่ฉันไม่ชอบ เซลีน ดิออน ร้องเพลง ทั้งที่เธอเป็นสุดยอดนักร้องหญิงของยุคนี้ แถมยังเป็นคนนิสัยดี (ฉันเคยดูโอปราห์ วินฟรีย์สัมภาษณ์เธอ ปรากฏว่า เซลีน เป็นคนน่ารักและมีอารมณ์ขันมาก)

ตอนที่ได้อัลบั้ม The One มา แล้วเปิดฟังเพลงแรก ได้ยินเสียงกีตาร์ของพี่ต้นก็รู้สึกว่า "ใช่เลย" ซิลลี่ฟูลส์ก็ต้องประมาณนี้ เสียงเบส์ของพี่หรั่งก็ใช่ เสียงกลองของพี่ต่อก็ใช่ แล้วเสียงร้อง…อ้อ นักร้องใหม่ ชื่อเบนจามิน…โอเค เสียงไม่เลวเลย

นั่นคือการฟังเพลงซิลลี่ฟูลส์ชุดใหม่ที่มีนักร้องใหม่เที่ยวแรกของฉัน ซึ่งแค่รับรู้ได้ว่าเพลงดี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าน่าตื่นเต้นนะคะ เพราะเปิดออกลำโพงคอมพิวเตอร์เห่ยๆ ซึ่งไม่ได้ให้รายละเอียดของเสียงได้ดีเท่าไหร่

แต่เมื่อมาฟังแบบใช้หูฟังแบบดีๆ หน่อย ถึงได้ยินรายละเอียดของเสียง ฉันก็คิดว่า โอ้โห เขามิกซ์เสียงดีจังนะ แล้วฉันก็รู้สึกว่านักร้องคนนี้เสียงเพราะจังเลย ถึงจะแอบขำนิดหน่อยที่เธอร้องไม่ชัดเป็นบางคำ ก็พี่เบนไม่ใช่คนไทยนี่นะ ร้องได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว เผลอๆ จะร้องชัดกว่านักร้องไทยบางคนเสียอีก แล้วฉันก็ว่าภาษาไทยที่แปร่งนิดๆ ของเธอนั้นน่าเอ็นดูออก ชวนอมยิ้มเหมือนเวลาฉันได้ยินคนสเปนหรืออเมริกาใต้พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งฉันคิดว่าภาษาอังกฤษสำเนียงละตินนั้น น่ารักจะตายไป

ฉันเกิดอาการ "หลงเสียงนาย" โดยที่ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตาของพี่เบนเลยว่าจะประมาณไหน เรียกว่าเสียงถูกโฉลกอย่างแรง ยิ่งตอนหลังได้เห็นมือสวยๆ ของเธอ ยิ่งทวีความชอบเข้าไปใหญ่เพราะฉันเป็นมนุษย์โรคจิต ชอบดูผู้ชายมือสวย (ขอโทษนะคะพี่หรั่ง ตอนแรก(มือของ)พี่เป็นเบอร์หนึ่งของเรา แต่ตอนนี้ต้องยกให้พี่เบนแล้วล่ะค่ะ emoticon

พี่คนหนึ่งบอกว่าเสียงพี่เบนนั้น "ต้องอีกนิดนึง" ก็อาจจะใช่น่ะนะ ถ้าพี่เบนเสียงแหบและ "แรง" กว่านี้เหมือน เดวิด คุก เพลงก็คงมันสะใจกว่านี้ แต่ฉันก็ไม่ลืมหรอกว่าบางครั้งเวลาฟังเสียงพี่ชาด  (Chad) วง Nickelblack หรือพี่สก็อต วง Creed มากๆ เข้าก็รู้สึกเหนื่อยหูได้เหมือนกัน

ที่สำคัญคือฉันรู้สึกว่าพี่เบนร้องเพลงแบบคนที่รักการร้องเพลงนะคะ ฉันหมายถึงว่าเธอมีอารมณ์อยู่ในเสียงร้องให้คนฟังรู้สึก ไม่ใช่คิดแต่จะโชว์พลังเสียง โชว์ลูกคออย่างเดียว การร้องเพลงถูกโน้ตเป๊ะๆ แต่ไร้อารมณ์น่ะ น่าเบื่อจะตาย ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้ร้องเพลงดี เสียงดีอย่างไรก็ไม่มีความหมาย

