ทุกข์กำลังเกิดในใจของคนไทยที่รักชาติทุกคนในตอนนี้–ฉันเืชื่ออย่างนั้น
บ้านเมืองที่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายนั้นน่ากลัว โดยเฉพาะในแง่ความมั่นคงของประเทศ ฉันไม่อยากคิดเลยว่า จะมีใครหรือองค์กรไหนมองเห็นเป็นโอกาสงามในการที่จะทำให้ประเทศที่ไม่ใหญ่โตอะไรนักของเราต้องแตกแยกย่อยลงไปอีกคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังสภาพโซเวียตล่มสลาย เพื่อ…เพื่ออะไรนั้นคือสิ่งที่ฉันไม่อยากคิดต่อ และขอให้ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงจินตนาการเพ้อฝันไร้สาระของฉันเถอะนะ
หลายวันที่ผ่านมาฟังใครคนหนึ่งพูดทางทีวีในทำนองว่า น่าเสียดายโอกาสแทนคนเสื้อแดงที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะปัญหารากหญ้าของพวกเขาถูกกลบโดยปัญหาส่วนตัวของใครคนนั้น…ฉันว่าฉันเห็นด้วยกับคำพูดนี้
ฉันไม่ค่อยเข้าใจคนเสื้อแดงที่รักคนไกลบ้านคนนั้นอย่างมากมาย แบบที่ว่าใครแตะก็ไม่ได้ แต่ฉันก็เีคารพสิทธิที่จะรักจะชอบของพวกเขา ฉันคิดว่าคนเราควรมีสิทธิรักใคร ชอบใคร ตามใจของเรา แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไประรานคนอื่นที่เขารักชอบไม่เหมือนเรา
และฉันคิดว่าความสวยงามอย่างหนึ่งของ "ประชาธิปไตย" ก็คือเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะความแตกต่างทางด้านความคิด ประชาธิปไตยนั้นอนุญาตให้เราเป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่อนุญาตให้เราไปบีบบังคับคนอื่นว่าต้องคิดเหมือนตัวเราเอง
คนที่ทำอย่างนั้นเขาเรียกว่าคนอย่างไร ประเภทไหน ฉันว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาคำตอบ
ฉันไม่ได้เกลียดคนเสื้อแดงทุกคน แต่ไม่สนับสนุนความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางวาจาและการกระทำ แล้วบอกตรงๆ ว่า เห็นเพื่อนบางคนที่เกลียดเสื้อแดงเข้าไส้แบบอยากจะให้ตายกันไปข้างนึงแล้วไ่ม่สบายใจเลย เพราะนั่นหมายถึงว่าเราก็เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทั้งที่ก็ด่าว่าการใช้ความรุนแรงของอีกฝ่ายอยู่ใช่ไหม?
ฉันเชื่อว่าวิธีแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ลบเสื้อแดงออกไปจากประเทศนี้ แต่ทำยังไงให้คนพวกนี้-ไม่ว่าจะเสื้อสีอะไร-คนที่เขาเดือดร้อนจริงๆ มีทางออก มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความรู้ มีจิตใจที่เข้มแข็งมากพอที่ใครก็ตามจะมาหลอกใช้ไม่ได้ง่ายๆ
แล้วประเด็นนั้นก็นำมาสู่สถาบันสูงสุดที่คนไทยรักและเคารพ เพราะการช่วยเหลือประชาชนให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองคือสิ่งที่ประมุขของประเทศเราทรงทำมาตลอดใช่หรือไม่?
การสอนให้คนหัดพึ่งพาตัวเองและภูมิใจกับการทำอย่างนั้น เป็นเรื่องที่ยากกว่าและใช้เวลามากกว่าการตั้งโครงการอะไรสักอย่างที่สามารถแจกจ่ายเงินให้ชาวบ้านแบบง่ายๆ และในที่สุดก็กลายเป็นความเคยชินที่ไม่ควรเคยชิน
ฉันไ่ม่อยากเชื่อว่าหลังจากทรงงานหนักมามากกว่าครึ่งศตวรรษ วันหนึ่งก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไร เพื่อนเล่าให้ฟังว่ามี "เพื่อน" คนหนึ่งบอกว่านั่่นถือเป็นเพียงการกระทำเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ฉันยังได้เห็นคำบ่นผ่านตาว่ารำคาญมากมายกับข่าวช่วงสองทุ่ม พร้อมคำถามว่าน่าลองคำนวณว่าค่า "โปรโมท" ของ…นั้นคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่?
เรื่องคำถามนั้นฉันคิดว่าควรจะถามกันได้–ถ้าคนถามสงสัยและอยากจะได้คำตอบจริงๆ อย่างน้อยฉันก็เชื่อว่าตัวเองไม่ได้รักใครแบบงมงาย แบบที่ว่าคนอื่นจะมาแตะต้องไม่ได้ ฉันยินดีที่จะฟังการวิพากษ์อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ และคิดว่ากฎหมายบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์นี้ก็โบร่ำโบราณเกินไปสำหรับยุคสมัยปัจจุบัน
คิดไปคิดมา ฉันเริ่มรู้สึกว่าความกังวลของตัวเองกำลังเกินขอบข่ายความห่วงใยบุคคลที่เราเคารพรักไปแล้ว
ฉันหมายถึงว่าสิ่งที่ฉันกังวลมากกว่าความมั่นคงของชาติและสถาบันในตอนนี้ อยู่ในรูปของคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับความคิดและจิตใจของคนไทย?
ฉันอาจจะซื่อในแบบที่ฝรั่งเรียกว่า naive จนเกินไปก็ได้ แต่ฉันอยากถามสักหน่อยเถอะว่า การที่คนๆ หนึ่งทำงานเพื่อคนอื่นมาตลอดเวลา 60-70 ปี แล้วอยู่มาวันนึง ความดีเหล่านั้นก็ดูคล้ายจะไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับใครหลายคน
นั่นคือสิ่งที่ "ควร" จะเป็นหรืออย่างไร?
แล้วฉันก็คิดถึง status ของน้องคนหนึ่งในเฟซบุ๊คเมื่อหลายวันก่อน เธอเขียนไว้ประโยคหนึ่งซึ่งคล้ายกับจะเป็นคำถามถึงคนไกลบ้านคนนั้นว่า "วันที่คุณตายไป คุณอยากให้คนเขาจดจำคุณว่าอะไรหรือ?"
ผ่านชีวิตมาก็นานอยู่ จนบัดนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจนักว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร
แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันแน่ใจในตอนนี้ นั่นคือฉันอยากจากโลกนี้ไป ด้วยการเป็นคนที่ดีกว่าวันที่ฉันเกิดมา.
ใครอยากฟัง คลิกที่ชื่อเพลงในบรรทัดบนนะคะ
) 