และแล้วโดยไม่รู้ตัว ฉันก็เริ่มฮัมเพลงตามเสียงพี่เบน ในที่สุดก็เป็นการร้องออกมาดังๆ แล้วไม่ใช่แต่กับเพลงของซิลลี่ฟูลส์เท่านั้นหรอกนะ แต่เป็นเพลงของทุกคนที่ฉันเปิดฟังแล้วชอบ ฉันไม่ได้ร้องเพลงดังๆ มานานแล้ว นานจนเกือบจะลืมไปแล้วว่าการทำแบบนั้นทำให้ฉันรู้สึกดี  ทั้งที่ตอนเด็กๆ ทำเป็นประจำ แล้วพอโตขึ้นก็เลิกไปด้วยเหตุผลโง่ๆ ที่คิดไปเอง อย่างเช่น คิดว่าตัวเองร้องเพลงห่วย กลัวจะอายเวลาคนอื่นว่าว่าร้องไม่เพราะ ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เห็นจะเป็นเรื่องสำคัญ เรามีความสุขกับการร้องเพลง–ความสำคัญอยู่ตรงนั้นต่างหากเล่า

ขอบคุณซิลลี่ฟูลส์ ขอบคุณพี่เบน ที่ทำให้ฉันได้ความสุขของชีวิตคืนมาอีกอย่างหนึ่งค่ะ

March 22, 2009

คิดจากความตาย

วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง

เพื่อนตายตั้งแต่วันพุธที่แล้ว เป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยพบกันแบบตัวเป็นๆ และตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว

ฉันกับ ทริเชีย เจอกันในโลกไซเบอร์…บนเว็บบอร์ดที่พูดคุยกันถึงดาราคนโปรดของเรา "แก๊ง" ของเรามีสมาชิกจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสาวอเมริกันและแคนาดา

ทริเชีย อายุมากกว่าฉันนิดหน่อย เป็นคุณแม่ลูกสอง (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นสาวอเมริกันทางใต้ที่ขี้เล่นและฉลาด เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง (เธอหย่าจากสามีโดยเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกฝ่าย) เป็นสาวติสท์ตัวจริง เธอทำงานด้านออกแบบและงานเธอสวยงามต้องรสนิยมฉันมาก ตอนหลังฉันถึงพบว่าเรามีศิลปินคนโปรดคนเดียวกันคือ แอร์เต้ (Erte)

ทริเชีย ยังเป็นนักเขียนที่เก่ง นิยายที่เธอเขียนโดยใช้บุคลิกของดาราขวัญใจของเราเป็นต้นแบบของบุคลิกพระเอกนั้นน่าทึ่ง ฉันอ่านไปก็นึกภาพออกเลยว่า "พี่จอห์น" ของพวกเราต้องพูดแบบนี้ในสถานการณ์อย่างนี้แน่ๆ คงไม่ต้องบอกว่าเพื่อนฝูงในแก๊งจะติด "นิยาย" ของ ทริเชีย กันงอมแงมขนาดไหน 

หลังๆ เราไม่ค่อยได้คุยกันนักเพราะฉันมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานและชีวิต จะมีทักทายกันผ่านบล็อกเป็นครั้งคราวหรือคุยกันเมื่อ "พี่จอห์น" มีหนังใหม่เข้าฉายในโรง แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวที่น่าตกใจขนาดนี้จากเพื่อนในโลกไซเบอร์อีกคนหนึ่งที่อยู่ในแก๊งเดียวกัน

แน่นอนว่าฉันเสียใจที่ ทริเชีย ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร และนึกโกรธที่ลูกๆ ของเธอสูญเสียแม่อย่างไม่ยุติธรรม เพราะทริเชียล้ม หัวฟาดพื้นในระหว่างทำงาน แต่ออฟฟิศของเธอปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ

ทว่า การตายของ ทริเชีย ก็ทำให้ฉันกลับมาคิดถึงความหมายชีวิตและการใช้ชีวิตอีกครั้ง

คิด…ว่าเราควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่อย่างไร คิด…ว่าเราไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไปล้ว คิด…ว่าเราไม่ควรละเลยการบอกรักคนที่เรารักและบอกขอบคุณคนที่มีน้ำใจกับเรา เพราะใครจะไปรู้ว่าวันสุดท้ายของแต่ละคนนั้นคือวันไหน?

ชีวิตคนเรานี้ช่างเปราะบางและแสนสั้นจริงๆ

March 6, 2009

เรื่องของหมาถูกทิ้ง

เมื่อไม่กี่วันก่อน แม่บ้านเล่าให้ฟังว่ามีคนเอาลูกหมามาปล่อยที่สวนอีกแล้ว ตอนนี้กำลังประกาศหาคนรับเลี้ยงอยู่

"สวน" ที่ว่านั้นคือสวนสาธารณะใกล้บ้าน มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตพอสมควรและเป็นที่อยู่ของหมาไร้เจ้าของหลายตัว มีกลุ่มคุณลุงคุณป้าที่อยู่แถวนั้นคอยให้ข้าว โดยมีผู้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์หลายราย

ชะรอย คนคงเห็นว่าหมาข้างถนนที่นี่กินดีอยู่ดี ก็เลยนิยมเอาหมามาปล่อยให้ช่วยเลี้ยงอยู่บ่อยๆ บางตัวโชคดีก็มีคนถูกชะตา รับไปอุปการะ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังต้องพึ่งความเมตตาของคนแถวนั้น

บ้านฉันก็เคยเก็บหมาถูกทิ้งมาเลี้ยง เป็นหมาชิสุแก่ๆ ที่ถูกเจ้าของเอามาปล่อยทิ้งไว้ในซอย มันเดินวนเวียนอยู่แถวบ้านฉันหลายวันโดยมีคนในซอยผลัดกันให้ข้าวให้น้ำ และมีบ้านข้างๆ บ้านฉันที่ใจดีพอจะไม่ไล่ตะเพิดมันออกไปเมื่อมันแอบมุดรั้วมา "ขอนอน" ในตอนกลางคืน

ตอนนั้นเป็นหน้าฝน เป็นเวลาหลายวันที่ฉันทนเห็นมันเดินตากฝนไปมา ชะเง้อคอมองหาเจ้าของและหูผึ่งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงส้นสูงกระทบพื้น กว่าฉันจะตัดสินใจอุ้มมันเข้าบ้าน

ตอนแรกฉันไม่อยากรับเลี้ยงเลยเพราะที่บ้านก็มีหมาแสบๆ อยู่ตั้ง 7 ตัวแล้ว แต่คิดไปคิดมา มันก็เป็นแค่หมาตัวเล็กๆ เลี้ยงอีกสักตัวก็ใช่ว่าจะสิ้นเปลืองนักหนา

"ป้ากี้" เป็นชื่อที่คนในบ้านเรียก เพราะมันเป็นตัวเมียและแก่มาก อีกทั้งหลังจากเรียกชื่อนั้นชื่อนี้อยู่หลายรอบ เราก็เริ่มสังเกตได้ว่ามันจะหันมามองทุกครั้งที่เราเรียกชื่ออะไรก็ตามที่ลงท้ายว่า "กี้"

เลี้ยงมันไปไม่นาน ฉันก็รู้ว่าทำไมมันถึงถูกทิ้ง ทั้งที่ป้ากี้เป็นหมามารยาทงาม เรียบร้อยกว่าหมาทะโมนในบ้านฉันหลายขุม ไม่เคยเห่าเสียงดัง ไม่เคยนั่งน้ำลายยืดใส่คนในบ้านเพื่อขอขนม เวลากินข้าวก็ค่อยๆ เล็มและไม่เคยทำข้าวหกนอกจานเลย

แต่ยายป้ากี้ก็เป็นหมาที่อั้นฉี่ไม่ได้ นอนอยู่ดีๆ ก็ปล่อยฉี่นองพื้นซะงั้น ต้องตามเช็ดกันบ่อยๆ แต่ยังไม่ทันไปจับไปหาหมอเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จากไปอย่างสงบ

ป้ากี้อยู่กับเราไม่นาน แค่ 7-8 เดือนเท่านั้นเอง ฉันรู้สึกเศร้านิดหน่อยตอนที่มันตาย แต่ก็ดีใจที่มันไม่ต้องตายอยู่ข้างถนน แต่ตายอยู่ในบ้านที่มีคนรักและดูแลมัน

บางทีฉันก็นึกอยากรู้ว่าคนที่เอาป้ากี้มาปล่อยนั้น เขาจะคิดถึงมันบ้างหรือเปล่า?

ฉันไม่ค่อยเข้าใจคนที่เอาหมาที่เลี้ยงมากับมือไปปล่อยทิ้งข้างถนนเท่าไหร่นัก ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงใจดำกันได้ขนาดนี้ แต่ก็อาจจะมีคนแย้งว่า กับคนด้วยกันยังทำได้มากกว่านี้ แล้วนี่แค่หมา…ทำไมจะทำไม่ได้?

ไม่รู้สินะ ฉันก็แค่สงสัยว่าคนทิ้งหมาพวกนี้เขาไม่สงสารมันบ้างหรือไง? หมาบ้านนั้นไม่ใช่หมาข้างถนนตั้งแต่เกิด มันจะมีปัญญาเอาตัวรอดกับชีวิตที่ไม่มีคนให้ข้าวให้น้ำได้อย่างไร? ลองนึกดูว่าถ้าเป็นตัวเรา เคยกินอยู่สุขสบาย แล้วจู่ๆ ก็มีคนไล่ออกจากบ้าน สตางค์แดงเดียวก็ไม่ให้ติดตัวมา ต้องไปตายเอาดาบหน้าอย่างเดียว…เราจะลำบากขนาดไหน?

ฉันเคยอ่านเจอและบริจาคให้กลุ่มคนที่ทำงานช่วยเหลือสัตว์ข้างถนนเป็นประจำ สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจก็คือ นับวันภาระของคนเหล่านี้มีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มในทำนองนี้ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร? คนที่ช่วยก็ช่วยแทบตาย แทบหมดเนื้อหมดตัวก็ว่าได้ ส่วนคนทิ้งก็ยังคงทิ้งต่อไป ไม่มีสำนึกรับผิดชอบกันต่อไป เห็นแก่ตัวกันต่อไป

การเลี้ยงสัตว์ต้องอาศัยความรับผิดชอบไม่แพ้การเลี้ยงลูกหรอกนะคะ เพราะสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ตุ๊กตาที่พอนึกเบื่อก็โยนทิ้งไป ไม่มีใครเดือดร้อน ถ้าคุณทิ้งหมาหรือสัตว์เลี้ยงสักตัว นั่นคือคุณทิ้งชีวิตไปชีวิตหนึ่ง คุณอาจจะคิดว่า "ก็แค่หมา" แต่หมาก็มีหัวใจ มีความรู้สึกเหมือนคนนี่แหละ

หมายังเป็นสัตว์ที่ให้ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข คุณให้ความรักแก่หมาสักตัว มันจะรักคุณตอบแทนโดยไม่สนใจหรอกว่าคุณจะสวยหรือไม่สวย อ้วน ผอม สาว แก่ เป็นคนปกติหรือพิกลพิการ

คนบางคนยังทำไม่ได้แบบนี้เลย.

**********

โครงการเพื่อนข้างถนน (ข้อมูลจากนิตยสารสกุลไทย)

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโชคชัยสี่

ชื่อกรรณิการ์ มีพันธ์และธาริณี วิภูชนิน

เลขที่ 127-230557-5

ติดต่อเพื่อบริจาคอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์เพื่อสัตว์ป่วยได้ที่ nongthee9@gmail.com






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Naoko M